Download PDF

โรคห่า คือ กาฬโรค

ยุคพระเจ้าอู่ทอง กรุงศรีอยุธยา

ฉบับประจำวันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม 2552

โรคระบาดที่ทำให้คนล้มตายคราวละมากๆ คนแต่ก่อนเรียกโรคห่าทั้งนั้น ไม่ว่าจริงๆแล้วอาจล้มตายเพราะโรคมีชื่อต่างๆก็ได้ เช่น ฝีดาษ, อหิวาต์, กาฬโรค, ฯลฯ

ห่า เป็นคำเรียกผีที่เชื่อว่าทำให้คนในชุมชนตายพร้อมกันคราวละมากๆต่อมาใช้เป็นคำด่าทออย่างรุนแรง เช่น ห่ากิน, ห่าแดก, ห่าลง, ห่าเหว, ฯลฯ แต่ทั่วไปใช้ว่า ไอ้ห่า, อีห่า

ฝนตกคราวหนึ่งก็เรียกห่า ว่าห่าฝน ฝนตกมากเรียกห่าใหญ่ ถ้าฝนตกน้อยเรียกห่าน้อย

ประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทยครอบงำให้คนเชื่อผิดๆมาจนทุกวันนี้ ว่าพระเจ้าอู่ทองครองอยู่เมืองอู่ทอง (ที่ อ. อู่ทอง จ. สุพรรณบุรี) ต่อมามีโรคห่าระบาด  คืออหิวาตกโรค ผู้คนล้มตายมาก เลยอพยพไพร่พลราษฎรทิ้งเมืองอู่ทองไปหาที่สร้างเมืองใหม่ ในที่สุดพระเจ้าอู่ทองก็สร้างกรุงศรีอยุธยาขึ้นเมื่อ พ.ศ. 1893 

ตรงนี้ผิดพลาดคลาดเคลื่อนหมด แต่ประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทย ไม่แก้ไข ไม่เปลี่ยน ยังคงดันทุรังครอบงำผิดๆต่อมาจนถึงทุกวันนี้ ผมเคยเขียนบอกหลายครั้ง (ล่าสุด เมื่อวันพุธที่ 3 มิถุนายน 2552) ว่าเมื่อศึกษาค้นคว้าอย่างจริงจังตั้งแต่ พ.ศ. 2507 พบหลักฐานใหม่ยืนยันหนักแน่นว่าเรื่องพระเจ้าอู่ทองที่สุพรรณบุรี เป็นนิทานประจำถิ่นนั้น ไม่มีตัวตนจริง และไม่ใช่กษัตริย์สถาปนากรุงศรีอยุธยา

กษัตริย์สถาปนากรุงศรีอยุธยา เมื่อ พ.ศ. 1893 มีพระนามทางการว่า “สมเด็จพระรามาธิบดี” เชื้อสายละโว้-อโยธยาศรีรามเทพ หมายความว่ามีบรรพชนเป็น“ขอม”(คือเขมร) เมืองละโว้ที่จังหวัดลพบุรี

ส่วน“โรคห่า”ระบาดครั้งนั้น เป็นเรื่องจริง แต่ไม่ใช่อหิวาตกโรคอย่างที่เข้าใจ หากเป็นกาฬโรค ผมเขียนไว้ในหนังสืออยุธยายศยิ่งฟ้า (พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2543) ความว่า

“ถ้าพิจารณาปรากฏการณ์ของโลกแล้ว จะพบว่าช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 19 (หรือหลัง พ.ศ. 1800) เกิดโรคระบาดที่ประเทศจีน แล้วกลายเป็นกาฬโรคระบาดไปทั่วโลก เพราะหนูเป็นพาหะอาศัยไปกับสำเภาบรรทุกสินค้า เอากาฬโรคไปแพร่ตามเมืองท่าต่างๆที่เรือแวะจอดด้วย

มีหลักฐานว่ากาฬโรคจากเมืองจีนระบาดไปถึงตะวันออกกลางและยุโรประหว่าง พ.ศ. 1890-1893 เป็นเหตุให้มีผู้คนล้มตายนับล้านๆคน จนยุโรปเกือบร้าง

จะเห็นว่าช่วงเวลาที่กาฬโรคระบาดจากเมืองจีนไปถึงยุโรป ตรงกับเวลาในตำนานและพงศาวดารเรื่องพระเจ้าอู่ทองหนีโรค ‘ห่า’ แล้วสถาปนากรุงศรีอยุธยาเมื่อ พ.ศ. 1893”

โรคห่ากาฬโรคเมื่อหลัง พ.ศ. 1800 นี่เอง ทำให้คนชั้นสูงมีอำนาจที่อยู่หนาแน่นในเมืองต่างก็ล้มหายตายกว่า หลังจากนั้นคนกลุ่มใหม่มีอำนาจขึ้นแทน แล้วมีรัฐใหม่ๆเกิดขึ้น

กาฬโรคจากเมืองจีนยังแพร่กระจายในสมัยหลังอีก เช่น สมัยรัชกาลที่ 5  กรุงรัตนโกสินทร์นี่เอง มีในเอกสารเก่า (สำเนาพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนาถ ขณะทรงดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ร.ศ. 116 พิมพ์ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 14 ร.ศ. 116)  เรื่องห้ามเรือจากซัวเถาเข้ากรุงเทพฯ เมื่อ พ.ศ. 2440 ว่า

“กาฬโรค (คือโรคห่า) ได้เกิดขึ้นที่เมืองซัวเถานั้น……กำปั่นลำหนึ่งลำใดออกจากเมืองซัวเถาและจะเข้ามาในกรุงนี้ ต้องหยุดทอดสมอที่เกาะไผ่ในกำหนดเก้าวันเต็มแล้ว และถ้าแพทย์ได้ตรวจแจ้งว่ากาฬโรค……ไม่ได้มีและได้เกิดในเรือนั้นแล้ว จึงจะยอมให้กำปั่นลำนั้นเดินต่อไปจนถึงที่จอดในกรุงนี้ได้”

ล่าสุดขณะนี้มีกาฬโรคระบาดที่มณฑลชิงไห่ในจีนทางภาคตะวันตกไกล ขณะที่เขียนนี้ยังไม่มีรายงานว่าระบาดมาถึงไทย

konthai10-08-52new

กูเป็นคนไทย เป็นเรื่องแต่งแปลงตำนานประวัติศาสตร์ยุคละโว้-อโยธยา ช่วงที่เกิดกาฬโรคระบาด เพราะหมัดหนูในสำเภามาจากเมืองจีนยุคนั้น ทำให้เกิดโกลาหลจนพ่อค้าฉวยโอกาสสถาปนาราชวงศ์ใหม่ มีบางตอนว่าด้วยหมัดหนูกาฬโรค (หน้า 118-119) ดังนี้

“หมัดเป็นแมลงตัวเล็กๆ ไม่มีปีก ลำตัวแบน มีขน มีทั้งตาเดียวและสองตา หนวดแข็งสั้นอยู่ในร่องปากเป็นชนิดเจ้าดูด ขายาว กระโดดเก่ง เป็นแมลงดูดเลือดสัตว์อื่นๆ เช่น หนู, หมา, คน, ฯลฯ อายุยืนกว่าปี อาจอดอาหารได้หลายสัปดาห์ เมื่อวางไข่มักออกจากสัตว์ไปวางตามพื้นดิน หรืออาจวางไข่บนตัวสัตว์ ไข่จะฟักเป็นตัวหนอนเล็กสีขาว ไม่มีขา มีขนคลุม ปากเป็นแบบกัดกิน กินวัตถุที่ร่วงจากตัวสัตว์ หรือผิวตัวเองจากลอกคราบหรือมูลของตัวที่เจริญเต็มที่ เมื่อโตได้ขนาดจะเข้าดักแด้ มีเกราะหุ้ม ออกจากดักแด้ก็คอยดักหาสัตว์ที่จะเกาะต่อไป แพร่กระจายจากสัตว์หนึ่งไปอีกสัตว์หนึ่งได้ง่าย สัตว์ที่ถูกหมัดรบกวนจะผอม บางชนิดเป็นพาหะนำโรคมาสู่คนหรือสัตว์ โรคสำคัญคือกาฬโรค

นอกจากนี้หมัดยังเป็นที่อาศัยของพยาธิตัวแบนโดยกินไข่พยาธิเข้าไปแล้วแพร่มาสู่คน สุนัข หรือสัตว์อื่น หมัดมีหลายชนิด เช่น หมัดคน กัดคันมาก หมัดหนู นำเชื้อกาฬโรค หมัดสุนัข หมัดทั่วโลกมีราว 1,100 ชนิด

คนเจ็บไข้ได้ป่วยมากับสำเภาจีนไม่ใช่จับกะเถากวาดสำเภาคนเดียว แต่เป็นจับกะเถาหลายคนจากหลายลำ แล้วยังซินเต๋งลูกเรือก็ล้มหมอนนอนเสื่อลำละคนสองคน มีอาการใกล้เคียงคล้ายคลึงกัน คือ หนาวสั่น ปวดหัว ตัวร้อนมาก ต่อมน้ำเหลืองโตบวมแดง แล้วปวดเจ็บตามผิวหนังมังสา บางคน ขี้แตกเยี่ยวแตกเหม็นทั้งลำก็มี

แต่บางคนไอหนักๆ มีเสลดเหนียวๆใสแล้วกลายเป็นขุ่นข้นแดงๆ เหมือนเลือดกระเด็นออกมาเมื่อไอแรงๆ”