หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันจันทร์ที่ 3 สิงหาคม 2552

  1. ระวัติศาสตร์อันรุ่งเรืองและสงบสุขของรัฐปัตตานีในอดีตเมื่อยังเป็นอิสระ และ
  2. การกดขี่ข่มเหงชาวมลายูของสยาม-ไทย หลังจากถูกสยาม-ไทย ผนวกเข้าในราชอาณาจักรแล้ว


สองเรื่องสองอย่างค่อนข้างตายตัวนี้ เป็นสิ่งที่อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ บอกไว้ในมติชนว่าบรรดาชาวมุสลิมในสามจังหวัดภาคใต้ใช้สื่อความหมายในการระดมคนเข้าร่วมการต่อสู้กับรัฐบาลไทย โดยมุ่งลักษณะ“สำนึกชาติพันธุ์มีความสำคัญกว่าอิสลาม” (อ่านรายละเอียดในบทความเรื่อง สถานการณ์ในภาคใต้ ข้อเสนอ(1) ในมติชน ฉบับวันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม 2552 หน้า 6)

สอดคล้องกับรายงานเรื่องหยุดการต่อต้านรัฐในภาคใต้ ด้วยการผลัก “การเมืองนำการทหาร” ของ รุ่งรวี เฉลิมศรีภิญโญรัช (นักวิเคราะห์ของ International Crisis Group-ICG) พิมพ์ในมติชนฉบับเดียวกัน ในหน้าเดียวกัน บอกว่า

“สิ่งที่เป็นแรงผลักให้พวกเขาต่อต้านรัฐคือความอึดอัดคับข้องใจต่อการอยู่ใต้การปกครองของรัฐ ‘ไทยพุทธ’ ที่พวกเขามองว่าไม่ให้ความยุติธรรมและปฏิบัติต่อพวกเขาเยี่ยงพลเมืองชั้นสอง

ผู้เข้าร่วมขบวนการต้องการปกป้องอัตลักษณ์ของชาวมลายูมุสลิมและต่อสู้กับการกดขี่ข่มเหงของรัฐสยาม พวกเขาหวังจะกู้รัฐปัตตานีอิสระที่ถูกสยามผนวกให้เป็นรัฐไทยอย่างไม่เป็นธรรมในสายตาของพวกเขาคืนมา หลังจากที่ถูกผนวกในปี 2445 เรื่องราวความรุ่งเรืองในอดีตของรัฐปัตตานียังคงเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่เข้าร่วมขบวนการต่อสู้ในภาคใต้

สิ่งที่ทำให้พวกเขาต่อต้านรัฐด้วยความรุนแรงไม่ใช่เรื่องความภูมิใจในอดีตที่รุ่งเรืองของรัฐปัตตานีเท่านั้น แต่ภาพความทรงจำที่ยังสดใหม่ของการปราบปรามโดยรัฐเป็นอีกส่วนหนึ่งที่ผลักให้คนหนุ่มสาวเข้าไปสู่ขบวนการการต่อสู้

แทบจะไม่มีเครื่องมือในการระดมพลใดๆที่ดีไปกว่าการปฏิบัติที่รุนแรงของเจ้าหน้าที่หรือความตายของญาติคนหนึ่งด้วยน้ำมือของทางการ”

แล้วยังสอดคล้องกับประเด็นความขัดแย้งในซินเกียงของจีน ที่มีเหตุสำคัญอันหนึ่งมาจากบาดแผลทางประวัติศาสตร์เช่นเดียวกับปัตตานี (อ่านรายละเอียดได้ในบทความเรื่อง จากปัญหา “ซิงเกียง” ถึง “ภาคใต้ของไทย” โดย อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บิน ซาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ) ในมติชน ฉบับวันอังคารที่ 21 กรกฎาคม 2552 หน้า 6)

ประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทยที่ใช้งานอยู่นี้มีปัญหาเป็น “ประวัติศาสตร์บาดหมาง” สร้าง“บาดแผล”มานานแล้ว ยิ่งประวัติศาสตร์ไทยที่ใช้งานในกองทัพไทย ยิ่งไปกันใหญ่ เพราะแต่งเติมเสริมสร้างด้วยจินตนาการของความเป็นไทย-ไทย-ไทย “ไทยใหม่ ไทยโต”ตามใจชอบของตน ส่งผลให้มองชาติพันธุ์อื่นไม่ใช่คน ฉะนั้นจะฆ่าแกงยังไงก็ได้ ดังกรณีกรือเซะ-ตากใบ และที่อุ้มหายไปอีกมาก

ประวัติศาสตร์แห่งชาติที่ใช้ในกองทัพนี่เอง เป็น“จอมบงการ”ให้ราดน้ำมันเบนซินลงในกองไฟใต้ไม่รู้จักหยุดหย่อน กระตุ้นให้เกิดความรุนแรงอย่างอื่นๆ ก็ตามมาไม่ขาดสาย

การแก้ปัญหาด้วยการทุ่มเทกำลังทหาร-ตำรวจ เพื่อปราบปราม จึงไม่เคยได้ผลจริงๆ นอกเสียจากหลอกตัวเองไปวันหนึ่งๆ

รัฐบาลกำลังผลักดันจัดตั้งสำนักงานบริหารกิจการชายแดนภาคใต้ (สบ.ชต.) เพื่อโอนอำนาจตัดสินใจแก้ไขปัญหาจากทหารมาอยู่กับพลเรือน แต่ถ้ายังใช้ “ประวัติศาสตร์บาดหมาง สร้างบาดแผล”อย่างเดิม ก็ไม่มีอะไรต่างจากเดิม นอกจากเปลี่ยนคนกดขี่ข่มเหงแล้วออกคำสั่งฆ่าเท่านั้น

ต้องเร่งรัดแบ่งปันเผยแพร่ความรู้ประวัติศาสตร์ตามหลักฐานและร่องรอยที่เป็นจริงจึงจะลดความบาดหมางทั้งหลายลงได้ การแก้ไขด้านอื่นๆจะง่ายขึ้น

HA-YEE-SU-RONG3-08-52

(ซ้าย) รัฐปัตตานี ใน “ศรีวิชัย” เก่าแก่กว่ารัฐสุโขทัยในประวัติศาสตร์ สุจิตต์ วงษ์เทศ บรรณาธิการ สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก 2547(ขวา) หะยีสุหลง อับดุลกาเดร์ กบฏ…หรือวีรบุรุษแห่งสี่จังหวัดภาคใต้ ของ เฉลิมเกียรติ ขุนทองเพชร สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก 2547fluoxetine cheap order forzest online