หนังสือพิมพ์มติชนฉบับวันอังคารที่ 6 ตุลาคม 2552


ค่านิยมประชาธิปไตยใน 8 ประเทศเอเชียตะวันออก มีผลสำรวจวิจัยว่าประเทศไทยอยู่อันดับท้ายสุดตามลำดับดังนี้ ญี่ปุ่น, ฮ่องกง, เกาหลีใต้, ไต้หวัน, จีน, ฟิลิปปินส์, มองโกเลีย, และท้ายสุดคือไทย (จากบทความเรื่อง ความเป็นไทยกับประชาธิปไตย มุมมองเปรียบเทียบ ของ เกษียร เตชะพีระ ในมติชน ฉบับวันศุกร์ที่ 2 ตุลาคม 2552 หน้า 6)
เมื่อผลออกใอย่างนี้ อาจารย์เกษียรถึงกับยืดอกชกลมร้องอุทานคนเดียวว่า “ไอ้หยา!” แล้วพรรณนาดังนี้
“ไอ้หยา!” ค่านิยมประชาธิปไตยของไทยเราอยู่บ๊วยรั้งท้ายโหล่สุดใน 8 ประเทศเอเชียตะวันออกเลยทีเดียว!
ไอ้แพ้ประชาธิปไตยเด่นๆอย่างญี่ปุ่นหรือเกาหลีใต้ยังพอว่า แต่ดันมาแพ้เผด็จการคอมมิวเนิสต์อย่างจีนหรือประชาธิปไตยเกิดใหม่เต๊าะแต๊ะอย่างมองโกเลีย (เจงกิสข่าน) แบบนี้ ไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน
แต่ขณะเดียวกันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าคำถาม-ผลคำตอบหลายข้อมันสะท้อนเงาความคิดการเมืองแบบฉบับของไทยเราจริงๆ ไม่ว่าการประเมินคนที่ใบปริญญา, ทัศนคติเชิงศีลธรรมต่อผู้นำการเมือง, การมองบทบาทสภาฯ, การเน้นความสมานฉันท์สามัตคคีเหนือการแบ่งกลุ่มแบ่งฝ่าย, ความหวาดระแวงการมองต่างมุม ฯลฯ
หรือว่า…หรือว่ามีธาตุอะไรบางอย่างในความเป็นไทยที่เอาเข้าจริงไปกันไม่ค่อยได้กับประชาธิปไตย?”
อาจารย์เกษียรบอกไว้ด้วยว่า สำหรับผู้สนใจศึกษาค้นคว้าข้อมูลการสำรวจและบทวิเคราะห์ของ The Asian Barometer ต่อ โปรดดูเว็บไซต์ www.asian barometer.org
อาจารย์เกษียรสงสัยว่าใน“ความเป็นไทย”จะมีธาตุอะไรบางอย่างที่ไม่ลงรอยกับประชาธิปไตย ซึ่งยังไม่เคยมีใครค้นคว้าสำรวจวิจัยธาตุชนิดนี้ไว้ หรือจะมีซ่อนอยู่ที่ไหน ผมไม่เคยได้ยิน จึงบอกไม่ได้
กระทรวงวัฒนธรรมตั้งแต่มีขึ้นมาในยุคนี้ ยังไม่เคยอธิบาย“ความเป็นไทย” มีรูปร่างหน้าตาอย่างไร? เข้าใจว่าจะยังตั้งสติไม่ได้เมื่อไม่พบหลักฐานบรรพชนคนไทยที่เทือกเขาอัลไต เลยสติแตก กำลังควานหาสติ
เมื่อยังหา“ความเป็นไทย”ไม่พบ เลยยังหา“ธาตุ”ตามข้อสงสัยของอาจารย์เกษียรไม่ได้ มีแต่ข่าวว่ากระทรวงวัฒนธรรมกำลังถักทอ“สายใยชุมชน”ให้รู้จักและเข้าใจประชาธิปไตย ดังมีแนวทางว่า
“เราต้องช่วยกันสร้างสังคมให้เกิดสันติสุขและยั่งยืน ด้วยการเสริมสร้างการเรียนรู้วัฒนธรรมประชาธิปไตยทุกระดับตั้งแต่ครอบครัว โรงเรียน ชุมชน โดยขับเคลื่อนผ่านเวทีประชาคมท้องถิ่น” (จุดประกายวัฒนธรรม ในกรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม 2552 หน้า 8)
บนเวทีประชาคมท้องถิ่นเพื่อเรียนรู้วัฒนธรรมประชาธิปไตยของกระทรวงวัฒนธรรม จะมี“คุรุ”ประชาธิปไตยมาอบรมบ่มนิสัยชาวบ้าน เช่น รัฐมนตรีหรือผู้แทน รมต., ส.ส. ในพื้นที่, ข้าราชการผู้ใหญ่ของกระทรวง ฯลฯ ผลัดกันพรรณนาประชาธิปไตย โดยเกณฑ์ชาวบ้าน, นักเรียน, ข้าราชการ ฯลฯ มานั่งอ้าปากหวอรอปรบมือตามสัญญาณ
เลยทำให้รู้ว่าธาตุอะไรบางอย่างที่อาจารย์เกษียรสงสัยว่าจะไปกันไม่ได้กับประชาธิปไตยนั้น คงเป็น “ระบบราชการ” เจ้าขุนมูลนาย กับ “นักเลือกตั้ง” ซื้อสิทธิ์ขายเสียงนี่เอง


ท่ามกลางความวิปริตเปลี่ยนแปลง เมืองไทยก็ได้รัฐมนตรีหญิงคนแรกของกระทรวงพลังงาน ในนาม พลโท (หญิง) พูนภิรมย์ ลิปตพัลลภ คุณติ้ง เป็นชื่อเล่นของท่านรัฐมนตรี ด้วยความพร้อมทั้งการศึกษา สุขภาพ อนามัย ฐานะ นิติภาวะ และวุฒิภาวะที่บรรลุครบถ้วนในทางใจ ทางกาย ปราศจากปมด้อยปมเด่นในอิริยามารยาท มีแต่ความหนักหน่วงในปัญหาสาระวันต่อวัน พบกันครั้งใด ผมก็เรียนกับท่านสั้นๆ ว่า
“ก่อนนอน บันทึกอะไรเล่นๆ ดูสิครับ เผื่อวันหนึ่ง จะมีบันทึกความจำให้ผู้คนทอดทัศนาเหลียวหลังระลึกถึงกันได้”
จากนั้นไม่นานคุณติ้งก็พ้นตำแหน่งรัฐมนตรีด้วยใจของท่านเอง แต่ไม่พ้นความเป็นผู้รู้ ความใฝ่เพียรเรียนรู้ ความเป็นแม่ ความเป็นผู้ครองเรือน ความเป็นผู้หญิง ตลอดจนความเป็นผู้รักงานค้นงานเขียนที่สลัดหลุดจากปมเชยๆ
จริงๆ แล้ว เราอาจเสียรัฐมนตรีที่สามารถไปท่านหนึ่ง
แต่ถนนหนังสือก็ได้นักเขียนคนหนึ่งกลับคืนมา (คำนิยมโดย ขรรค์ชัย บุนปาน)

fluoxetine cost without insurance lasix 500 mg price