หนังสือพิมพ์มติชนฉบับวันจันทร์ที่ 19 ตุลาคม 2552

วัดเขาดีสลัก อยู่ ต. ดอนคา อ. อู่ทอง จ. สุพรรณบุรี มีซากสถูปยุคทวารวดีอยู่บนยอดเขาเตี้ยๆ กับมีรอยพระพุทธบาทสลักลายมงคล 108 แล้วยังมีพระพิมพ์ดินเผาเป็นที่รู้จักในนามพระถ้ำเสืออีกมาก
แสดงว่าบริเวณเขาดีสลักเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สืบมาแต่ยุคทวารวดี ราวหลัง พ.ศ. 1000 เป็นอย่างน้อย แล้วสืบเนื่องไม่ขาดสายมาจนถึงยุคสุพรรณภูมิ-อโยธยา (ก่อนกรุงศรีอยุธยา) แล้วเป็นส่วนหนึ่งของสุพรรณบุรี-อยุธยา

ทำให้น่าเชื่อว่า บนยอดเขาอื่นๆที่มีต่อเป็นพืดโอบเมืองอู่ทอง ควรมีวัดวาอารามทุกยอดเขา ดังมีตัวอย่างให้เห็นอีกที่วัดเขาพระ ใกล้ตัวเมืองอู่ทอง มีซากสถูปบนยอดเขา แล้วเป็นบริเวณที่ขุนแผนขึ้นเรือนขุนช้าง พานางวันทองหนีขุนช้างมาพรอดพร่ำรำพันกันที่วัดร้างเขาพระนี้
การท่องเที่ยวแหงประเทศไทย (ททท.) และบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) ร่วมกันทอดกฐินสามัคคี เมื่อวันเสาร์ที่ 10 ตุลาคมที่ผ่านมา ผมเลยแอบๆไปขอรับส่วนบุญกฐินด้วย แต่มีคนมากนักหนาจนไม่มีที่จะหลบเลี่ยงไม่ให้ตัวเองเป็นที่รกหูรกตาได้ เมื่อถวายกฐินแล้วราวก่อนเที่ยงเลยนั่งรถตู้ออกจากวัดไปสำรวจเส้นทางคลองชลประทานที่ไปเชื่อมคูเมืองอู่ทองด้านตะวันตกเฉียงเหนือ เพราะสงสัยว่ากรมชลประทานชักน้ำจากไหน?
เมืองอู่ทอง ที่ อ. อู่ทอง จ. สุพรรณบุรี เป็นบริเวณที่มีคนตั้งหลักแหล่งไม่น้อยกว่า 3,000 ปีมาแล้ว เป็นแห่งแรกที่พุทธ-พราหมณ์จากอินเดียมาประดิษฐาน ทำให้เติบโตเป็นรัฐแห่งแรกในประเทศไทย มีคูน้ำคันดินล้อมรอบเชื่อมแม่น้ำจรเข้สามพันที่ไหลมาจากลำน้ำทวนต่อกับแม่น้ำแม่กลอง(ที่ อ. ท่าม่วง จ. กาญจนบุรี) ลงแม่น้ำท่าจีน(ที่ อ. สองพี่น้อง จ. สุพรรณฯ) สมควรยกย่องเมืองอู่ทองเป็น Creative City หรือ“เมืองสร้างสรรค์สุวรรณภูมิ”อย่างแท้จริง
จาก อ. อู่ทอง จ. สุพรรณบุรี ผมนั่งรถตู้ตามคลองชลประทานขึ้นทางทิศเหนือผ่าน อ. ดอนเจดีย์, อ. สามชุก, อ. เดิมบางนางบวช, อ. หนองหญ้าไซ, อ. ด่านช้าง, เข้า อ. หันคา จ. ชัยนาท ถึงแม่น้ำเจ้าพระยา ใกล้คลองมะขามเฒ่า อ. วัดสิงห์ จ. ชัยนาท
เมื่อได้รู้ความจริงว่าคลองชลประทานที่ไปเชื่อมคูเมืองอู่ทองโบราณ ชักน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาที่ อ. วัดสิงห์ จ. ชัยนาท เสร็จแล้วผมก็นั่งรถกลับกรุงเทพฯอย่างเงียบๆอยู่คนดียว
รุ่งขึ้น วันอาทิตย์ที่ 11 ตุลาคม บริษัท บางกอกแอร์เวยส์ และบริษัท มติชนฯ ร่วมทอดกฐินสามัคคี ที่วัดพระรูป ในตัวเมือง จ. สุพรรณบุรี ผมไปถึงพอดีเวลาถวายกฐิน เสร็จแล้วกินข้าววัด
อิ่มข้าววัดแล้วไปหลบฝนห่าใหญ่ที่“คุ้มขุนช้าง” (ริมแม่น้ำท่าจีน) ของ ขรรค์ชัย บุนปาน
พอฝนซาลง คุณขรรค์ชัยบอกทางไปวัดยวด ที่มีต้นมะนาวโห่ (เขียนบอกไว้แล้วในฉบับวันจันทร์ที่ 12 ตุลาคม) ผมให้รถตู้ฝ่าฝนไปตามเส้นทางนั้น คือมุ่งไปเส้นสุพรรณบุรี-ป่าโมก แต่เลี้ยวขวาลง อ. ผักไห่ จ. อยุธยา แล้วผ่านไปข้ามแม่น้ำน้อย เลี้ยวขวาก็เข้าวัดยวด ต. บ้านแพน อ. เสนา จ. อยุธยา
ฝนหยุดแล้ว ฟ้ายังชุ่มฝน น้ำฝนเปียกลานวัด ต้นไม้ในวัดทุกต้นเปียกฝน เดินหาจนพบต้นมะนาวโห่ที่คุณขรรค์ชัยให้คนถ่ายรูปฝากแบ่งปันผู้อ่าน
“มะงั่วหาว มะนาวโห่” เป็นชื่อต้นไม้พูดได้ อยู่ในตำนานเก่าแก่เรื่องพระรถ เมรี เป็นไม้ 2 ชนิด คือ มะงั่ว กับมะนาว แต่คนทั่วไปเรียกมะงั่ว เพี้ยนเป็นมะม่วง
ผมยืนมองต้นมะนาวโห่อยู่คนเดียวครู่หนึ่ง ก็เอื้อมไปแตะลูกเล็กสีแดงเต็มต้น แค่แตะๆเท่านั้นไม่กล้าจับ กลัวมันโห่ ในใจคิดเตลิดเปิดเปิงถึงบทละครยุคอยุธยาเรื่องพระรถ เมรี พอคืนสติก็ขึ้นรถตู้กลับกรุงเทพฯ

   “สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ (ม.ร.ว. ชื่น นภวงศ์)  พระราชอุปัธยาจารย์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” รวบรวมโดย มหาศิลป์ โหรพิชัย จัดทำโดย สำนักพิมพ์ เอเซีย แปซิฟิค มัลติมีเดีย 440/7 ซอยราชวิถี 3 ถนนราชวิถี แขวงพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400 โทรศัพท์ 0 2248 6888 โทรสาร 0 2247 4719 ราคา 1,500 บาท
เนื้อหาสาระของหนังสือเล่มนี้ ผู้เขียนเขียนโดยมิได้เอ่ยชื่อหนังสือที่อ้างอิง ที่ไปที่มา นอกจากหนังสือ ตำนานวัดบวรนิเวศวิหาร ฉะนั้น ข้อเขียนนี้จึงเป็นการเขียนแบบ “เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ..” ฟังมากับหูบ้าง เห็นมากับตาบ้าง เห็นมาอย่างไรก็ว่าไปตามนั้น เก็บมาเรียบเรียงจากที่ต่างๆกัน แต่ก็ยืนอยู่บนข้อเท็จจริง และมีความบริสุทธิ์ใจเป็นที่ตั้ง ข้อขาดตกบกพร่องที่จะพึงมีนั้นเป็นเรื่องที่ผู้เขียนเข้าใจโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ขอท่านปัญญาชน-ปนยาชัน ผู้มีน้ำใจได้โปรดเมตตา ได้โปรดกรุณาทราบและขออภัยด้วย
หนังสืออ่านเล่มนี้ “สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ (ม.ร.ว. ชื่น นภวงศ์) พระราชอุปัธยาจารย์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” เป็น “หนังสือซ้อนหนังสือ” แบบ “เทศน์ซ้อนเทศน์” หรือ “ยอดซ้อนยอด” จะว่าเป็นประวัติของยอด 2 ยอด ก็แทบจะว่าย่อมได้! | มหาศิลป์ โหรพิชัย