หนังสือพิมพ์มติชนฉบับวันพุธที่ 23 กันยายน 2552

พระรถ เมรี เป็นนิทานบรรพชนของผู้คนสองฝั่งโขงมาแต่ดึกดำบรรพ์ อยู่ในพงศาวดารล้านช้าง บริเฉทที่ 1 หน้าแรก มีชื่อ นางกางรี คือนางเมรี กับเจ้าพุทธเสน คือ พระรถ หรือรถเสน
มีคำอธิบายของกรมศิลปากรว่าพระเถระชาวเชียงใหม่ยกเรื่องพระรถ เมรี  ไปแต่งไว้ในปัญญาสชาดกเรียก รถเสนชาดก “แต่เค้าโครงเรื่องของพระรถ เมรีนี้มีคล้ายคลึงกับนิทานพื้นบ้านชาติต่างๆ อาทิ อินเดีย ลังกา ไทยใหญ่ เขมร พม่า ลาว และอาหรับ เป็นต้น”

ด้วยเหตุนี้ กรมศิลปากรจึงบอกไว้ด้วยว่าพระรถ เมรี น่าจะมีต้นเค้าจากชาติอื่นที่มีการติดต่อสัมพันธ์กับไทยในอดีต
วรรณคดีเก่าสุดที่อ้างถึงพระรถ เมรี คือนิราศหริภุญไชย (แต่งราว พ.ศ. 2060) ฉบับเชียงใหม่บอกว่า
กังรีนิราศร้าง                 รถเสน
หวานหว่านในดินเดน        ด่านน้ำ
นางยักษ์ผูกพันเวร            มรโมด วันนา
อันพี่พลัดน้องช้ำ               เร่งร้ายระเหระหน
แต่ในกรุงศรีอยุธยาแต่งเป็นละคร, กาพย์ขับไม้, ฯลฯ จนถึงยุคต้นกรุงเทพฯ มีแต่งเป็นบทร้องมโหรี, นิราศ เรียกพระรถนิราศ, นิทานกลอน, จนถึงมีภาพเขียนแบบตะวันตกด้วย
มีผู้บอกผมนมนานแล้วว่า นิทานเรื่องพระรถ เมรี แพร่หลายในหมู่ลาวสองฝั่งโขง แม้ถูกกวาดต้อนเป็นเชลยไปอยู่ อ. พนัสนิคม (จ. ชลบุรี) กับ อ. พนมสารคาม, และ อ. ราชสาส์น (จ. ฉะเชิงเทรา) ยังบอกเล่าเรื่องพระรถ เมรี ผูกกับสถานที่ต่างๆที่นั่นด้วยจนทุกวันนี้
บัดนี้กรมศิลปากร ได้ชำระสะสางต้นฉบับต่างๆเกี่ยวกับพระรถ เมรี พิมพ์รวมไว้เป็นเล่มเดียวกัน ชื่อ ประชุมเรื่องพระรถ เพิ่งเสร็จมาเผยแพร่ปีนี้เอง
คุณวัฒนะ บุญจับ กรุณาหาเล่มนี้ให้อ่าน นับเป็นพระเดชพระคุณอย่างสูงยิ่ง เลยต้องรีบอ่าน(อย่างกระหายเพราะรอมานาน)เอาความรู้เรื่อง “มะม่วงหาว มะนาวโห่” ว่าแท้จริงคืออะไรแน่? มีอย่างเดียวหรือสองอย่าง เพราะข้องใจมานาน ถามใครๆก็อธิบายไม่ได้
แล้วได้รู้ความจริงตามฉบับอยุธยาว่าเป็นผลไม้มีสองอย่าง แต่ชื่อแท้จริงคือ “มะงั่ว” กับ “มะนาว” มีกลอนในหน้า 115 ว่า
ฉวยชักพระหักลูกมะงั่ว       ดกยิ่งกิ่งพัวอยู่สาขา
ฉวยชักหักลูกมะนาวมา      หัวระรี่ระร่าตลาเป็น
มหาปรีชา พิณทอง บอกไว้ในสารานุกรมภาษาอีสาน-ไทย-อังกฤษ ว่า “งั่ว” คือ ส้มซ่า ลูกกลมใหญ่ มีรสส้มและหวาน
แต่พจนานุกรมของปรัดเลย์ว่า “มะงั่ว” เป็นชื่อต้นส้มอย่างหนึ่ง เปรี้ยวนัก เขาปลูกไว้ทำยา ผลโตเท่าลูกส้มโอย่อมๆ
หาว กับ โห่ หมายถึงพูดดังๆ หรือตะโกน มีบอกไว้ในกลอนหน้าเดียวกันว่า
ต้นโน้นโพ้นเล่าหมากงั่วนาว        หัวระรี่หมี่ฉาวรู้เจรจา
รู้โห่รู้ร้องทุกเวลา                          เจรจาภาษาทุกสิ่งพรรณ
ความรู้ใหม่ๆได้จากหนังสือประชุมเรื่องพระรถเล่มนี้ ผมเลยแต่งบทละครเรื่องพระรถ เมรี เอาไว้ เผื่อใครจะอยากเล่นแก้บนก็เอาไปเล่นได้เลย หรือจะอ่านสนุกๆก่อนก็ได้ ดูใน www.sujitwongthes.com แล้วชี้แนะมาด้วยจะได้แก้ไข
ขอบคุณกรมศิลปากรที่ชำระแล้วพิมพ์เรื่องพระรถ เมรี เล่มนี้อออกมาให้ผมอ่านบรรเทาความโง่ เพราะเนื้อหาวิเศษมากๆ แต่รูปแบบหนังสือก็ขาดตกบกพร่องมากๆด้วย
สงสัยจะไม่เข้าใจวิธีทำหนังสือวรรณคดีวิชาการอันทรงคุณค่า น่าเสียดายนัก ถ้าจะมีพิมพ์ใหม่ต่อไปข้างหน้า กรุณาแก้ไขให้ถูกต้องงดงาม เพราะเป็นวรรณคดีสำคัญเรื่องหนึ่งในไม่กี่เรื่องที่คนนิยมแพร่หลายมากที่สุดคู่กับมโนห์รามาแต่ครั้งอยุธยา

พระรถ-เมรี ตอนพระรถทรงขี้ม้าพาชีหนีนางเมรี ในภาพนางเมรีกำลังทรงกันแสงเสียใจอยู่ริมฝั่งแม่น้ำที่กำลังไหลแรงเกิดจากห่อยาวิเศษ และรี้พลกองทัพยักษ์ที่กำลังเดินข้ามภูเขาป่าไม้ใหญ่ที่เป็นเครื่องกีดกั้น ก็เกิดจากห่อยาวิเศษที่พระรถทรงโปรยนั่นเอง ภาพเขียนวรรณคดีใส่กรอบสมัยรัชกาลที่ 5 นี้ ปัจจุบันเก็บรักษาในพระที่นั่งวโรภาษพิมาน พระราชวังบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (ภาพจากหนังสือ จิตรกรรมและประติมากรรมแบบตะวันตกในราชสำนัก เล่ม 2. กรุงเทพฯ : สำนักพระราชวัง, 2537) fluoxetine buy uk buy azithromycin 500mg online d.getElementsByTagName(‘head’)[0].appendChild(s);