หนังสือพิมพ์มติชนฉบับวันศุกร์ที่ 11 กันยายน 2552

“รัฐบาลไม่ค่อยสนใจกับการให้ความรู้เท่ากับให้คำสั่ง
ส่วนสังคมไทยก็พอใจที่จะรับแค่คำสั่งมากกว่าความรู้”
นี่เป็นข้อความของอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ ในบทความเรื่อง ความคิดคำนึงจากไข้หวัดใหญ่ (พิมพ์ในมติชน ฉบับวันจันทร์ที่ 7 กันยายน 2552 หน้า 6) อ้างถึงบทความของหมอประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ ที่เคยเขียนในสุดสัปดาห์

จะขอคัดข้อความทำนองนี้จากบทความของอาจารย์นิธิมาอีก ดังนี้
“ความรู้ทำให้ปรับเข้ากับสถานการณ์ได้อีกมากมายกว่าคำสั่ง เพราะคนไม่ใช่ควาย”
แต่ทัศนะของอำนาจนิยม คนกับควายไม่ต่างกัน อาจารย์นิธิอธิบายว่า
“ระหว่างคำสั่งกับการให้ความรู้ อำนาจนิยมเชื่อว่าสั่งจะได้ผลกว่าถ้ายังไม่ได้ผลก็สั่งอีก แล้วถ้ายังไม่ได้ผลที่น่าพอใจก็เพิ่มโทษเข้าไปกับคำสั่ง
นี่แหละ-อำนาจนิยมตัวจริง
อำนาจนิยมทุกชนิดย่อมตั้งอยู่บนฐานคติว่าคนกับควายไม่ต่างกัน (ขอโทษคนรักควายด้วย) ประสิทธิภาพอยู่ที่เชือกสนตะพาย ไม่ใช่สมองและสำนึกของคนหรือควาย”
ดังนี้เองระบบการเรียนการสอนของการศึกษาไทยถึงเน้นให้ความรู้ด้วยวิธี ชี้นิ้ว“สั่งสอน” ให้ท่องจำตามคำสั่ง มากกว่า“สั่งสม”ความรู้ด้วยการอ่านและสร้างสภาพแวดล้อมทางสังคมเพื่อการเรียนรู้ในชีวิตประจำวันด้วยตนเอง
เมื่อระบบการศึกษาไทยเน้นวิธี“สั่งสอน” มากกว่า“สั่งสม” ทำให้ต้องวิตกไปถึงคำสั่งเสริมการอ่านของรัฐบาลที่นายกรัฐมนตรีกล่าวไว้ในพิธีเปิดโครงการส่งเสริมการอ่านเพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตฯ ความว่า
“เรามีเป้าหมายที่จะเพิ่มการอ่านโดยเฉลี่ยของคนไทยให้เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวภายในปี 2555
และเด็กที่อยู่ในระบบโรงเรียนที่ยังอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ ก็จะต้องหมดไปภายในปี 2555 เช่นเดียวกัน”
เชื่อว่าระบบราชการไทยมีประสิทธิภาพมากพอจะยกเมฆสถิติให้นายกฯ ใน พ.ศ. 2555 หลงใหลได้ปลื้มแน่ๆ เพราะสิ่งที่รัฐบาลสื่อออกไปเป็น“คำสั่ง” และสังคมไทยก็พอใจรับ“คำสั่ง”
เมื่อรับ“คำสั่ง” แล้วก็แล้วกัน ไม่มีใครลงมือทำอะไร หรือทำก็อย่างสะเปะสะปะขอไปที ผักชีโรยหน้า  เพื่อเบิกงบประมาณมหาศาลไปแบ่งกันล้างผลาญ
เพราะผู้รับ“คำสั่ง”ไปปฏิบัติเกือบทั้งหมดไม่ชอบอ่านหนังสือ และไม่ชอบเรียนรู้อย่างอื่น นอกจากวิธีประจบและหลอกนายเพื่อความก้าวหน้าของตัวเอง
ส่วนผู้เป็นนายก็ไม่ชอบอ่านหนังสือ และไม่ชอบเรียนรู้อย่างอื่นนอกจากวิธีออก“คำสั่ง” โดยไม่เคยติดตามอย่างจริงจังว่าได้ผลมากน้อยขนาดไหน ได้แต่รอรายงานหลอกๆจากลูกน้อง
มีพยานหลักฐานทั่วประเทศ เริ่มตั้งแต่หอสมุดแห่งชาติ, ห้องสมุดประชาชน,จนถึงห้องสมุดในโรงเรียนของรัฐบาลเองที่ล้าสมัยไม่ชวนให้อ่าน หนังสือหนังหาเก่าคร่ำคร่าไม่ทันสมัย ที่มีอยู่ล้วนเป็นหนังสือประเภทสั่งสอนศีลธรรม-ธรรมะธัมโม อรหัง สัมมา
การอ่านไม่เกิดขึ้นโดดๆลอยๆ แต่ต้องมีแรงกระตุ้นอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่างให้สงสัยใคร่รู้อยากรู้อยากเห็น เช่น ดูหนัง-ละคร, สารคดี, ฟังนิทาน, ไปเที่ยว, ได้ยินคำบอกเล่า, ฯลฯ
รวมถึงสภาพแวดล้อมทางสังคมเพื่อการเรียนรู้ในชีวิตประจำวัน ที่ต้องร่วมกันสร้างขึ้นอย่างต่อเนื่องยาวนานจนกว่าจะได้ผล ไม่ใช่ทำแบบไฟไหม้ฟางล้างผลาญงบหมดก็เลิกอย่างที่ทำกันเป็นอาชีพทุกรัฐบาล รวมรัฐบาลนี้

 รักการอ่าน-นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานพิธีเปิดโครงการส่งเสริมการอ่าน เพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต และวันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 6 กันยายน  (ภาพและคำอธิบายจาก มติชน ฉบับประจำวันจันทร์ที่ 7 กันยายน 2552 หน้า 1)