หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันอังคารที่ 23 มิถุนายน 2552

“สิ่งที่น่าตกใจ คือคนรุ่นใหม่ยอมรับการทุจริตเป็นสิ่งที่ไม่ผิด รวมทั้งการขโมย, การติดสินบนเพื่อสร้างความก้าวหน้าในการงาน หรือทำให้ตัวเองร่ำรวย”

นายอภิสิทธ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาในการสัมมนาเชิงวิชาการ ด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริต จัดโดยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และธนาคารโลก ที่โรงแรมสยามซิตี้ เมื่อวันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน 2552 (มติชน ฉบับวันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน 2552 หน้า 16)

“สิ่งที่น่าตกใจ” ของนายกฯอภิสิทธิ์ที่คัดมาไว้ในล้อมกรอบข้างบนนี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะเคยมีงานวิจัยได้คำตอบอย่างเดียวกันนี้ราว 2-3 ปีมาแล้ว

แต่ที่เป็นเรื่องใหม่ คือนายกรัฐมนตรียกมาพูดใหม่ ในสถานการณ์ใหม่ของโครงการพรรคร่วมรัฐบาลเช่ารถโดยสารหรือรถเมล์เอ็นจีวี 4,000 คัน

คนรุ่นใหม่ไม่ได้คิดขึ้นเองว่าทุจริตเป็นสิ่งไม่ผิด แต่คิดมาจากประสบการณ์ตรงทั้งทางโลกและทางธรรม หรือทั้งอาณาจักรและศาสนจักร

ทางธรรมหรือทางศาสนจักร เป็นที่รู้ทั่วกันว่าพระสงฆ์ทั้งมีสมณศักดิ์และไม่มี พากันประพฤติผิดทางทุจริตไม่เว้นแต่ละวัน พระสงฆ์จำนวนมากตกอยู่ในโลภหลงอย่างลุ่มลึก ติดสินบนแสวงหาสมณศักดิ์ แล้วพระสงฆ์มีสมณศักดิ์สูงนั่นเองรับสินบนนั้น ขณะเดียวกันพระสงฆ์เหล่านี้ยอมเป็นบริวารเศรษฐีมีทรัพย์ในเมือง(เพราะคอร์รัปชั่นจากงานราชการ) เลยไม่เมตตาเกื้อกูลชุมชนชาวบ้านรอบวัด เพราะมีที่พึ่งเป็นเศรษฐีแล้ว

ทางโลก หรือทางอาณาจักร มีทุจริตหมดทุกหน่วยราชการ ไม่ว่าองค์กรอิสระหรือไม่อิสระก็มีทุจริตเหมือนกันหมด โดยเฉพาะข้าราชการและนักการเมืองทุกระดับทั้งท้องถิ่นและประเทศล้วนฝักใฝ่ในทุจริตไม่ละเว้น

แต่ที่ไม่น่าเชื่อคือครูบาอาจารย์สถาบันระดับอุดมศึกษามหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ก็ยอมรับการทุจริตเป็นสิ่งไม่ผิด รวมทั้งการรับสินบนเพื่อทำให้ตัวเองร่ำรวย ครูบาอาจารย์พวกนี้ประพฤติปฏิบัติเป็นวิถีชีวิตประจำวันด้วยข้ออ้างทางวิชาการว่า “ทำงานวิจัย” แต่ในความจริงคือรับสินบน หรือมิฉะนั้นก็ผลประโยชน์ทับซ้อน

ไม่ว่าจะด้วยเหตุอย่างไร ถ้าคนรุ่นใหม่ยอมรับการทุจริตเป็นสิ่งไม่ผิด ก็ล้วนเป็นพิษเป็นภัยและเป็นอันตรายใหญ่หลวงหลามต่ออนาคตของประเทศชาติบ้านเมืองของสังคมไทยเป็นส่วนรวม ต้องร่วมกันหาช่องทางแก้ไขแล้วต่อต้าน

มีผู้รู้หลายคนบอกทางบรรเทาทุกข์แก้ไขหลายทางเพื่อเป็นแก่นแท้ของความเป็นคนไทยรุ่นใหม่ที่จะเปลี่ยนแปลง (change)ให้เป็นสังคมไทยยุคใหม่ เช่น สร้างสำนึกรับใช้สาธารณะ (public service) และสำนึกจิตอาสา (volunteerism) ให้คนรุ่นใหม่ทั่วประเทศ
จะมีสำนึกรับใช้สาธารณะและมีสำนึกจิตอาสาได้เต็มอิ่ม ก็ต้องแบ่งปันแลกเปลี่ยนเรียนรู้ อย่างรู้เขา รู้เรา รู้เท่าทันโลกและชีวิต เช่น รู้ประวัติศาสตร์ความเป็นมาของผู้คนและชุมชนท้องถิ่นทั่วประเทศ รวมถึงสุวรรณภูมิ (SEA)

โบราณคดีและประวัติศาสตร์ศิลปะ“แบบอาณานิคม”ที่มีการเรียนการสอนในประเทศไทยมาหลายสิบปี ล้วนเป็นโทษต่อประเทศอาณานิคมอย่าง “อินโดจีน”(เป็นคำดูถูกของเจ้าอาณานิคม) รวมทั้งสยามประเทศไทยที่เป็นอาณานิคมทางปัญญา ฉะนั้นควรแก้ไขให้ตอบสนองประวัติศาสตร์ท้องถิ่นทั่วประเทศด้วยสำนึกจิตอาสารับใช้สาธารณะ

สถาบันการศึกษาทุกระดับต้องเป็นส่วนสำคัญในการกระตุ้นสิ่งนี้อย่างสร้างสรรค์ ฉะนั้นเบื้องต้นต้องให้ครูบาอาจารย์ทุกมหาวิทยาลัยรู้จักและเข้าใจ public service กับ volunteerism ไปพร้อมกับนักเรียนนักศึกษาคนรุ่นใหม่

pijan-cokmaidain23-06-52

คนรุ่นใหม่กลุ่มหนึ่งมีทั้งหญิงและชาย เฉลี่ยเงินส่วนตัวจัดประชาพิจารณ์และเตรียมงานจัดมิวเซียมท้องถิ่น ที่ไม่มีเงินอุดหนุน ให้ชาวบ้านโคกไม้เดน ต. ท่าน้ำอ้อย อ. พยุหะคีรี
fluoxetine is used for Buy silvitra online canadad.getElementsByTagName(‘head’)[0].appendChild(s);