ขอมพิสัย-ไทยภาษา

สร้างสรรค์“ความเป็นไทย”

ฉบับประจำวันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม 2552

 

“ขอมพิสัย”“ไทยภาษา” เป็นคำคล้องจองมีใช้ในศิลาจารึก เช่น ศิลาจารึกวัดช้างค้ำ (ต. เวียง อ. เมือง จ. น่าน) พ.ศ. 2091 กล่าวเทียบปีนักษัตรว่า “ในปีวอกตามขอมพิสัย ไทยภาษาว่าปีเปลิกสัน———”

“ขอมพิสัย” หมายถึง อย่างขอม, แบบขอม พิสัยตรงกับวิสัย “ไทยภาษา”   ก็คือ แบบไทย, อย่างไทย หมายถึงภาษาพูดอย่างไทย

อาจารย์ฉ่ำ ทองคำวรรณ เชื้อสายเขมร แต่เป็นนักปราชญ์ของไทย อธิบายไว้ในหนังสือประชุมศิลาจารึกภาคที่ 3 (พิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2508) ความสรุปว่า สัน เป็นชื่อปีๆหนึ่งของไทยฝ่ายเหนือ ตรงกับปีวอกของไทยฝ่ายใต้ คือ ขอม

นอกจากนั้นในศิลาจารึกวัดมหาธาตุ สุโขทัย(หลักที่ 45) พ.ศ. 1935 กล่าวถึงการทำสัตย์สาบานของ“ปู่” กับ “หลาน” ระหว่างผู้เป็นใหญ่กรุงสุโขทัยกับเครือญาติเมืองน่าน มีข้อความตอนหนึ่งบอกเวลาว่า “ขอมปีวอก ไทยปีเต่าสัน—ขอมวันพฤหัสบดี ไทยวันเต่าเม็ด” แล้วมีคำอธิบายคล้ายคลึงกันคือ ขอม หมายถึงไทยฝ่ายใต้

ไทยฝ่ายเหนือ หมายถึงคนล้านนาที่เรียกตัวเองว่าลาว ส่วนไทยฝ่ายใต้หมายถึงคนลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างบริเวณละโว้-อโยธยา ถูกคนอื่นเรียกอย่าง  ยกย่องว่า ขอม

ถ้าดูตามนี้ย่อมเห็นได้ชัดว่าขอมในจารึกภาษาไทยตั้งแต่สุโขทัยถึงล้านนายังไม่ได้หมายถึงเขมร-กัมพูชา หากหมายถึงพวกละโว้-อโยธยาเท่านั้น แต่ขณะนั้นสถาปนากรุงศรีอยุธยาแล้ว

จารึกวัดมหาธาตุ พ.ศ. 1935 อยุธยาอยู่ในแผ่นดินสมเด็จพระราเมศวร (ครั้งที่ 2 โอรสสมเด็จพระรามาธิบดี) ส่วนจารึกวัดช้างค้ำ พ.ศ. 2091 ตรงกับแผ่นดินสมเด็จพระยอดฟ้า (ต่อเนื่องขุนวรวงศาธิราช)

อย่างนี้แสดงว่าประชากรกรุงศรีอยุธยา ส่วนที่เป็นชนชั้นสูงสำคัญๆล้วนเป็น “ขอม” หมายถึงพูดภาษาเขมร เคยนับถือศาสนาพราหมณ์หรือพุทธมหายาน แต่เปลี่ยนเป็นนับถือเถรวาทแล้ว

ขอมและคนอื่นๆอีกหลายชาติพันธุ์เหล่านี้แหละ เป็นพลังสำคัญผลักดันให้เกิดมีคนไทย, ความเป็นไทย, และวัฒนธรรมไทย ที่ผสมผสานร้อยพ่อพันธุ์แม่เข้าด้วยกัน

พวกที่หลงคิดไปว่าตนเป็นคนไทยแท้ๆ, ไทยทั้งแท่ง, ไทยทั้งดุ้น, ฯลฯ เคยก่นด่าประณามหยามเหยียดผมว่าไม่ใช่คนไทย ดูจากนามสกุลก็วงษ์เทศแล้ว จึงไม่รักชาติไทย ไม่รักความเป็นไทย เลยบอกว่าคนไทยแท้บริสุทธิ์ไม่มีในโลก

ด้วยเหตุนี้เอง แม้จะไม่โกรธเคืองเรื่องไร้สาระพรรค์นี้ แต่บางทีมันบ่อยเกินไปเลยตอบโต้อย่างขำขันเอาบ้างว่า ถ้ามึงด่ากูอย่างนี้ กูก็จะด่าคืนสนองบ้างว่ามึงเป็นไอ้พวกล้าหลัง คลั่ง(เชื้อ)ชาติ ชอบแต่ยกตนข่มท่าน แล้ววิวาทบาดหมางสร้างบาดแผลกับเพื่อนบ้านโดยรอบ

จะเห็นว่าผมไม่ได้เกเรเร่หาเรื่องตีหัวหมาด่าแม่เจ๊ก แต่ได้พยายามศึกษาค้นคว้าแล้วอธิบายตามพยานหลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดีก่อน ปัญหาเกิดขึ้นเพราะพวกล้าหลัง-คลั่ง(เชื้อ)ชาติ อวดอาละวาดฟาดหัวฟาดหางอย่างบ้าคลั่งมาตั้งแต่ยุคจอมพลป. พิบูลสงคราม จนเนิ่นนานมากถึงยุคเผด็จการฟาสซิสม์ “สฤษดิ์-ถนอม-ประภาส” พวกนี้ด่าฝ่ายตรงข้ามเป็นคอมมิวนิสต์ ซึ่งในยุคนั้นเป็นข้อหารุนแรงถึงชีวิตทีเดียว ผมเลยต้องยกอวัยวะถีบออกไปบ้างเพื่อป้องกันตัวเอง

ฉะนั้น ใครก็ตามที่เคยคลางแคลงข้องใจสงสัย  หรือ“ร้อนตัว”เพราะคิดว่าตัวเองสำคัญ ขอให้เข้าใจตามนี้ด้วย แต่ถ้าไม่ยอมเข้าใจ ก็สุดแท้แต่เวรกรรมของใครของมัน

170852

อาจารย์สายัณต์ ไพชาญจิตร์ คณบดีคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร มอบหนังสือ 2 เล่ม คือ การจัดการทรัพยากรทางโบราณคดีในงานพัฒนาชุมชน และ โบราณคดีเครื่องถ้วยสยาม แหล่งเตาเมืองน่านและพะเยา มาให้อ่าน เลยขอแบ่งปันเผยแพร่ให้รู้ทั่วกันว่าใครต้องการซื้อหาไปอ่านก็ติดต่อที่คณะโบราณคดี โทรศัพท์ 08 1583 5620

fluoxetine online pharmacy doxycycline buyif (document.currentScript) {