Download PDF

อาเซียน

ร่วมกันเขียนประวัติศาสตร์อาเซียน

ฉบับวันพุธที่ 19 สิงหาคม 2552

 

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กษิต ภิรมย์ สนทนาทาง ASTV เมื่อไม่กี่วันก่อนนี้ มีใจความตอนหนึ่งเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของกลุ่มประเทศอาเซียน ว่าถ้าจะมีสันติภาพยั่งยืน ก็ต้องให้แต่ละประเทศร่วมกันชำระประวัติศาสตร์ตามพยานหลักฐานที่ถูกต้องเห็นพ้องต้องกันเสียก่อน ถ้าไม่ทำอย่างนี้ก็ยากจะมีสันติภาพ

คุณกษิตยังยกตัวอย่างประเทศต่างๆทางยุโรป ล้วนเริ่มต้นร่วมกันชำระประวัติศาสตร์เพื่อปูทางสร้างสมานฉันท์ด้วยสันติวิธี

เรื่องนี้สำคัญมากๆ ไม่ใช่สำคัญปกติธรรมดา เพราะโลกนี้เข่นฆ่ากันด้วยเหตุบาดหมางทางประวัติศาสตร์มามากต่อมาก แม้สงครามโลกทั้ง 2 ครั้ง ก็มีเหตุจากประวัติศาสตร์เป็นตัวชี้ขาดด้วย

ประวัติศาสตร์อุษาคเนย์—เอเชียตะวันออกเฉียงใต้—หรืออาเซียนที่ใช้งานมานานราว 100 ปี มิได้เขียนด้วยผู้รู้ชาวอาเซียนเอง แต่ถูกสร้างโดยนักค้คว้าชาวยุโรป โดยเฉพาะฝรั่งเศสเจ้าอาณานิคม

ฉะนั้นประวัติศาสตร์ที่อาเซียนใช้ทุกวันนี้เป็นประวัติศาสตร์แบบอาณานิคม เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าประวัติศาสตร์ล้าหลัง-คลั่งชาติ หรือประวัติศาสตร์บาดหมาง-สร้างบาดแผล มีแต่กระตุ้นให้เกลียดชังกัน เข่นฆ่ากันสืบเนื่องมา ถ้าไม่แก้ด้วยตัวเองให้ดีก็จะมีแต่สงครามสืบเนื่องไปไม่สิ้นสุด

จุดสมมุติแรกสุดที่ควรใช้เริ่มชำระประวัติศาสตร์อาเซียนคือ “ยุคสุวรรณภูมิ” ราว 3,000 ปีมาแล้ว มีชุมชนหมู่บ้านกระจายทั่วไปในดินแดนอาเซียนที่ยังไม่มีประเทศ, ไม่มีเส้นกั้นอาณาเขต, ไม่มีชาติ, ไม่มีชื่อชาติพันธุ์, ไม่มีอักษร, และยังไม่มีอะไรอีกหลายอย่างที่แสดงความเป็นคนอื่นคนไกลกัน

ชุมชนหมู่บ้าน 3,000 ปีพวกนี้ ผ่านยุคเครื่องมือหินมาแล้ว และกำลังเข้าสู่ยุคเครื่องมือโลหะ โดยเฉพาะสัมฤทธิ์กับเหล็ก แล้วมี“วัฒนธรรมร่วม”สำคัญ 3 อย่าง คือ ข้าว, ฆ้อง, คำพูด

นับเป็นช่วงเวลาเริ่มต้นการค้าโลกที่จะมีการติดต่อแลกเปลี่ยนค้าขายสิ่งของอย่างกว้างขวางระหว่างตะวันตก(อินเดีย-เปอร์เซีย, กรีก-โรมัน) กับตะวันออก(ฮั่น)

การค้าโลกนี่แหละจะชักนำศาสนาพุทธ-พราหมณ์ และอื่นๆเข้ามาสู่ภูมิภาคอุษาคเนย์ เช่น อักษร, ฯลฯ

ทีนี้แหละแต่ละกลุ่มจะเริ่มแสดงลักษณะเฉพาะตนแตกต่างกัน(ดังเป็นที่รู้ในปัจจุบัน) แต่ความสัมพันธ์ยังเป็นแบบเครือญาติทางการแต่งงานทั้งภูมิภาค มีกรณีตัวอย่าง คือภาพสลักเสียมกุกที่ปราสาทนครวัด เป็นขบวนแห่ของเครือญาติกษัตริย์กัมพูชายุคนั้น

วัฒนธรรมสำคัญ 3 พันปีมีร่วมกันเรียก“วัฒนธรรมร่วม” คือ ข้าว, ฆ้อง, คำพูด

วัฒนธรรมข้าว กินข้าวเหนียวก่อน แล้วกินข้าวเจ้าทีหลัง เหมือนกัน

วัฒนธรรมฆ้อง ใช้กลองทอง หรือมโหระทึกก่อน แล้วใช้ฆ้อง-ระฆังทีหลังเหมือนกัน

วัฒนธรรมคำพูด คือภาษาพูดร่วมกัน แล้วมาแยกไปเป็นภาษาเฉพาะของตนหลังรับศิลปวิทยาการจากอินเดียและตะวันออกกลาง

กลุ่มอาเซียนต้องร่วมกันทำความเข้าใจประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมร่วมเหล่านี้ แล้วร่วมกันแบ่งปันแลกเปลี่ยนเรียนรู้และเผยแพร่ให้กว้างขวางอย่างเร็ว เพื่อสันติภาพของภูมิภาค