Download PDF

หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม 2552

“สื่อต้องก้าวออกจากความเชื่อมาสู่ความจริง เพื่อทำหน้าที่ส่งต่อความจริงสู่สังคมให้มากที่สุด—สื่อต้องมีความกล้าหาญทางจริยธรรม เห็นแก่ความจริงมากกว่าความเชื่อ” (ว. วชิรเมธี)

อ้างอยู่ในบทความเรื่องหัวใจของสื่อต้องไม่คับแคบ โดย ดร. วิลาสินี พิพิธกุล (คอลัมน์เสียงสตรี ใน โพสต์ ทูเดย์ ฉบับวันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม 2552 หน้า C4) แล้วยังอ้างอีกว่า

“นักข่าวเองเป็นผู้มีส่วนประกอบสร้างและยกระดับให้ความเชื่อขยายกว้างจนถูกทำให้กลายเป็นความจริง” (สัตยา สีวรมัน นักข่าวอาวุโสชาวอินเดีย)

ข้อความที่ยกมาล้วนมุ่งแก้ไขความขัดแย้งรุนแรงทางการเมืองที่สื่อมีส่วนกระตุ้นทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ

แต่ผมชอบจะยกมาใช้งานด้านสังคมวัฒนธรรม ที่สื่อเห็นแก่ความเชื่อมากกว่าความจริง แล้วยกระดับให้ความเชื่อกลายเป็นความจริง เช่น ความเป็นไทยแท้แต่โบราณมีจริง เริ่มจากยุคสุโขทัย เป็นต้น

ความเป็นไทยแท้ๆแต่โบราณหรือยุคไหนๆก็ไม่มีจริง และไม่ได้เริ่มต้นยุคสุโขทัย เพราะสุโขทัยไม่ใช่ราชธานีแห่งแรกของไทย

แท้จริงแล้วความเป็นไทยมีขึ้นจากการประสมประสานทางชาติพันธุ์และวัฒนธรรมในสุวรรณภูมิและอุษาคเนย์ แล้วสมมุติเรียกว่า “ไทย” เมื่อหลัง พ.ศ. 1600 ลงมา แต่มีหลักฐานแน่นอนในยุคกรุงศรีอยุธยาราวหลัง พ.ศ. 2000

ฉะนั้นทั้งชวา-มลายู, มอญ-เขมร, ม้ง-เย้า, มาเลย์-จาม, และลาว ล้วนมีส่วนเป็นบรรพชน “คนไทย” และเป็นต้นเค้าความเป็นไทยทุกวันนี้

นอกจากสุโขทัยจะไม่ใช่ราชธานีแห่งแรกของไทยแล้ว รัฐสุโขทัยยังเป็นรัฐขนาดเล็ก มีดินแดนใต้สุดอยู่แค่เมืองพระบาง จ. นครสวรรค์ เท่านั้น ไม่เคยมีอำนาจลงไปถึงปัตตานี-มลายู อย่างที่สื่อชอบโมเมตามความเชื่อผิดๆที่รัฐป้อนให้ แล้วผลิตซ้ำให้กลายเป็นความจริง

ส่งผลให้คนทั่วไปสนับสนุนการแก้ปัญหาภาคใต้ด้วยการเพิ่มกำลังทหารลงไปปราบปรามเด็ดขาด แล้วมองข้ามความสำคัญของชุมชนท้องถิ่น ดังหมอประเวศ วะสี ทักท้วงว่า

“ไม่เห็นด้วยกับแนวทางการแก้ปัญหาภาคใต้ของรัฐบาลในขณะนี้ ที่เมื่อเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ รัฐบาลก็จะส่งรัฐมนตรีและเพิ่มกำลังทหารลงไปในพื้นที่ ซึ่งคิดว่าเป็นแนวทางที่ไม่ถูกต้อง วิธีเช่นนี้เป็นการแก้ปัญหาแบบไม่เข้าใจในวิถีชุมชนของชาว 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

การแก้ปัญหาด้วยกำลังและอำนาจเป็นแนวทางไม่ถูกต้อง รัฐบาลควรจะใช้ยุทธศาสตร์ชุมชนท้องถิ่น ส่งเสริมให้ชาวบ้านรวมตัวกันแก้ไขปัญหาของตนเอง โดยตั้งเป็นสภาผู้นำชุมชนมาบริหารจัดการชุมชนตนเอง จะเป็นการแก้ปัญหาที่ดีในการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้ร่วมกันแสดงความคิดเห็น” (มติชน ฉบับวันเสาร์ที่ 27 มิถุนายน 2552 หน้า 22)

ฉะนั้นที่กระทรวงวัฒนธรรมจัดงานมหกรรมวัฒนธรรมปัตตานีย้อนยุค สู่สันติสุขแดนใต้ แล้วเชิญสื่อไปดูด้วยเพื่อขอให้เสนอข่าวกิจกรรมความเชื่อของรัฐบาลให้เป็นความจริง จึงเป็นผลเสียมากกว่าผลดี เสมือนคำโบราณว่า “ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ” แล้ว “ขี่ช้างจับตั๊กแตน”

เพราะทั้งกระทรวงฯและสื่อต่างมีความเชื่อไปในทางเดียวกันว่าดินแดนรัฐปัตตานีเป็นของรัฐสุโขทัย โดยพวกมลายูปัตตานีมาพึ่งพระบรมโพธิสมภารพระเจ้าแผ่นดินรัฐสุโขทัย ทั้งๆไม่จริง

เรื่องจริงตามพยานหลักฐานคือรัฐปัตตานีมีพัฒนาการก่อนรัฐสุโขทัยเกือบพันปี ครั้นมีรัฐสุโขทัยแล้วรัฐปัตตานีก็ยังเป็นเอกเทศมาตลอดเวลายาวนานมาก จนถูกโจมตีแล้วยึดครองโดยกรุงรัตนโกสินทร์เมื่อราว 200 ปีที่แล้ว

20-07-52

ปฏิเสธไมได้เลยว่า “คนชั้นกลาง” ผู้เคยผูกขาดพื้นที่ทางการเมืองมาหลายทศวรรษ กำลังถูกท้าทายจาก “คนชั้นล่าง” ซึ่งเริ่มมีจิตสำนึกทางชนชั้น ความขัดแย้งระหว่างชนชั้นจึงอุบัติขึ้นอย่างยากจะหลีกเลี่ยง

จากหมายเหตุดังกล่าว รุดเร่งให้ นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการผู้คร่ำหวอดการเมืองไทยประณามความคิดในการล้มล้างความแตกต่างด้วยอคติและความรุนแรง พร้อมตั้งคำถามถึงความตื่นตัวของคนทุกระดับ

โดยเฉพาะคนชั้นกลางระดับล่าง อันเป็นเสมือนภาพรวมในอนาคตของการเมืองยุคใหม่ ทั้งยังทำนายปรากฏการณ์ทางสังคมในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าอีกด้วย