หนังสือพิมพ์มติชนฉบับวันพุธที่ 9 กันยายน 2552

“ปราสาทหินทั้งหลายในดินแดนไทยและกัมพูชา เป็นฝีมือก่อสร้างของชนชาติ ‘ขอม’ ผู้เร้นลับที่สาบสูญแล้วอย่างไร้ร่องรอย” นั้น วิถีคิดอย่างนี้เรียกว่าแบบอาณานิคมของเจ้าอาณานิคมยุโรปในยุคล่าอาณานิคม
ข้อความข้างต้นสรุปเค้าเอาความจากอาจารย์เบน แอนเดอร์สัน นักปราชญ์ร่วมสมัยแห่งมหาวิทยาลัยคอร์แนล สหรัฐฯ อธิบายไว้ในหนังสือชุมชนจินตกรรม (ฉบับภาษาไทย โดย ชาญวิทย์ เกษตรศิริ  บรรณาธิการแปล มูลนิธิโครงการตำราฯ พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2552) แล้วมีเพิ่มเติมอีกว่า
“ในการปฏิสังขรณ์โบราณสถาน แนวคิดทางอุดมการณ์ที่ประกาศออกมาอย่างเป็นทางการ มักจะยกสถานะให้ผู้สร้างโบราณสถานอยู่เหนือกว่าชาวพื้นเมืองใต้อาณานิคมเสมอ

ในบางกรณี—มีการเผยแพร่แนวความคิดว่า ผู้สร้างโบราณสถานนั้นไม่ได้มี ‘เชื้อชาติ’ เดียวกับชาวพื้นเมืองจริงๆ (‘แท้ที่จริงแล้ว’ ชาวพื้นเมืองเป็นผู้อพยพเข้ามาทีหลัง และหลงเชื่อว่า ผู้สร้างเป็นพวกพราหมณ์หรือกษัตริย์จากอินเดีย)—ความเสื่อมทรามของชนชาติชาวพื้นเมืองในปัจจุบันไม่มีทางสร้างความยิ่งใหญ่ได้อย่างบรรพบุรุษในอดีตอีกแล้ว”
อาจารย์เบนมีเชิงอรรถอธิบายขยายว่า
“จากอิทธพลส่วนหนึ่งของวิธีคิดแบบนี้นี่เอง ทำให้ปัญญาชน นักโบราณคดี และข้าราชการกลุ่มจารีตนิยมชาวไทย ยังคงยืนยันมาจนถึงทุกวันนี้ว่า นครวัดนั้นเป็นผลงานของชนชาติขอมอันเร้นลับ ซึ่งสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย และไม่มีความเกี่ยวข้องกันเลยกับชาวกัมพูชา/เขมรที่แสนต่ำต้อยในปัจจุบัน”
ผมเคยเขียนหลายครั้งว่า ขอม ไม่ใช่ชื่อชนชาติ จึงไม่มีชนชาติขอม แต่เป็นชื่อทางวัฒนธรรมของคนหลายชาติพันธุ์ทั้งเขมร, มอญ, ลาว, ไทย, ฯลฯ ที่เข้ารีตนับถือศาสนาพราหมณ์กับพุทธมหายานในยุคนั้น ล้วนได้รับยกย่องเป็นขอมทั้งสิ้น ฉะนั้นจะไม่เขียนอีก
เมื่อเป็นอย่างนี้ ปราสาทหินทั้งในดินแดนไทยและกัมพูชา รวมถึงนครวัด จึงเป็นฝีมือช่างขอม ผู้เป็นบรรพชนคนเขมร, มอญ, ลาว, ไทย ในทุกวันนี้  ไม่ใช่ฝีมือผู้วิเศษอันเร้นลับที่ไหนเลย
น่าเสียดายที่การศึกษาด้านโบราณคดีและประวัติศาสตร์ศิลปะในประเทศไทย ยังอยู่ใต้หลุมดำอำมหิตแบบอาณานิคม ส่งผลให้การจัดแสดงเรื่องราวในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เช่น ที่พิมาย, อุบลฯ, สุรินทร์ จึงยังเป็นแบบอาณานิคมอย่างถอนตัวไม่ขึ้นจากหลุมดำนั้น
มีผู้ส่งแฟกซ์มาให้เป็นเอกสาร มีตรา ททท. (การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย) Check-in Isan เที่ยวอีสานครึกครื้น เศรษฐกิจอีสานคึกคัก I-San Civilization Route ตามรอยอารยธรรมแดนปราสาทหินนครราชสีมา-บุรีรัมย์-สุรินทร์-ศรีสะเกษ 25-27 กันยายน 2552 ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม และสำรองที่นั่งได้ที่ โทร. 0 2652 0777-80 ต่อ 102-3
ผมเห็นรายการแล้วชอบอกชอบใจความคิดของ ททท. เรื่อง I-San Civilization Route ซึ่งนอกจากมีปราสาทหินกระจายทั่วทั้งอีสานแล้ว ยังมีอย่างอื่นๆ อีกมากมายที่ล้วนเป็น“รากเหง้าความเป็นไทย”ในทุกวันนี้
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เป็นแอ่งอารยธรรมสุวรรณภูมิในอุษาคเนย์อย่างแท้จริง เหมาะให้เป็นแหล่งเรียนรู้อย่างรื่นรมย์เรื่องประวัติศาสตร์“เครือญาติ”สุวรรณภูมิที่มีคนไทยรวมอยู่ด้วย
แต่ประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทยอยู่ใต้กะลาอาณานิคมครอบงำ เลยไม่ยอมรับความจริงว่ารากเหง้าเผ่าพันธุ์บรรพชนคนสำคัญของไทยอยู่สองฝั่งโขงทางอีสานนี่แหละ ไม่ได้อพยพถอนรากถอนโคนมาจากเทือกเขาอัลไตบ้าบอคอแตกอะไรโน่นหรอก
น่าสมเพชเวทนาอย่างยิ่งที่ ททท. ยึดถือวิถีคิดแบบอาณานิคม เที่ยวอีสานจึงไม่ออกรสอย่าง“พลังลาว”คือคึกคัก อย่างครึกครื้น

หลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดี ว่าสองฝั่งโขงและอีสานเป็นย่านบรรพชนคนสำคัญของไทย มีในหนังสือ “พลังลาว”  ชาวอีสาน มาจากไหน? ของ สุจิตต์ วงษ์เทศ  สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2549