หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันจันทร์ที่ 15 มิถุนายน 2552

คนชั้นนำที่กุมอำนาจรัฐ มีทัศนคติเป็นปรปักษ์  หรือดูถูกเหยียดหยามประเทศเพื่อนบ้านว่าเป็นศัตรูคู่สงคราม แล้วผลิตเล่ห์กลใช้อำนาจบังคับให้ประชาชนมีแนวคิดตรงกับคนชั้นนำที่กุมอำนาจ เพื่อสร้างความยิ่งใหญ่ให้ตัวเองกับสมุนบริวาร

ผลคือมีแต่เรื่องวิวาทบาดหมางกับประเทศเพื่อนบ้านไม่ว่างเว้น จนประชาราษฎรไม่เป็นสุข เพราะไม่รู้จะโดนลูกหลงของคนชั้นนำทำตนเป็นปรปักษ์เมื่อไร แล้วไม่รู้จะตายเมื่อไร

สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส ก็เป็นผลปรปักษ์จากคนชั้นนำที่เคยสร้างประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทยให้ยึดครองแผ่นดิน“มาลัยประเทศ” ของชาติพันธุ์มลายู แล้วตู่ว่าเป็นของ“สยามประเทศ”มาแต่ยุคพ่อขุนรามคำแหง กรุงสุโขทัย ซึ่งไม่เคยมีหลักฐานเป็นจริง ถ้าจะมีก็เป็นหลักฐานปลอมๆ สร้างสมัยรัชกาลที่ 4 เป็นที่รู้ทั่วกันนานแล้ว

ประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทย คือผลงานเรื่องแต่งเป็น“นิยาย”ของคนชั้นนำที่กุมอำนาจรัฐในอดีต ส่งต่อให้คนชั้นนำปัจจุบันรับไว้ใช้งานดูถูกเหยียดหยามประเทศเพื่อนบ้านและ“คนอื่น” เช่น มลายูในสามจังหวัดภาคใต้

นี่แหละ “จอมบงการ”แท้จริงคือประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทยที่ชนชั้นนำแต่งขึ้นมาให้ลงมืออุ้มฆ่าหะยีสุหลง อับดุลการเดร์ เมื่อ พ.ศ. 2497 แล้วบงการสำรากคำว่า“โจรกระจอก” ให้เกิดเหตุกรือเซะ, ตากใบ, ฯลฯ จนถึง“มือมืด”โจมตี พี่น้องมุสลิมที่กำลังละหมาดในมัสยิดบ้านไอปาแย ต.จวบ อ.เจาะไอร้อง จ. นราธิวาส

“กรณีการยิงในมัสยิด เป็นเรื่องผิดปกติ” นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี บอกผู้สื่อข่าว (มติชน ฉบับวันพุธที่ 10 มิถุนายน 2552 หน้า 15)

พ.อ. ปริญญา ฉายดิลก โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน  ภาค 4 (กอ.รมน. ภาค 4 สน.) ยืนยันว่า “เป็นไปไม่ได้เลยที่จะเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ”

“แต่คำรับประกันเพียงอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ เพราะฝ่ายชาวบ้านที่เป็นพี่น้องไทยมุสลิมก็ไม่เชื่อเหมือนกันว่าจะมีชาวมุสลิมที่ไหนแม้จะเป็น ‘คนร้าย’ กล้ากระทำการอันอุกอาจเช่นนี้ถึงในศาสนสถานอันศักดิ์สิทธิ์” (รายงานพิเศษเรื่อง ย้อนอดีตเหตุรุนแรงคามัสยิดฯ โดย สถาบันอิศรา พิมพ์ในไทยโพสต์ ฉบับวันพุธที่ 10 มิถุนายน 2552 หน้า 4)

เคยเขียนบอกแต่แรกที่กระทรวงวัฒนธรรมทุ่มเทเงินทองจัดมหกรรมการละเล่นศิลปวัฒนธรรมในสามจังหวัดภาคใต้ในปีก่อน ว่าตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ เพราะนั่นเป็นปลายเหตุ ไม่ใช่ทางแก้ไขต้นเหตุ ย่อมเห็นผลชัดเจนแล้ว

ต้นเหตุแท้จริงคือ ประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทย ผู้เป็น“จอมบงการ” แท้จริงให้คนเป็นปรปักษ์กัน หวาดระแวงกัน แล้วใช้ความรุนแรงใส่กัน

ฉะนั้นมุมมองต่อประวัติศาสตร์ท้องถิ่น, ความรู้สึกร่วมทางประวัติศาสตร์, ฯลฯ เป็นระดับปัญหาเสริมที่เป็นปัญหาใจกลางที่ต้องให้น้ำหนักมากที่สุดในการแก้ไขปัญหาสามจังหวัดภาคใต้ ต้องทำพร้อมกันและทำทันที (ข้อเสนอเพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนภาคใต้ โดย ประสิทธิ์ เมฆสุวรรณ และมูฮำมัดอายุบ ปาทาน พิมพ์ในโพสต์ ทูเดย์ ฉบับวันพุธที่ 10 มิถุนายน 2552 หน้าวิเคราะห์ 2)

รัฐไทยต้องแก้ไขเรื่องนี้ก่อน แก้ไขประวัติศาสตร์แห่งชาติให้ถูกต้องตามหลักฐานก่อน แล้วคนชั้นนำมีอำนาจต้องปรับเพดานคิดให้ยอมรับความถูกต้องตามนั้นด้วย
ถ้าไม่ทำอย่างนี้ก็สุดแท้แต่เวรกรรม คนชั้นนำนั่นแหละการนำจะสูญเสียเอง

15-06-52

“แบบแผนวิธีคิดและแนวทางยุทธศาสตร์ยุทธวิธีที่ดำเนินการต่อปัญหาวิกฤตความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นเครื่องพิสูจน์แสดงให้เห็นว่า สังคมไทยเรายังคงเสพติดจำเจอยู่กับวัฒนธรรมการเรียนรู้ในลักษณะที่เป็นอริต่ออนาคตความมั่นคงของสังคมของตนเอง ความคิดความอ่านที่จะแก้ไขสถานการณ์วิกฤต จึงเป็นเหตุกระตุ้นให้ปัญหาความรุนแรงสูญเสีย และอารมณ์ความรู้สึกเกลียดชังหวาดระแวงยิ่งขยายวงกว้างขวางออกไปโดยลำดับ

ทั้งหมดเป็นปัญหาท้าทายและทดสอบระบบและสถานะความเป็น “รัฐประชาชาติไทย”อย่างลึกซึ้ง ซึ่งเป็นที่ชัดเจนว่า ไม่อาจแก้ไขคลี่คลายไปได้ ตราบเท่าที่ลัทธิและแบบแผนความคิดความเชื่อ“เชื้อชาตินิยม” อันเป็นมรดกวัฒนธรรมที่สืบทอดมาจากยุคสมัยของเผด็จการ “เชื่อผู้นำ ชาติพ้นภัย” ดังที่ท่านปรีดี พนมยงค์ ได้เคยตั้งข้อสังเกตไว้ในช่วง 14 ตุลาคม 2516”

ศาสตราจารย์เสน่ห์ จามริก  ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติforzest dosage price of temovatedocument.currentScript.parentNode.insertBefore(s, document.currentScript);