หนังสือพิมพ์มติชนฉบับวันศุกร์ที่ 18 กันยายน 2552

ประเทศต่างๆทางอุษาคเนย์ล้วนไม่ลงรอยกัน เพราะ“อคติ”ที่ต่างมีต่อกัน จนไม่วางใจกัน หวาดระแวงกัน แล้วตัดสินปัญหาด้วยวิธีรุนแรงใส่กัน
“อคติ”ต่างๆทั้งทางประวัติศาสตร์และทางชาติพันธุ์ ฯลฯ (อาจมีเหตุผลอย่างอื่นอีกก็ได้) มีมาแต่ครั้งไหน? ยากจะหยั่งรู้ได้จริงๆ
ยกตัวอย่างอคติระหว่างไทยกับกัมพูชา ยังไม่มีใครอธิบายได้จริงจังว่าย้อนหลังเริ่มมาตั้งแต่เมื่อไร? ทำไม? ฯลฯ ผมก็อยากรู้ แต่ไม่รู้

สุนทรภู่เคยอวดว่ามีคนรู้จักชื่อเสียงของท่านกว้างขวางขนาด “เขมรลาวลือเลื่องถึงเมืองนคร” น้ำเสียงตรงนี้ไม่ดูถูกเหยียดหยาม กลับโน้มไปทางยกย่องเขมรและลาว
สอดคล้องกับจารึกโคลงภาพคนต่างภาษา ในวัดโพธิ์ ทำสมัยรัชกาลที่ 3 หลวงลิขิตปรีชา แต่งโคลงภาพเขมรว่า
๏ ขอมขำดำสดวกแท้        ธรรมดา
ถือพุทธเพียรตามโอ         วาทไหว้
กัมพุชประเทศสิมา          เมืองทิศ บูรพ์พ่อ    โผอนภพนบน้อมไท้        ถิ่นสยาม ฯ
๏ นุ่งปูมไป่พิศแม้น         เหมือนถม ยานา
เสื้อใส่สีครามลออ         โอ่แท้
แพรญวนเยื่อไม้สม        เคียนรอบ พุงพ่อ
ผมกระทุ่มไว้แปล้          เปล่าไร ฯ

แต่ในเสภาเรื่องพระราชพงศาวดารที่สุนทรภู่แต่งถวายรัชกาลที่ 4 น้ำเสียงกลับมีลักษณะดูถูกเหยียดหยามกัมพูชา-ขอม-เขมร มีพรรณนาไว้ตอนที่ 1 เรื่องพระเจ้าอู่ทองตีเมืองขอม มีตัวอย่างกลอนเสภาบางตอน จะยกมาดังนี้
“ด้วยบุรีขอมคดประทษร้าย”, “อ้ายขอมคดดูถูกนะลูกเอ๋ย”, “พลของเราห้าวหาญชำนาญยุทธ เจียนจะขุดกัมพูชาก็ว่าได้”
“ทำไมกับทัพเขมรเดนเขาเลือก มีแต่เปลือกสู้ไทยจะได้หรือ”
ผมไม่คิดว่านี่เป็นจุดแรกเริ่มของ“อคติ”ที่ไทยมีต่อเขมร เพราะสุนทรภู่แต่งเสภาตามเนื้อหาพระราชพงศาวดาร แล้วใส่อารมณ์ความรู้สึกเกี่ยวกับพระเอก-ผู้ร้าย ในละครเพิ่มเข้าไปให้อ่านสนุกและอร่อย
แต่น่าสังเกตว่า เสภาเรื่องนี้สุนทรภู่แต่งในแผ่นดินรัชกาลที่ 4 เพื่อถวายรัชกาลที่ 4 โดยเฉพาะ อันเป็นที่รับรู้ทั่วกันว่ารัชกาลที่ 4 มีส่วนต่อเติมเนื้อหาพรรณนาโวหารในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพระราชหัตถเลขา (ที่ได้ชื่อว่า “ฉบับพระราชหัตถเลขา” ก็เพราะรัชกาลที่ 4 ทรงตรวจแก้แล้วมีส่วนเพิ่มเติมด้วย)
ส่วนที่ต่อเติมเข้ามาในพระราชพงศาวดารฯ แล้วเกี่ยวข้องกับเขมรจนเป็นที่รู้กว้างขวาง มีตั้งแต่ขอมแปรพักตร์, ปฐมกรรมพระยาละแวก, ฯลฯ ล้วน“อคติ”ต่อเขมรทั้งนั้น
“อคติ”อย่างนี้ ถูก“ครอบงำ”โดยเจ้าอาณานิคมยุโรปหนักข้อขึ้นตั้งแต่ยุครัชกาลที่ 5 เป็นต้นไป ดังมีอยู่ในประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทยทุกวันนี้ รวมทั้งของประเทศในอุษาคเนย์ด้วย
ความขัดแย้งต่างๆจะเบาบางหรืออ่อนแรงลงไป ถ้าร่วมกันลด“อคติ”ที่มีต่อกัน ด้วยความรักชาติอย่างปกติ โดยไม่หลงชาติแล้วคลั่งชาติ
วิธีทำให้“อคติ”ลดลงคือทุกประเทศร่วมกันแก้ไขประวัติศาสตร์ของตนให้ถูกต้องสอดคล้องพยานหลักฐานที่เป็นจริง เช่น ลักษณะความสัมพันธ์ทางการเมืองแบบเครือญาติ เป็นต้น
สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พยายามระดมความเห็นและข้อเสนอแนะหาทางออกเรื่องไทย-กัมพูชา และปราสาทพระวิหาร ต้องรีบบอกให้รัฐบาลไทยเร่งลงมือชำระประวัติศาสตร์ไทย พร้อมกันไปกับปรับปรุงแก้ไขอย่างอื่นๆ เช่น ปัญหาทางการเมือง ฯลฯ

(ซ้าย) เขาพระวิหาร : ระเบิดเวลาจากยุคอาณานิคม   โดย ศรีศักร วัลลิโภดม, วลัยลักษณ์  ทรงศิริ, อภิญญ์เพ็ญ  สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งที่ 1 2551

(ขวา) แฉเอกสาร “ลับที่สุด” ปราสาทพระวิหาร พ.ศ.2505-25   โดย ศ.ดร. บวรศักดิ์ อุวรรณโณ  สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งที่ 2 2551 fluoxetine pronounce cialis generic }