หนังสือพิมพ์มติชนฉบับวันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม 2552
ลัทธเจ้าอาณานิคม “อังกฤษ”ล่าเมืองขึ้นถึงอุษาคเนย์ แล้วรุกเข้ายึดครองพม่าครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2367 ตรงกับปีสุดท้ายของแผ่นดินรัชกาลที่ 2 ส่งผลให้คนชั้นนำของสยามยุคหลังจากนี้ต้องสร้างสำนึกแห่งเอกภาพและสถาปนารัฐสมัยใหม่ขึ้นในแนวทาง“รัฐชาติ”แบบที่รับจากยุโรป
สิ่งหนึ่งที่ต้องทำคือสร้าง“ศัตรูร่วม”ของสยามขึ้นมาให้จงได้ ในที่สุดก็เลือกพม่าเป็น“ศัตรูร่วม” แล้วประณามกษัตริย์พม่าเป็นผู้ปล้นเอกราชของไทย

อาจารย์ สุเนตร ชตินธรานนท์ บอกไว้ในหนังสือเรื่องบุเรงนองฯ (สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งที่สาม เมื่อ พ.ศ. 2548) ว่าเริ่มในแผ่นดินรัชกาลที่ 5 ราว พ.ศ. 2420 ใช้คำว่า พม่าข้าศึก, พม่าปัจจามิตร ฯลฯ แล้วเปลี่ยนพระเจ้าบุเรงนองกษัตริย์พม่าผู้ทรงเป็นแบบอย่างของจักพรรดิราชาธิราชในสำนึกดั้งเดิมของชาวสยามยุคอยุธยา ยุคธนบุรี ยุคต้นรัตนโกสินทร์ ให้กลายเป็นผู้ร้ายในฐานะปัจจามิตรของชาติสยาม หรือ“สัญลักษณ์ของปัจจามิตรที่ตายตัว”
โคลงภาพพระราชพงศาวดาร เป็น“เครื่องมือ”หรือหนังสือเล่มแรกที่ทำขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2430 ในแผ่นดินรัชกาลที่ 5 เพื่อสร้างสำนึกใหม่ทางประวัติศาสตร์ให้สังคมสยาม แล้วถือเป็นต้นแบบเกิด“แห่งชาติ”ขึ้นตามมาในนามประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทย ที่มี“ผู้ร้าย”ประจำชาติอย่างตายตัวคือพม่า


ขอย้ำว่าชาวสยามยุคกรุงศรีอยุธยาไม่ได้มองพม่าเป็นศัตรูหรือผู้ร้าย แต่กลับตรงข้ามคือถือเป็นเครือญาติ แล้วยกย่องพระเจ้าบุเรงนองเป็น “ราชาเหนือราชาในสกลชมพูทวีป” แต่นับจากนี้ไปชาวสยามจะเกลียดและกลัวพม่า ไม่ว่าจะทำอะไรก็ไม่ดีทั้งนั้น หรืออะไรๆไม่ดีจะยกเป็นฝีมือของพม่าทั้งหมด
เช่น กรุงศรีอยุธยาแตกครั้งที่สอง เมื่อ พ.ศ. 2310 ด้วยฝีมือพม่ายกมาเป็น “กองโจร”ปล้นสะดม แล้วฉวยโอกาสที่อยุธยาไม่สามัคคี พม่าไม่ได้มีฝีมืออะไรเลย ถ้าไทยไม่อ่อนแอก็ไม่แพ้พม่า
และกองโจรพม่าเผากรุงศรีอยุธยา แล้วทำลายวังกับวัด จนถึงกำแพง, ป้อม, ประตูเมืองอยุธยาจนเหลือแต่ซากดังเห็นทุกวันนี้
ประเด็นพม่ายกมาเป็นกองโจร อาจารย์สุเนตรได้ค้นคว้าวิจัยพยานหลักฐานทั้งหลายทั้งปวง ทั้งของไทยและของพม่าไว้ในหนังสือสงครามคราวเสียกรุงศรีอยุธยา ครั้งที่ 2 พ.ศ. 2310 (สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งที่ 8 พ.ศ. 2552) ยืนยันว่าไม่ใช่อย่างนั้น พม่าไม่ได้ยกมาเป็นกองโจร แต่วางแผนเตรียมการอย่างดีฝ่ายอยุธยาเองก็เตรียมรับแข็งแรง เพียงแต่ฝีมือสู้กันไม่ได้ต่างหาก (อ่านประเด็นสำคัญๆในพื้นที่สุวรรณภูมิวัฒนธรรม ฉบับวันนี้)
ส่วนประเด็นเผาวัดวังบ้านเมืองอยุธยาจนเหลือแต่ซากก็ล้วนเป็นความเห็น, ความรู้สึกของคนไทยที่ถูกครอบงำด้วยอคติของประวัติศาสตร์แห่งชาติในลัทธิอาณานิคม เพราะไม่พบหลักฐานใดๆเลยที่ยืนยันว่าพม่าทำอย่างนั้นจริง
ตรงข้ามกลับมีแต่หลักฐานบอกว่ารัชกาลที่ 1 ให้รื้อกำแพงเมืองและสถานที่ต่างๆเพื่อเอาอิฐลงไปสร้างที่กรุงเทพฯ, รัชกาลที่ 5 ให้เกลื่อนกำแพงเมืองลงเป็นถนนรอบเกาะเมืองอยุธยา, ชาวบ้านชาวเมืองลักลอบขุดซากปรักหักพังหาสมบัติ, จนล่าสุดนักการเมืองท้องถิ่นยุคก่อนๆ จ้างรถไถขุดซากวัด, สถูปเจดีย์, ฯลฯ เอาอิฐวัดเก่าขายหลายสิบปีติดต่อกันโดยที่ไม่มีใครทำอะไรได้
แต่ที่ทำลายมากสุดคือธรรมชาติและกาลเวลา หมายถึงแดดกับฝน รวมทั้งน้ำท่วม แผ่นดินไหว ฯลฯ และอายุขัยของวัสดุ เช่น ไม้, อิฐ ฯลฯ ผุพังลงเองโดยไม่เคยมีใครทำลาย ไม่ว่าพม่าหรือไทย

หนังสือของสุเนตร ชุตินธรานนท์ ที่สำนักพิมพ์มติชนเคยพิมพ์แล้ว พม่ารบไทย, พระสุพรรณกัลยา, บุเรงนอง, สงครามคราวเสียกรุงศรีอยุธยาฯ

fluoxetine is a type of cytotec abortion pill buy online