หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม 2552

ประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทยครอบงำความคิดคนทั้งประเทศว่าคนไทย มีถิ่นกำเนิดอยู่เทือกเขาอัลไต, คนไทยเป็นเจ้าของอาณาจักรน่านเจ้า, สุโขทัยเป็นราชธานีแห่งแรกของไทย, ฯลฯ ล้วนเป็นไปตามกาลามสูตรที่ว่ารับเอามาเชื่อโดยการฟังบอกต่อๆกันมา, ทำตามๆสืบๆกันมา, เชื่อตามที่เล่าลือกันมาอย่าง “ตื่นข่าว”โดยไม่พินิจพิจารณาให้ถ่องแท้เสียก่อน

ท่านพุทธทาสเทศน์เรื่องกาลามสูตร ช่วยด้วย! (มีพิมพ์รายละเอียดในพื้นที่สุวรรณภูมิสังคมวัฒนธรรม) มีข้อสำคัญๆดังนี้

ข้อ 4 ว่า “อย่ารับเอามาเชื่อด้วยเหตุเพียงว่ามีที่อ้างในปิฎก” เพราะปิฎกเป็นสังขารชนิดหนึ่งที่อยู่ในกำมือของมนุษย์ ทำขึ้นได้ ปรับปรุงได้ เปลี่ยนแปลงได้โดยมือของมนุษย์ จึงไม่อาจถือเอาได้ตามตัวอักษรเสมอไป—นิกายพุทธศาสนาแต่ละนิกายก็มีปิฎกที่ไม่ตรงกัน

ข้อ 10 ว่า “อย่าเชื่อด้วยเหตุเพียงสักว่าสมณะ(ผู้พูด)นี้เป็นครูของเรา” พระพุทธประสงค์อันสำคัญเกี่ยวกับข้อนี้ ก็คือไม่ต้องการให้ใครเป็นทาสทางปัญญาของใคร แม้แก่พระองค์เอง

มีครูบาอาจารย์ในสถาบันการศึกษาจำนวนมากตั้งแต่ระดับประถม, มัธยม, จนถึงอุดม หลงคิดว่าตัวเองคือผู้ถูกต้องทุกอย่าง, สถาบันที่ตัวเองเรียนจบมานั้นถูกต้องทุกอย่าง, อาจารย์ของตัวเองถูกต้องทุกอย่าง, เช่น สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ, ยอร์ช เซเดส์, ฯลฯ หากใครคิดต่างไปจากท่านเหล่านี้จะถูกลูกศิษย์โจมตีต่อว่าด่าทอแช่งชักหักกระดูกจนกว่าชีวิตจะหาไม่

แม้เรื่องวัฒธรรมท่องจำแบบเถรวาทไทยในระบบการศึกษาแห่งชาติของไทย อันเป็นความเห็นต่างจากที่เคยครอบงำกันมา ยังถูกพวกเถรส่องบาตรในขบวนการเถรตรงก่นด่าจะเป็นจะตาย ทั้งๆไม่ได้เป็นเรื่องคอขาดบาดตาย ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อโดยทั่วไปก็ไม่มีใครเสียประโยชน์

ผู้เสียประโยชน์มีพวกเดียว คือพวกได้ประโยชน์จากระบบท่องจำในวัฒนธรรมเถรวาทไทย เพราะครอบงำสานุศิษย์เอาไว้มาก เช่น การเรียนการสอนดนตรีไทยยกย่องคนความจำดีเลิศ ยิ่งเลียนแบบครูทุกอย่าง ยิ่งได้รับสรรเสริญยังกับเทวดา ดนตรีไทยเลยร่วงโรยรอวันตาย

การศึกษาไทยทั้งในระบบและนอกระบบรวมถึงตามอัธยาศัย ควรยกย่องแนวทางกาลามสูตร (10 ข้อ) โดยกระทรวงศึกษาธิการต้องประกาศให้เป็นที่รู้ทั่วประเทศ แล้วพิมพ์คำอธิบายเรื่องกาลามสูตร ช่วยด้วย! ของท่านพุทธทาส ฉบับหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ แจกจ่ายไปตามสถาบันการศึกษา

“ตามหลังผู้ใหญ่หมาไม่กัด” ใช้การไม่ได้แล้ว เพราะระบบการศึกษาไทยล้มเหลวต่อเนื่องยาวนานจนมองไม่เห็นอนาคต ก็เพราะเดินตามหลังผู้ใหญ่นี่เอง

“เชื่อผู้นำ ชาติพ้นภัย” ใช้ไม่ได้เลย เพราผู้นำหลอกประชาชนไปลงเหว แล้วตัวเองกอบโกยโกงทั้งโคตร ก็เพราะหลงเชื่อผู้นำนี่แหละ

siam-cov9-07-52

หนังสือ “วัฒนธรรมผสมในศิลปกรรมสยาม” ของ วินัย ผู้นำพล
(อาจารย์ประจำคณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร) มีคำนำบอกความเป็นมาว่า
เป็นการศึกษาวิถีการสืบทอดมรดกทางศิลปวัฒนธรรม ที่ชาวสยามได้รับมาโดยความ
ชอบธรรม หรือเป็นกระบวนการทำซ้ำที่ไม่ขาดสาย เป็นหลักฐานการสืบทอดชีวิตทาง
สังคมวัฒนธรรมดุจสายธารมิอาจแบ่งแยกได้ ดังนั้นงานศิลปกรรมในฐานะหลักฐาน
ประจักษ์ทางประวัติศาสตร์จะช่วยให้เราเข้าถึงมิติจินตนาการที่เชื่อมโยงกับภูมิหลังทาง
ประวัติศาสตร์ โดยมุ่งคุณค่าพลังสะเทือนอารมณ์และความงดงามของจิตวิญญาณ
ก่อให้เกิดความดีงามในการอยู่ร่วมกันอย่างสันติอีกด้วย