มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน 2552

“สาาาาา——-ธุ” 

บรรดาข้าทูลละอองขุนนางข้าราชการและราษฎรเปล่งวาจาสา-ธุ พร้อมกันดังลั่นทั้งวัดเดิมอโยธยา ด้วยสำเนียงสูงต่ำอย่างคนสองฝั่งโขงลงถึงคนลุ่มน้ำเจ้าพระยาปากน้ำพระประแดง พอเปล่งคำว่าสาเลยลากยาวมากกว่าปกติกว่าจะลงจบคำว่า ธุ

เหตุที่เปล่งคำสา-ธุ ขึ้นพร้อมกันอย่างปีติก็เพราะขณะนั้นภิกษุอุทุมพรพระเศียรโล้นอร่าม ห่มผ้าเหลืองสบงจีวรผ้าคาดอกครบครันด้วยสีขมิ้นเหลืองแก่ เดินข้ามธรณีประตูออกจากโบสถ์พร้อมภิกษุพี่เลี้ยงตามหลัง เมื่อสาธุชนคนแวดเฝ้านั่งชันเข่ารอพระบวชใหม่เห็นเท่านั้นก็สา-ธุพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย

ภิกษุอุทุมพรครองผ้าสีขมิ้นเหลืองแก่ช่วยขับพระฉวีสีผิวพระวรกายให้ผุดผ่องมองเข้มเต็มตาอาณาประชาราษฎร เมื่อเสด็จลงจากโบสถ์ด้วยพระบาทเปล่า เหล่าไพร่ฟ้าประชากรนั่งพับเพียบบ้าง คุกเข่าบ้าง ก็กราบก้มประนมกรขอพรขอบุญกุศลบันดลบันดาลให้มีสุขมีทิวาราตรีกาล

ในวาระปกติแล้วไพร่ฟ้าประชากรไม่มีโอกาสมองเห็นพระเจ้าแผ่นดินเป็นตัวตนจริงๆ เพราะพระเจ้าแผ่นดินประทับอยู่ในวังหลวงเท่านั้น จะเสด็จออกก็เมื่อมีพิธีกรรมสำคัญของราชอาณาจักร เช่น จองเปรียง แห่ประทีป แต่ก็เสด็จประทับเรือพระที่นั่งกลางแม่น้ำ บรรดาอาณาประชาราษฎรมองเห็นจากเรือราษฎรริมฝั่งไกลๆ ไม่เห็นถนัดเหมือนในวัด

งานบุญในวัดที่พระเจ้าแผ่นดินเสด็จ เช่น เข้าพรรษา ออกพรรษา จะเป็นโอกาสเดียวทั้งปีที่จะหมอบเฝ้าพระเจ้าแผ่นดินอย่างใกล้ชิด เพราะจะเสด็จด้วยพระบาทเปล่าเข้าโบสถ์เพื่อฟังพระสวดมนต์และสดับธรรมเทศนา บรรดาอาณาประชาราษฎร                  ก็หมอบเฝ้าตามทางเสด็จตั้งแต่ท่าเรือจนถึงกำแพงแก้วโบสถ์

ยิ่งเมื่อเสด็จบรรพชาครองผ้าขมิ้นอย่างนี้ ยิ่งเป็นกรณีพิเศษที่ราษฎรทุกหมู่เหล่าเข้าเฝ้าใกล้ชิดกว่างานพิธีอื่นๆ

“สาาาาาาา——-ธุ”  บรรดาประชาราษฎรที่นั่งพับเพียบบ้าง คุกเข่าบ้าง กับพื้นดินลานวัดเดิมอโยธยา พากันก้มกราบราบลงกับแม่พระธรณีที่ภิกษุอุทุมพรเสด็จพระราชดำเนินด้วยพระบาทเปล่าผ่านไป

ชาวบ้านชาวเมืองทั้งคนหนุ่มคนสาวคนเฒ่าคนแก่และเด็กเล็กเด็กแดง บ้างนุ่งโจงกระเบน บ้างนุ่งโสร่ง บ้างก็เป็นถุงเป็นแถบ แต่ไม่มีเสื้อแสงแต่งตน จะมีก็เพียงสไบบางต่างสีมีพรรณเป็นพื้นไป แต่คนส่วนมากเป็นยาจกวณิพกไพร่ชาวบ้านที่เข็ญใจก็ไม่มีสไบบาง เลยปล่อยให้นมต้มโตงเตงอยู่เต็มหน้าอกหน้าใจไปมาดำมะเมื่อม เมื่อมองเห็นภิกษุกสีขมิ้นยืนอยู่ท่ามกลางก็ยิ่งโดดเด่นเห็นงามเป็นยิ่งนัก

ขมิ้นให้สีเหลืองหลายน้ำหนัก เลยเป็นสัญลักษณ์ของสีจีวรภิกษุในพุทธศาสนา มักใช้ขมิ้นชันเป็นสีย้อมผ้าเหลือง แต่แท้จริงแล้วขมิ้นเป็นพืชพรรณว่านยาอย่างหนึ่งด้วย มีผงสีเหลืองปนแดง กลิ่นหอม ใช้เป็นเครื่องเทศปรุงอาหารคือแกงกะหรี่ เรียกว่าผงกะหรี่ โบราณใช้ขมิ้นเป็นเครื่องประทินผิว ทาผิวเด็กอ่อนเพราะกลิ่นหอม 

ขมิ้นชัน เป็นไม้ลงหัวใบโตกว่ากระชาย งามในฤดูฝน เป็นไม้ล้มลุก หัวและแง่งสีเหลืองจัด ใช้ตำคั้นน้ำย้อมผ้าเหลืองภิกษุ แต่อินเดียใช้หัวตากแห้งปรุงเครื่องแกง โบราณใช้แก้ท้องเสีย ไข้เพ้อ ไข้ผอมเหลือง แก้โรคผิวหนัง แก้เสมหะ แก้ท้องร่วง หุงน้ำมันทางเป็นยาสมานแผล หัวต้มให้สุกตากแห้ง ป่นเป็นผงขมิ้นทาแก้โรคผิวหนังผื่นคัน  ห้ามกลิ่น เป็นยาคุมธาตุ ใช้หัวดมแก้หวัด ใช้หยอดตา ทำให้เย็นสบาย แก้ตาบวม ขับลม แก้ไข้ท้องมาน ชื่ออื่นคือ ขมิ้นทอง ขมิ้นแดง ว่านนางคำ ขมิ้นดี ขมิ้นไข พญาว่าน เข้ามิ้น ขมิ้นป่า ขมิ้นหัว ขมิ้นหยวก ตายอ ขี้มิ้น

ขมิ้นอ้อย หัวมีรสฝาดเฝื่อน โบราณใช้แก้ไข้ครั่นตัว รักษาลำไส้ แก้พิษโลหิต แก้ลม แก้บวม แก้เสมหะ เป็นยาคุมยาอื่นที่ระบายจัด หัวเป็นยาขับเบา แก้ระดูขาวสตรี แก้หนองใน ฟอกโลหิต น้ำคั้นจากใบแก้ท้องมาน โดยขับปัสสาวะ ในหัวมีวัตถุหอม บำรุงกำลัง และขับลมในท้อง เป็นยาแก้ปวดท้อง หัวโขลกพอกแก้ฟกช้ำเคล็ดบวม       ห้วต้มกับพริกไทย อบเชยเทศกับน้ำผึ้ง แก้หวัด 

ขมิ้นป่า เป็นไม้เถามีขมิ้นเครือ ใบกลมหนาขนาดใบโพธิ์เป็นมัน เถาและรากสีเหลืองเข้ม โบราณใช้ใบเป็นยาขับระดูสตรี ดอกแก้บิดมูกเลือด ขับลม แก้น้ำดีพิการ รากขับลม บำรุงน้ำเหลือง ฝนหยอดตา แก้ตาแดง ตาแฉะ รักษาตา 

จีวร เป็นภาษาบาลี หมายถึงผ้าที่ใช้นุ่งห่มของพระภิกษุในพุทธศาสนาผืนใดผืนหนึ่งในจำนวน 3 ผืน เรียกไตรจีวร คือผ้าซ้อนนอกหรือผ้าทาบซ้อน เรียกสังฆาฏิ ผ้าห่มเรียกอุตราสงค์ และผ้านุ่งเรียกอันตรวาสก แต่คนทั่วไปในกรุงศรีอยุธยานิยมเรียกเฉพาะผ้าห่มคืออุตราสงค์ว่าจีวร

ลักษณะผ้า 3 ผืน หรือไตรจีวร คล้ายเครื่องนุ่งห่มของชาวกรีก-โรมัน หรือโยนกที่อยู่ในอากาศหนาวๆทางเหนือๆขึ้นไปไกลมาก

สมัยพุทธกาลพระพุทธเจ้าโปรดให้ภิกษุใช้ผ้าบังสุกุลจีวร ไม่ทรงอนุญาตให้ภิกษุรับคหบดีจีวร คือจีวรที่ชาวบ้านถวาย พระต้องเก็บเศษผ้าที่เขาทิ้งตามกองขยะ ผ้าห่อศพในป่าช้ามาซักเบประกอบเป็นจีวร 

เมื่อพระศาสดาเสด็จทักขิณาคีรีชนบท ทอดพระเนตรอันนาของชาวมคธ จึงโปรดให้พระอานนท์ตัดจีวรแบบอันนานั้น คือเป็นกระทงมีเส้นคั่นกระทงใหญ่เรียกว่ามณฑล กระทงน้อยเรียกว่าอัฒมณฑล มีเส้นคั่นระหว่างดุจคันนาขวางเรียกว่าอัฒกุสิ รวมมณฑล อัฒมณฑล และอัฒกุสิ เรียกว่า ขัณฑ์ ระหว่างขัณฑ์มีเส้นคั่นดุจคันนายืน เรียกกุสิ จีวรผืนหนึ่งให้มีขันธ์ไม่น้อยกว่า 5 ขัณฑ์ เกินกว่านั้นได้ แต่ต้องเป็นขัณฑ์ขอน 7, 9, 11 ขัณฑ์ ผ้าขอบจีวรเรียกอนุวาต 

จีวรโปรดให้ย้อมด้วยของ 6 อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่งคือ  1. รากหรือเหง้าไม้ เช่น หัวขมิ้นชัน ว่านนางดำ 2. ต้นไม้ เช่น แก่นขนุน ที่เรียกว่ากรัก คือย้อมสีกรัก 3. เปลือกไม้ เช่น เปลือกคูน 4. ใบไม้ เช่น ใบสะตือ 5. ดอกไม้ เช่น ดอกคำ ดอกพุด 6. ผลไม้ เช่น ลูกซัด ย้อมแล้วเรียกว่า กาสายะ หรือ กาสาวะ คือย้อมด้วยน้ำฝาด

ทรงห้ามสีบางอย่างคือ สีคราม สีเหลือง เช่น สีดอกบวบ ดอกคูน สีแดง เช่น แดงชาด แดงเลือดนก สีบานเย็น (แดงฝาง) สีแสด สีชมพู สีดำ สีที่รับรองกันคือ เหลืองเจือแดงเข้มหรือเหลืองหม่น ไม่เป็นของกาววาว เป็นดอกลาย รูปสัตว์ ดอกไม้ หรือเป็นริ้ว เช่น แพรโล่ 

อุตราสงค์ และสังฆาฏิให้มีห่วงหรือดุมกลัดได้ ดุมไม่ให้ใช้ของงดงาม ในบาลีระบุให้ใช้ของทำด้วยกระดูก งา เขา ไม้ไผ่ ไม้รวก ไม้แก่นครั่ง กะลา โลหะสังข์หรือด้ายถัก การครองจีวรให้ทำสำเหนียกว่าจักนุ่งห่มให้เป็นปริมณฑลคือเรียบร้อย

ภิกษุอุทุมพรเสด็จดำเนินด้วยพระบาทเปล่าไปยังเสลี่ยงสงฆ์ที่เจ้าพนักงานเตรียมไว้นอกกำแพงแก้ว 

เมื่อเสด็จประทับเสลี่ยงสงฆ์แล้ว เจ้าพนักงานสังฆการีก็เคลื่อนขบวนจากวัดเดิมอโยธยาไปวัดประดู่ที่อยู่ถัดไปทางใต้ เมื่อสิ้นขบวนเสด็จ บรรดาคนทั้งหลายก็ทยอยกลับ แต่บ้างเดินตามขบวนเสด็จไปวัดประดู่ จนวัดเดิมอโยธยาสงบเงีบยสงัด ได้ยินเสียงใบโพธิ์สุวรรณห้อย ระยาบย้อยกระดึงดัง

เจ้านายขุนนางข้าราชการที่มาเฝ้าโดยเสด็จพระราชกุศล มีสองพวกอยู่ปนกัน ทั้งพวกพระเจ้าอุทุมพรเจ้าน้องกับพวกกรมขุนอนุรักษ์มนตรีเจ้าพี่ แต่ไม่แสดงออกเป็นฝ่ายไหน จึงมักไม่รู้ว่าใครเป็นใคร ใผเป็นใผ

แต่มีสิ่งหนึ่งที่แม้ไม่บอกก็รู้ว่าอะไรเป็นอะไร เมื่อเจ้านายขุนนางข้าราชการจำนวนหนึ่งหลังจากภิกษุอุทุมพรประทับเสลี่ยงไปวัดประดู่แล้ว ต่างพากันโกนหัวเข้าโบสถ์วัดเดิมอโยธยา ขอให้อุปัชฌาย์บวชเป็นภิกษุตามเสด็จจำนวนไม่น้อย

“โยมด้วยหรือ” สมภารวัดเดิมอโยธยาถามเจ้านางน้อยๆโกนหัวนุ่งขาวห่มขาวประทับนั่งพับเพียบอยู่ต่อหน้าพระอุปัชฌาย์ในโบสถ์

“ขอปวารณาถือศีลตามเสด็จพระบิดาจนกว่าชีวิตจะหาไม่” เจ้าแมงเม่าทรงกราบเบญจางคประดิษฐ์ หลังจากนั้นไม่นานก็เป็นรูปชีถือศีลาจารวัตรครัดเคร่งเปล่งปลั่งประกายธรรมล้ำเลิศนัก