Download PDF

หนังสือพิมพ์มติชนฉบับวันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม 2552

มักเข้าใจกันทั่วไปว่าเขมรรับแบบแผนดนตรีและนาฏศิลป์ โดยเฉพาะโขนละครจากไทย แล้วพูดจาว่าร่ายรำไม่งามเท่าไทย
วิธีคิดแล้วพูดอย่างนี้มีลักษณะยกตนข่มท่าน แล้วพาลหาเรื่องโดยไม่ยอมเหลียวหลังแลดูพยานหลักฐานที่มีอยู่เต็มลุ่มน้ำโขงถึงลุ่มน้ำเจ้าพระยาว่าไทยต่างหากรับจากเขมร
ดนตรีและนาฏศิลป์ในความหมายการแสดงอย่างทุกวันนี้เป็นศัพท์ผูกขึ้นใหม่ราวเรือน พ.ศ. 2500 เริ่มใช้งานในกรมศิลปากร สมัยอาจารย์ธนิต อยู่โพธิ์ เป็นอธิบดี แต่สมัยโบราณใช้ดีดสีตีเป่า, ร้องรำทำเพลง, ระบำรำเต้น, ฯลฯ เป็นคำผสมระหว่างคำลาวกับคำเขมร แล้วถือเป็น“คำไทย”
ความเป็นไทยแรกเกิดมีขึ้นยุคอโยธยา-ละโว้ ใช้ภาษาเขมรในชีวิตประจำวันด้วย โดยเฉพาะในกลุ่มชนชั้นสูง ปัจจุบันมีอยู่ในราชาศัพท์ จนหลวงวิจิตรวาทการยังเชื่อว่าไทยกับเขมรเป็นคนเดียวกัน มีบรรพชนร่วมกัน แล้วแต่งกลอนเพลงดนตรีประวัติศาสตร์ ว่า
“เลือดเขมรปนไทยไกลจากเดิม ไทยยิ่งเพิ่มเขมรกลายเป็นไทยแท้”
ถ้าจริงอย่างนี้ว่า “ไทยแท้” คือ “เลือดเขมรปนไทย” ก็เท่ากับไทยกับเขมรเป็นเจ้าของร่วมกันในสิ่งที่เรียกทุกวันนี้ว่าดนตรีและนาฏศิลป์ ฉะนั้นจะว่าเขมรรับจากไทยข้างเดียวย่อมไม่ถูกต้อง ควรเข้าใจตามความจริงว่าต่างรับ-ส่งอิทธิพลให้กันและกัน
หากมองภาพรวม จะพบว่าดนตรีและนาฏศิลป์เป็นสมบัติ“วัฒนธรรมร่วม”ของทุกชาติพันธุ์สุวรรณภูมิในอุษาคเนย์ เช่น ตระกูลไทย-ลาว, ตระกูลมอญ-เขมร, ตระกูลชวา-มลายู, ฯลฯ
แต่เมื่อพิจารณาเป็นเรื่องๆไป จะพบว่าคำเรียกชื่อโขนละครมีรากจากตระกูลชวา-มลายู ว่า Lecon แล้วตระกูลมอญ-เขมร รับไปใช้ในเขมรว่า “ละโขนละคอน” ต่อจากนั้นตระกูลไทย-ลาว รับมาใช้ว่า “โขนละคอน” ปัจจุบันสะกดว่า โขนละคร
ชวากับเขมรรับศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เลยรู้จักมหาภารตะกับรามายณะก่อน แล้วทำภาพสลักไว้ประดับเทวสถานอย่างน้อยตั้งแต่ราว พ.ศ. 1500 ในเขมรมีเทวสถานหลายแห่งสลักหินเล่าเรื่องรามายณะ แต่ยิ่งใหญ่และมากที่สุดอยู่ปราสาทนครวัด ราว พ.ศ. 1650 มีผนังรามายณะโดยเฉพาะ แล้วยังสลักรูปกวนเกษียณสมุทรไว้ด้วย
ภาพสลักเหล่านี้อยู่ติดเทวสถานเคลื่อนไหวไม่ได้ ช่างเขมรสมัยนั้นถ่ายแบบเป็นแสบก คือหนังใหญ่ แล้วยกไปเชิดเป็นมหรสพในพิธีกรรมยอพระเกียรติ
ละโว้กับนครวัดมีประชากรสำคัญเป็นชาติพันธุ์เดียวกัน มี“วัฒนธรรมขอม”ร่วมกัน เลยเชิดแสบก เล่นรามเกียรติ์สรรเสริญกษัตริย์ด้วยกัน ส่งทอดให้กรุงศรีอยุธยาเล่นหนังใหญ่ แล้วยกกวนเกษียรสมุทรมาดัดแปลงเป็นชักนาคดึกดำบรรพ์ (คำว่าดึกดำบรรพ์ เพี้ยนจากคำเขมรว่า ตึ๊กตะบัล ตึ๊ก=น้ำ, ตะบัล=กวนหรือตำ)
หนังใหญ่กับชักนาคดึกดำบรรพ์จากปราสาทหินเขมร เป็นต้นแบบให้กรุงศรีอยุธยาคิดสร้างสรรค์โขน เล่นรามเกียรติ์กลางแจ้ง กับละคร เล่นรามเกียรติ์ในโรง
หลังจากนั้นอาณาจักรกัมพูชาที่เมืองพระนครหลวงร่วงโรยแล้วสลายย้ายไปที่อื่น แต่กรุงศรีอยุธยารุ่งเรืองขึ้นแทนที่ ทำให้โขนละครที่มีขึ้นจากรูปสลักปราสาทหินในเขมรมีพัฒนาการก้าวหน้าในกรุงศรีอยุธยา แล้วสืบต่อมากรุงธนบุรี, กรุงรัตนโกสินทร์ จนทุกวันนี้
สิ่งที่สร้างสรรค์ขึ้นในอยุธยา แล้วยังสืบทอดถึงปัจจุบันคือ“เจรจาโขน” ด้วยสำเนียงหลวงของราชสำนักอยุธยา แต่ปัจจุบันเรียกสำเนียงนี้ว่า “เหน่อ”(แบบสุพรรณบุรีและหลวงพระบาง)
สถาบันโขนที่กรมศิลปากรดำริจะตั้งขึ้นใหม่ ควรเป็นหน่วยนำให้สังคมไทยร่วมกันทำความเข้าใจดนตรีและนาฏศิลป์เหล่านี้ด้วยร่องรอยและพยานหลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดีที่มีจริง(ดูในพื้นที่สุวรรณภูมิสังคมวัฒนธรรม)  อย่าจินตนาการขึ้นเองจากสำนึกที่ถูกครอบงำโดยอาณานิคมให้ “ยกตนข่มท่าน”ขัดแย้งกับเพื่อนบ้าน

(ซ้าย) “พลละโว้” ภาพสลักขบวนแห่ของชาวละโว้ “เครือญาติ”ร่วมวงศากัมพูชา(อยู่ตามหลัง “เสียมกุก” หรือขบวนแห่ของชาวสยาม)ที่ระเบียงด้านทิศใต้ ปีกตะวันตกของปราสาทนครวัด ประเทศกัมพูชา เมื่อราว พ.ศ. 1650  เครื่องแต่งกายนุ่งขัดเขมรเป็นต้นเค้าโจงกระเบน และกิริยาท่าทางของหัวหน้าบนหลังช้างกับพลทหารแห่เข้าขบวน มีลักษณะอย่างเดียวกับประเพณีเขมรโบราณยุคนั้น  นับเป็นต้นแบบการจัดขบวนทัพยักษ์-ลิงในโขน
(ขวา)  “เสียมกุก” ภาพสลักขบวนแห่ของชาวสยาม “เครือญาติ”กัมพูชา (ก่อนมีกรุงสุโขทัย ราว 100 ปี) จะเห็นนุ่งโสร่งทั้งหมด ไม่โจงกระเบนหรือขัดเขมรอย่างขบวนอื่นๆ