หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันอังคารที่ 21 กรกฎาคม 2552

เทศบาลเมืองเกาะสมุย เสนอโครงการขนาดใหญ่หลายโครงการ ในจำนวนนั้นมีโครงการ“มิวเซียม” จัดตั้งพิพิธภัณฑ์ 2 แห่ง (ประชาชาติธุรกิจ ฉบับประจำวันพฤหัสบดีที่ 9-วันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม 2552 หน้า 21)

1. พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติ และศูนย์ประวัติศาสตร์เกาะสมุย ที่บ้านหัวถนน งบ 200 ล้านบาท (ยังไม่รวมค่าที่ดิน)

2. พิพิธภัณฑ์ศูนย์วัฒนธรรมเกาะสมุย ที่บ้านหน้าทอน งบ 40 ล้านบาท

“การจัดตั้งศูนย์ประวัติศาสตร์ จะเพิ่มรูปธรรมด้านวัฒนธรรม ทำให้เราขายความเป็นมาและความเป็นสมุยได้ด้วย” นายรามเนตร ใจกว้าง นายกเทศมนตรีเมืองเกาะสมุย กล่าวชี้แจงผลดีของโครงการ “มิวเซียม”

เป็นความจริงว่า “มิวเซียม” ในโลกตะวันตก ทางยุโรป-อเมริกา เป็นจุดขายสำคัญมากของการท่องเที่ยวประเทศนั้นๆ โดยเฉพาะประเภทมิวเซียมประวัติธรรมชาติ หรือ Natural History Museum กระตุ้นการขายอย่างมีพลังล้นเหลือ เช่น ในลอนดอน, ในวอชิงตัน, รวมทั้งเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กในรัสเซีย

แต่สำหรับประเทศไทยแล้ว ยังไม่มีตัวอย่างให้เห็น ที่เห็นและเป็นอยู่คือ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ล้วนเป็นแหล่งรวมโกดังร้างที่มีการจัดแสดงเฟอร์นิเจอร์สวยงาม และราคาแพงๆ โดยไม่มีเรื่องราวความรู้ทางประวัติศาสตร์ หรือประวัติธรรมชาติอะไรเลย นอกจากรู้อายุและความเก่าแก่เอาไว้ประเมินราคาซื้อขายในตลาดค้าของเก่า

น่าสงสัยว่าเทศบาลเมืองเกาะสมุยจะหลุดพ้น “หลุมดำ” ของพิพิธภัณฑ์อย่างนี้ได้อย่างไร

ยิ่งอ่านพบโครงการพิพิธภัณฑ์มี 2 แห่งซ้ำซ้อนกันบนเกาะสมุยที่มีพื้นที่แคบๆ ยิ่งไม่แน่ใจว่าเข้าใจเรื่อง “มิวเซียม” ไปทางไหน? แล้วเข้าใจเรื่องประวัติศาสตร์กับวัฒนธรรมอย่างไร? เกรงว่าจะเป็น “เกาะสมุยแฟนตาซี” มีแต่ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมสร้างใหม่อย่างปลอมๆปนๆจนแสบตา

องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) กินอิ่มนอนอุ่น อุดมสมบูรณ์ถ้วนหน้ามานานมาก เพราะก่อสร้างถนนหนทางจนไม่รู้จะก่อสร้างอะไรอีกแล้ว ควรหันกลับมา “สร้างปัญญา” ให้ชุมชนท้องถิ่นได้แล้ว

นั่นคือ ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของชุมชนท้องถิ่นนั้นๆ เช่น เกาะสมุย เป็นต้น

ดูงบสร้างมิวเซียมบนเกาะสมุยแล้ว ชวนให้ อปท. พากันหันมารุมกันทำงานอย่างนี้ต่อไปข้างหน้า

เกาะสมุย มีผู้คนดึกดำบรรพ์สุวรรณภูมิที่ชำนาญการเดินเรือทะเลสมุทร ผ่านมาตั้งหลักแหล่งไม่น้อยกว่า 2,000 ปีมาแล้ว มีมโหระทึก (หรือกลองทอง) พบที่วัดตลิ่งงาม (ตลิ่งพัง)เป็นพยานหลักฐานสำคัญ

มโหระทึกใบนี้มีลายสลักรูปคนในเรือศักดิ์สิทธิ์ที่ควรแก่การค้นคว้าศึกษาวิจัยเครื่องแต่งกาย และลักษณะเรือยุคนั้น ตลอดจนพิธีกรรมเกี่ยวกับน้ำและทะเลสมุทรยุคดึกดำบรรพ์ ที่ลึกลับซับซ้อนตื่นเต้นระทึกใจอย่างยิ่ง และควรมีใน มิวเซียม

นายมานิต วัฒนเสน อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น(สถ.) กระทรวงมหาดไทย มีเป้าหมาย “ให้คนท้องถิ่นปกครองกันเอง”, “ผู้บริหารองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น เมื่อประชาชนเลือกเข้ามา จะต้องรับผิดชอบต่อประชาชนซึ่งอยู่ในท้องถิ่นนั้น” (มติชน ฉบับวันอังคารที่ 14 กรกฎาคม 2552 หน้า 8 )

คนท้องถิ่นจะปกครองกันเองได้จริง คนท้องถิ่นนั้นต้องมั่นใจตนเองอย่าง มีพลังแข็งแรง สิ่งหนึ่งที่จะผลักดันให้สำเร็จได้คือความรู้รากเหง้าเผ่าพันธุ์ตัวเองผ่านประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่ถูกต้อง

น่าเสียดายที่อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นไม่ได้พูดถึงประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเลยแม้แต่คำเดียว คงไม่รู้จักกระมัง?

drum-wattaling21-07-52

เรือศักดิ์สิทธิ์สุวรรณภูมิ ราว 3,000 ปีมาแล้ว ลายสลักด้านข้างกลองมโหระทึก พบที่วัดตลิ่งพัง (คีรีวงการาม) ต. ตลิ่งงาม อ. เกาะสมุย จ. สุราษฎร์ธานี (ภาพจาก กลองมโหระทึกในประเทศไทย. เมธินี จิระวัฒนา. สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรมศิลปากร, 2546.)cost fluoxetine buy cialis sublingual}