Download PDF

ฉบับประจำวันพฤหัสบดีที่ 27 สิงหาคม 2552

ตลาดพลู เป็นชื่อย่านหรือตำบลอยู่ในคลองบางกอกใหญ่(บางทีเรียกรวมๆว่า บางหลวง ชื่อเรียกปากคลอง) หมายถึงย่านตลาดขายพลูเคี้ยวกับหมาก, ปูน ต่อมาเจริญขึ้นเลยไม่ได้ขายพลูอย่างเดียว แต่เป็นย่านการค้าในคลองบางกอกใหญ่ เพราะมีเรือแพนาวาพาหนะขึ้นล่องไปมาสะดวกถึงปากคลองตลาดในกรุงเทพฯ

แต่ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือมีย่านการค้าใหญ่ของกรุงธนบุรีและกรุงเทพฯต่อเนื่องกันอยู่ตรงปากคลองบางกอกใหญ่ เรียกบริเวณบางหลวง เพราะเป็นเวิ้งน้ำกว้างขวางมากมาตั้งแต่ยังไม่มีวัดกัลยาณ์ฯ

บางหลวงตรงนี้มีเรือนแพค้าขายจอดเรียงรายนับร้อยๆพันๆหมื่นๆลำ (ตามเอกสารฝรั่งที่เข้ามากรุงเทพฯ สมัยรัชกาลที่ 4-5) เทียบสมัยนี้ก็คล้ายๆสีลม, เยาวราช, ราชวงศ์, ทรงวาด, เจริญกรุง, ฯลฯ พระยาตรังพรรณนาถึงเรือนแพไว้ใน นิราศฯในแผ่นดินรัชกาลที่ 2 ว่า

๏ บางหลวงคลองน้ำวิ่ง อลวน

ขนานขนัดแพพวนเหนี่ยว หน่วงฝั้น

ตลาดพลูเป็นย่านขายพลูตั้งแต่เมื่อไร? ไม่มีหลักฐานตรงๆ แต่น่าเชื่อว่ามีมาแต่ยุคกรุงธนบุรีต่อเนื่องถึงยุคต้นกรุงเทพฯ เพราะบริเวณนี้เป็นชุมชนมาตั้งแต่ยุคกรุงศรีอยุธยา

คนปลูกพลูขายน่าจะเป็นเจ๊ก (หมายถึงคนจีนทางใต้ที่อยู่บริเวณลุ่มน้ำ แยงซีทางกวางสี, กวางตุ้ง ไม่ใช่พวกฮั่นที่อยู่ทางเหนือบริเวณลุ่มน้ำฮวงโห) ที่เคลื่อนย้ายเข้ามามากในรัชกาลที่ 2 สุนทรภู่เขียนไว้ในนิราศเมืองเพชรบุรี ว่า

 

ถึงบางหลวงล่วงล่องเข้าคลองเล็ก ล้วนบ้านเจ๊กขายหมูดูอักโข

น่าจะหมายถึงเจ๊กเลี้ยงหมูย่านวัดหมู หรือวัดอัปสรสวรรค์ ตลาดพลู ต่อเนื่องกับย่านบางยี่เรือ,บางไส้ไก่

ผมเขียนเรื่องเจ๊กขายหมูปลูกพลูขายไว้ในหนังสือ แม่น้ำลำคลองสายประวัติศาสตร์ (พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2530) แล้วคัดข้อความเรื่องสวนของเจ้าพระยาภาสกรวงศ์ เล่าเรื่องสวนพลูกับตลาดพลู จะยกที่สำคัญมาดังนี้

“พลูค้างทองหลาง เป็นของเกิดมีมานานตามสวน ปลูกแล้วก็ทิ้งให้เลื้อยขึ้นบนต้นทองหลาง เก็บใบเคี้ยวปนกับหมากเป็นใบเขียวมีรสเผ็ด

ภายหลังมาไม่สู้ช้านานนัก พวกจีนชำนาญในการเพาะปลูกดีกว่าชาวเราที่ใช้ปุ๋ยรดที่ดินให้มีรสแรงขึ้น จึงได้คิดปลูกพลูให้เลื้อยขึ้นค้างต้นโปลง หาใช่ให้เลื้อยขึ้นบนต้นทองหลางไม่ ได้เพาะปลูกในตำบลบางไส้ไก่และบางยี่เรือมาก ที่เหล่านั้นจึงเรียกว่า สวนพลู

พลูค้างที่พวกจีนปลูกอาศัยอุดหนุนที่ดินด้วยปุ๋ยปลาเน่าเป็นต้น ต้นพลูเกิดงอกงามออกยอดแตกใบมีกำหนดวันทันเก็บขาย และสีพลูนั้นก็เหลืองมีรสไม่สู้เผ็ดผิดกับพลูค้างทองหลางมาก ขายได้ราคา

ในสวนพลูบางไส้ไก่และบางยี่เรือนั้น ชาวสวนพลูเด็ดใบเก็บซ้อนกันเรียกว่าเรียง 8 ก้านเป็นเรียง 1 ไม่ว่าใบเล็กใบใหญ่ แล้วก็มัดเป็นกำบรรทุกเข่งหาบมาบ้าง บรรจุมาด้วยเรือเล็กบ้าง มาขึ้นที่ท่าในคลองบางกอกใหญ่เคียงกับวัดอินทาราม จันทาราม ราชคฤห์ เรียกตามสามัญว่า วัดบางยี่เรือทั้ง 3 หรือวัดบางยี่เรือไทย ยี่เรือมอญก็เรียก

ท่าที่บรรทุกพลูลงมาจำหน่ายนั้นก็กลายเป็นตลาดพลูไป และที่บรรทุกมาจำหน่ายทางตอนล่างออกคลองดาวคะนองก็มีแต่น้อย”

ทั้งหมดนี้คือประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของกรุงเทพฯ ที่ชื่อตลาดพลู

“หลวงเมือง” เป็นชาวตลาดพลูแท้ๆ เขียนเล่าเรื่องไว้ในหนังสือชื่อตลาดพลู ผมคัดบางตอนมาให้อ่านเป็นตัวอย่างประวัติศาสตร์ท้องถิ่นกรุงเทพฯ อยู่ในพื้นที่สุวรรณภูมิสังคมวัฒนธรรม (ฉบับวันนี้แล้ว)

ประวัติศาสตร์สังคมอย่างนี้มีชีวิตชีวา ไม่แห้งตายซากอย่างประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทย

270852

(บน) คลองบางกอกใหญ่ บริเวณตลาดพลูจะเลี้ยวไปคลองด่านและคลองภาษีเจริญ (ล่าง) คลองบางกอกใหญ่ ทั้ง 2 รูปนี้พิมพ์อยู่ในหนังสือกรุงเทพฯ มาจากไหน? ของ สุจิตต์ วงษ์เทศ (สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2548)