หนังสือพิมพ์มติชนฉบับวันศุกร์ที่ 25 กันยายน 2552

“เด็กหัวกะทิ” เป็นพวก“คนสมองซ้ายนำ” สังคมยกย่อง เรียนเก่งด้านวิทยาศาสตร์, คณิตศาสตร์

“เด็กหัวกะทะ” เป็นพวก“คนสมองซีกขวานำ” สังคมเฉยเมย เรียนเก่งด้านอักษรศาสตร์, ศิลปศาสตร์, มนุษยศาสตร์

สังคมและเศรษฐกิจของโลกในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมาถูกกำหนดและครอบงำโดย“คนสมองซ้ายนำ” แต่ต่อไปนี้โลกจะเปลี่ยนไปอยู่ในมือและสมองของ“คนสมองขวานำ”

ข้อความที่เขียนมานี้ไม่ได้คิดขึ้นเอง แต่ผมสรุปจากหนังสือวิชาห้าสิบเล่มเกวียน แนะนำหนังสือดี โดย สฤณี อาชวานันทกุล (สำนักพิมพ์ openbooks พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2552 หน้า 28-31) เขียนแนะนำหนังสือ A Whole New Mind โดย Daniel Pink แล้วมีข้อความตบท้ายว่า

“ถึงเวลาแล้วที่คนสมองซ้ายนำทุกคนจะหันมาให้ความสนใจกับการพัฒนาทักษะของสมองซีกขวา ซึ่งเขาแบ่งกว้างๆออกเป็น 6 ชนิด ได้แก่

การออกแบบ (Design), การเล่าเรื่อง (Story), การมองเห็นความกลมกลืนของสิ่งต่างๆ (Symphony), การเอาใจเขามาใส่ใจเรา (Empathy), การเล่น (Play) และการค้นหาความหมายของชีวิต (Meaning)

ซึ่งทักษะเหล่านี้ล้วนสอดคล้องกับแนวโน้มธุรกิจในปัจจุบัน ที่หันมาให้ความสำคัญกับ EQ มากกว่า IQ และให้ความสำคัญกับการใช้ความคิดสร้างสรรค์มากกว่าทักษะที่เกี่ยวกับการคิดเลข”

ครูบาอาจารย์ควรอ่านแล้วทำความเข้าใจใช้งานการเรียนการสอนทุกระดับ

แต่แล้วมีปัญหาขึ้นอีกในระบบการศึกษาไทยคือทั้ง“เด็กหัวกะทิ” และ  “เด็กหัวกระทะ” หรือ“คนสมองซ้ายนำ” กับ“คนสมองขวานำ” ล้วน“อ่อน”ภาษาไทย ส่งผลให้เรียนอะไรก็ย่ำแย่ทั้งนั้น ดังมีรายงานข่าวจากมติชน (ฉบับวันจันทร์ที่ 21 กันยายน 2552 หน้า 22) บอกว่า

พล.ร.อ. ฐนิธ กิตติอำพล ผู้อำนวยการสำนักบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (สบร.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันเด็กไทยมีปัญหาอ่อนภาษาไทยอย่างมาก พบว่าเด็กส่วนใหญ่ที่เรียนชั้นประถมยังอ่านภาษาไทยไม่คล่อง สะกดคำไม่แม่น ทำให้สื่อสารความหมายที่ลึกซึ้งไม่ได้ ส่งผลไปสู่การเรียนรู้สาขาวิชาอื่นที่ไม่มีประสิทธิภาพ คิดวิเคราะห์เชิงลึกไม่ได้ ในที่สุดทำให้ประเมินสถานการณ์ที่ซับซ้อนไม่ได้ ด้อยศักยภาพในการแข่งขันกับนานาประเทศ

สถาบันส่งเสริมอัจฉริยภาพและนวัตกรรมการเรียนรู้ (สสอน.) จึงทำโครงการวิจัย และพัฒนาการเรียนรู้ตามหลัก (BBL) ระดับอนุบาลและประถม ช่วงชั้นที่ 1 ในโรงเรียนนำร่อง 12 แห่ง ทั้ง 4 ภูมิภาคของประเทศ โดยปรับกระบวนการแนวทางจัดการเรียนรู้ สื่อการเรียนรู้ อบรมให้ความรู้ตามหลัก BBL

จาการดำเนินการตั้งแต่ปี 2548 ถึงปัจจุบัน พบว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงในตัวเด็กชัดเจน อ่านออกเขียนได้อย่างเป็นกระบวนการ สนใจและกระตือรือร้นในการเรียนรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทักษะการอ่านภาษาไทยดีขึ้นอย่างมาก กล้าแสดงออก กล้าพูด และกล้าแสดงความคิดเห็น

นพ. ประเสริฐ บุญเกิด ผู้ทรงคุณวุฒิด้านประสาทวิทยา ที่ปรึกษา สสอน. กล่าวว่า จริงๆแล้วสมองเด็กไทยไม่ต่างจากเด็กต่างชาติเลย ถ้าได้รับการฝึกฝนที่ดี เด็กไทยจะไม่ด้อยกว่าเด็กชาติใดในโลก

แต่ปัญหาหลักในการเรียนรู้ของไทย จะสอนผิดธรรมชาติของสมอง คือเรียนจากสัญลักษณ์ไปหาของจริง ทำให้เด็กใช้ความจำ ส่งผลให้คนที่จำเก่งเอาตัวรอดได้ ทำคะแนนได้ดี แต่คิดวิเคราะห์ไม่ได้

ขณะที่การจัดการเรียนที่ถูกต้องจะต้องกลับทิศ เรียนจากของจริงไปหาสัญลักษณ์ โดยเริ่มต้นจากการเล่นดนตรี และศิลปะ ไปสู่ภาษากาย  ภาษาพูด ภาษาอ่าน ภาษาเขียน และการอ่านในใจ เพราะถ้าอ่อนภาษา จะส่งผลให้เรียนวิชาอื่นอ่อนไปด้วย

ถึงตรงนี้ทำให้ข้องใจสงสัยระบบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย (และภาษาอื่น) รวมถึงวรรณคดี ว่าใช้การได้ดีแน่หรือ? ใครจะตอบได้?