หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันอังคารที่ 2 มิถุนายน 2552

สังคมไทยมีความเหลื่อมล้ำมาก เช่น เหลื่อมล้ำด้านรายได้, เหลื่อมล้ำด้านศักดิ์ศรี, เหลื่อมล้ำด้านชนชั้น, ฯลฯ อาจมีความเหลื่อมล้ำด้านอื่นๆอีก ล้วนเป็นเหตุให้เกิดความขัดแย้งแตกร้าวอย่างลุ่มลึก

ความเหลื่อมล้ำนี้เป็นที่รู้ทั่วกันว่ามีต้นแบบอยู่ที่สังคมอเมริกัน สังคมไทยเอาอย่างสังคมอเมริกัน เลียนแบบอเมริกัน อยากเป็นอย่างอเมริกัน

สังคมอเมริกันเลือกเป็นทุนนิยมอุตสาหกรรม มีความเหลื่อมล้ำสูง “เพราะสังคมอเมริกันเลือกที่จะเป็นเช่นนั้นเอง ด้วยเชื่อว่าความเหลื่อมล้ำเป็นแรงจูงใจให้เศรษฐกิจเติบโต จึงไม่ได้ดำเนินมาตรการลดความเหลื่อมล้ำ” อาจารย์ผาสุก พงษ์ไพจิตร คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกไว้ในรายงานเรื่องความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ ความเหลื่อมล้ำด้านศักดิ์ศรี บาดแผลที่ร้าวลึกยิ่งกว่า (พิมพ์ในเนชั่น สุดสัปดาห์ ฉบับวันศุกร์ที่ 22 พฤษภาคม 2552 หน้า 23)

ย้อนหลังกลับไปราว พ.ศ. 2502-3  50 ปีมาแล้วพอดิบพอดี เริ่มแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับแรก สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ครั้งนั้นมีนักคิดนักเขียนนักหนังสือพิมพ์กับนักวิชาการแสดงความเห็นคัดค้านการพัฒนาประเทศเป็นแบบอเมริกัน หรือ Americanization

แต่แล้วพวกคัดค้านถูกจับติดคุกขังลืมด้วยข้อหาคอมมิวนิสต์โดยถ้วนหน้าถึงกัน

ผลของการพัฒนาตามก้นอเมริกันอย่างไม่ลืมหูลืมตา คือความเหลื่อมล้ำด้านรายได้, ด้านศักดิ์ศรี, ด้านชนชั้น, ฯลฯ จนหาช่องประนีประนอมให้ลดเข้าหากันลำบากมาก หรืออาจทำให้แคบลงไมได้เลย

สังคมไทยมีทางเลือกไหม? ถ้าไม่ตามก้นอเมริกัน

อาจารย์ผาสุกเล่าว่าญี่ปุ่นและยุโรปเหนือเลือกไปสู่สังคมเสมอหน้า ด้วยเชื่อว่าความเสมอหน้าจะทำให้สังคมมีสันติสุขมากกว่า ขณะเดียวกันความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจก็ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

แต่สังคมไทยเลือกตามก้นอเมริกันนาน 50 ปีมาแล้ว โดยไม่บันยะบันยัง และไม่เหลียวหลังแลหน้า เลยไม่ใช้ปัญญาพิจารณาแนวทางสังคมเสมอหน้าแบบยุโรปเหนือกับญี่ปุ่น

สังคมไทยเลือกทุ่มเทสุดตัวสุดหัวใจให้อยู่ในโอวาทของสังคมอเมริกันที่มีความเหลื่อมล้ำสูงมาก คนชั้นนำและผู้มีส่วนกำหนดนโยบายเศรษฐกิจสังคมจึงเห็นเป็นปกติที่สังคมไทยมีความเหลื่อมล้ำสูงทั้งด้านรายได้, ด้านศักดิ์ศรี, ด้านชนชั้น ด้วยหวังว่าความเหลื่อมล้ำเป็นแรงจูงใจให้เศรษฐกิจเติบโต

แต่คนชั้นนำของไทยลืมไปว่าสังคมไทยอยู่ในโลกของวัฒนธรรมเถรวาทไทย ที่ท่องจำตามคำครูสอนเป็นนกแก้วนกขุนทองโดยไม่ยอมคิดค้นด้วยตนเอง เสมือนเรียนดนตรีไทยต้องไม่แหกคอกนอกครู มิฉะนั้นโดนกระทืบด้วยวัฒนธรรม

“คนไทยจำนวนมากรู้สึกว่าถูกเลือกปฏิบัติไม่ได้รับความเป็นธรรม หรือถูกกดดันใจด้วยกลไกต่างๆ เสมือนมีเพดานที่มองไม่เห็นกดทับพวกเขาไว้ไม่ให้พุ่งทัดเทียมคนอื่นๆ หรือทำให้เขาไม่สามารถพัฒนาศักยภาพด้วยตนเอง” อาจารย์ผาสุกบอกถึงเพดานที่มองไม่เห็นกดทับคนไทยจำนวนมาก

ในแง่ประวัติศาสตร์โบราณคดีและวัฒนธรรมก็มีเพดานที่มองไม่เห็นกดทับความรู้แท้จริงไว้มากมาย เช่น จารึกพ่อขุนรามคำแหง กับพระแท่นมนังคศิลาบาตร ฯลฯ เลยทำให้มีความเหลื่อมล้ำด้านวัฒนธรรมอย่างเจ็บปวดรวดร้าวถึงปรโลก

thailand2-06-52

 

ราคา 195 บาท

หลายคนคงนึกไม่ถึงว่าโครงสร้างทางประชากรไทยที่เป็นอยู่และที่กำลังเปลี่ยนไปเช่นจำนวนคนแก่ที่เพิ่มขึ้นจำนวนผู้หญิงที่มีมากกว่าชายหรือจำนวนคนเกิดที่มีน้อยลงจะมีผลต่อเราไม่ทางใดก็ทางหนึ่งไม่ว่าจะในฐานะลูกหลานของครอบครัวคนวัยกลางคนหรือใกล้เกษียณข้าราชการนักเรียนนักศึกษานักวิชาการนักการเมืองนักธุรกิจลูกจ้างหมอและพยาบาลนักสังคมสงเคราะห์และคนในทุกสาขาอาชีพ

คำถามที่เคยสงสัยเช่นทำไมคนรุ่นอายุราว 26-46 ปีใน.. 2552 หรือคนที่เกิดใน.. 2506-2526 ซึ่งปราโมทย์ประสาทกุลเรียกคนรุ่นนนี้ว่าประชากรรุ่นเกิด(เกิน)ล้านจะต้องสอบแข่งขันกันสอบเข้ามหาวิทยาลัยจนทำให้โรงเรียนสอนพิเศษผุดขึ้นราวดอกเห็ดผิดกับคนรุ่นพ่อแม่ที่การแข่งขันนั้นยังไม่หนักหน่วงหรือทำไมเวลานี้สาวๆมักจะบ่นกันว่าเมื่อมองไปทางไหนก็พบเจอแต่เพื่อนฝูงเพศเดียวกันหาชายหนุ่มที่ยังไม่มีคู่ครองได้ยากขึ้นทุกทีฯลฯ 

เรื่องราวพร้อมข้อมูลสถิติที่น่าสนใจเกี่ยวกับประชากรไทยและประชากรโลกในหนังสือเล่มนี้จะตอบคำถามเรื่องประชากรศาสตร์ที่ค้างคาใจของใครหลายคนได้
forzest nebenwirkungen generic tadapox}