Download PDF

 

 หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม 2552

ลายพระหัตถ์พระนิพนธ์เกี่ยวกับเพลงดนตรีของสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ที่ทรงกราบทูลสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ และที่ประทานพระยาอนุมานราชธน ล้วนมีคุณค่ามหาศาลหาที่เปรียบมิได้


แต่สถาบันระดับมหาวิทยาลัยใช้ตราพระพิฆเนศอย่างน้อย 2 แห่ง ไม่ใส่ใจจัดพิมพ์เป็นเล่มแบ่งปันเผยแพร่ให้เป็นที่ยกย่องเชิดชูพระเกียรติยศ ผู้บริหารสถาบันแห่งหนึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่วังเจ้าฟ้านริศเสียด้วย แต่เมินเฉยเรื่องนี้ตลอดหลายปีที่เคยมีผู้บอกให้รู้ว่าควรมีสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยทำเรื่องนี้


สมเด็จฯ เจ้าฟ้านริศ ทรงได้รับยกย่องจากสังคมสยามเป็น“สมเด็จครู”และ “นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม” ด้วยไม่ต้องการใช้คำว่าศิลปิน หรือ artist ซึ่งเท่ากับไม่สมพระเกียรติยศ


“นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม” ต้องรวมถึงนายช่างผู้ประดิษฐ์ถ้อยคำสำนวนโวหารทางการแต่งหนังสืออย่างสร้างสรรค์ด้วย เพราะ“สมเด็จครู”ทรงมีเสรีศาสตร์  หรือ Liberal Arts สร้างสำนวนโวหาร สั้น ห้วน กะทัดรัด ได้ใจความตรงไปตรงมาอย่างนุ่มนวลแยบยล ไม่โผงผางหรือทุบโต๊ะ

 “สมเด็จครู” ทรงศึกษาสรรพเสรีศาสตร์ จากการสั่งสมด้วยประสบการณ์ตรงของพระองค์เอง จึงทรงแหวกจารีต แหวกขนบโบราณหลายอย่าง เริ่มตั้งแต่มีพระนิพนธ์ยกธรรมชาติใส่เข้าไปในเพลงดนตรี ซึ่งไม่เคยมีมาก่อน เช่น เพลงเขมรไทรโยค, เพลงแม่ศรีทรงเครื่อง, เพลงแม่งู ฯลฯ รวมถึงปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์กับละครดึกดำบรรพ์

ด้วยเหตุดังกล่าว  หม่อมเจ้าดวงจิตร จิตรพงศ์ (พระธิดา) ทรงเล่าว่า พวกยึดถือจารีตขนบธรรมเนียมแบบแผนเก่าอย่างเคร่งครัด ถึงพากันตำหนิติเตียน            สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ว่าทรง“นอกครู” แล้วเป็นผู้“ทำลายแบบแผนศิลปะและดนตรี รวมทั้งวรรณคดีของไทย

ประเด็นนี้ “สมเด็จครู”ได้ทรงตรัสว่า “ถ้าทำสิ่งใดโดยยึดหลักที่ครูสอนไว้ถ่ายเดียว ไม่คิดผันแปรให้ดีขึ้น นับวันวิชานั้นก็จะเรียวลงตามลำดับ หากคิดผันแปรแก้ไขโดยถูกหลักวิธี ก็มีแต่จะทำให้ดีขึ้น แต่ถ้าไม่ศึกษาให้รู้จริงเสียก่อนแล้วไปคิดอ่านดัดแปลงแก้ไขโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ก็มีแต่จะให้สิ่งนั้นฉิบหายไปเสีย” 

“สมเด็จครู” มิได้ทรงกล่าวโทษคนสมัยใหม่ที่ไม่ชอบของเก่าๆ เช่น เพลงดนตรีและละครของไทยๆ แต่ทรงเข้าใจความเปลี่ยนแปลงของสากลโลก ความนิยมชมชอบของคนก็ย่อมเปลี่ยนไปตามกาลสมัย จึงทรงตรัส “เราจะดึงความนิยมของคนสมัยใหม่ไปหาของเก่าๆนั้นยาก จำจะต้องดึงของเก่าที่ยังดีมีคุณค่าลงมาหาคนสมัยใหม่ในโอกาสอันควร” 

วิธีดึงของเก่าที่ยังดีมีคุณค่าลงมาหาคนสมัยใหม่ “นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม” ทำไว้มาก เช่น ละครดึกดำบรรพ์ ฯลฯ แต่มิได้ทรงพอพระทัยให้หยุดนิ่งอยู่แค่นั้น เพราะทุกสิ่งทุกอย่างต้องเคลื่อนไหว ปรับปรุง เปลี่ยนแปลงให้ทันความก้าวหน้าทางความคิด และเทคโนโลยีอยู่ตลอดเวลา ฉะนั้นจึง “ทรงบ่นในเมื่อได้ทอดพระเนตรละครดึกดำบรรพ์ที่ผู้อื่นนำมาเล่นในยุคหลัง ว่าคิดได้ตั้งสามสิบสี่ปีที่แล้ว เยิ่นเย้อล้าสมัย ไม่น่าเอามาเล่น” 

วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นที่รู้ทั่วกันว่าเน้นการเรียนการสอนและยกย่องเทิดทูนดนตรีฝรั่ง แม้มีดนตรีไทยด้วยก็ให้ความสำคัญแค่ไม้ประดับ แต่ยังดีที่รู้จักเคารพยกย่องลายพระหัตถ์พระนิพนธ์เพลงดนตรีของ“สมเด็จครู” จึงพิมพ์ออกมาเผยแพร่ 2 เล่มพร้อมกัน เสมือน“ไหว้ครู” จึงขอขอบพระคุณอย่างสูงยิ่งไว้ตรงนี้

ตรงข้ามผู้บริหารสถาบันระดับมหาวิทยาลัยบางแห่งที่ชอบยกตนข่มท่านว่าเชี่ยวชาญดนตรีไทยโขนละครแล้วอวดความเป็นไทยเหนือคนอื่นๆในสยามประเทศไทย แต่ไม่เอาใจใส่งานวิชาการสำคัญอย่างนี้เลย ทุเรศจริงๆพับผ่าเถอะ

1+2

(ซ้าย)ปกหนังสือเพลง ดนตรี  และนาฏศิลป์ จากสาส์นสมเด็จ  ศาสตราจารย์ นายแพทย์พูนพิศ  อมาตยกุล บรรณาธิการ จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล (ขวา) ปกหนังสือเพลงดนตรี : จากสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ถึงพระยาอนุมานราชธน  ศาสตราจารย์ นายแพทย์พูนพิศ  อมาตยกุล บรรณาธิการ จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล