หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันพฤหัสบดีที่ 28 พฤษภาคม 2552

ไม่เคยได้ยิน, ได้ฟัง, ได้อ่าน ข้อความไพเราะเพราะพริ้งและมีจินตนาการกว้างไกลของคนท้องถิ่นที่มีส่วนเป็นเจ้าของแหล่งท่องเที่ยวระดับนานาชาติมาก่อน ผมเลยตื่นเต้นเป็นสุขหาที่เปรียบมิได้

ข้อความที่ว่านั้น พิมพ์อยู่ในคอลัมน์ทอดสมอ Drop Anchor ของหนังสือภูเก็ตภูมิ PHUKET SCAPE รายสามเดือน (ปี่ที่ 3 ฉบับที่ 1) เมษายน-มิถุนายน 2552 เขียนโดยบรรณาธิการบริหาร จะคัดตอนสำคัญมาให้อ่านดังนี้

 

 “ฟ้าสวย ทะเลใส โรงแรมใหญ่ สรรพอาหาร สถานบันเทิง สำหรับเมืองท่องเที่ยวที่โลกคุ้นเคยแห่งนี้คงจะไม่พอเสียแล้ว 

ภูเก็ตจะเป็นเมืองท่องเที่ยวนานาชาติ เป็นเมืองนานาชาติ หรือกระทั่งเป็นเมืองสามัญที่มีความปกติสุขโดยไม่ต้องยึดโยงขึ้นกับนานาชาติอย่างมากนั้น เราต้องเร่งสร้างสรรค์สิ่งที่เป็นรากเหง้าที่มีคุณค่าของเราเองให้ปรากฏ 

จำเป็นต้องกลับไปเรียนรู้จากอดีตก็ต้องทำ พร้อมไปกับแสดงให้อาคันตุกะที่มาจากต่างแดนได้รู้จักเนื้อหาสาระของความเป็นภูเก็ต

ในส่วนของแหล่งการเรียนรู้และสถานที่แสดงกิจกรรมของท้องถิ่นที่มีคุณค่านั้น นิมิตหมายก็คือภูเก็ตกำลังสร้างพิพิธภัณฑ์ใหม่ๆขึ้น มีการพัฒนาพิพิธภัณฑ์เดิม เริ่มมีการรวมตัวกันเป็นเครือข่าย รวมไปถึงสถานที่ท่องเที่ยวที่มีกิจกรรมหรือข้อมูลความรู้ประกอบ ทั้งภาครัฐและเอกชน 

นั่นก็คือ ภูเก็ตกำลังขยับตัวไปสู่เมืองที่มีสถานที่แห่งการเรียนรู้และการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมโดยมีพิพิธภัณฑ์เป็นทัพหน้า”

 

ผมเคยเขียนไว้ที่ตรงนี้ว่าไม่มี“มิวเซียม”แสดง“กึ๋น”ในแหล่งท่องเที่ยวนานาชาติ (ฉบับวันพุธที่ 20 พฤษภาคม 2552) จะคัดเฉพาะที่สำคัญมาอีกดังนี้

แหล่งท่องเที่ยวที่ออกชื่อมานี้ หน่วยงานปลูกผักชี(โรยหน้า)มักอวดอ้างว่าเป็น“ระดับนานาชาติ” แต่มันน่าอเนจอนาถที่ไม่เคยได้ยินผู้มีอำนาจวาสนาพูดจาถึงมิวเซียมที่แสดง“กึ๋น”(คือ ภูมิปัญญา) ไม่ว่ามิวเซียมท้องถิ่น หรือ“อาร์ต มิวเซียม” แต่มักได้ยินจนหนวกหูคือลงทุนก่อสร้างสถาปัตยกรรมขยะๆ กับมีกิจกรรมทำลายสภาพแวดล้อมทางสังคมและวัฒนธรรม เพื่อกำไรสูงสุดของตัวเองเท่านั้น

ทั้งฝั่งทะเลตะวันออกและฝั่งทะเลตะวันตก ล้วนมีพยานหลักฐานโบราณคดีประวัติศาสตร์บอกความเป็นมาอันยาวนานนับพันๆปีของท้องถิ่นนั้นๆ จึงควรมี มิวเซียมจัดแสดงแบ่งปันกับเผยแพร่ความรู้ ทั้งเพื่อคนท้องถิ่น, คนทำงานต่างถิ่นที่ไปรับจ้างอยู่ที่นั่น, และเพื่อนักท่องเที่ยวไทยและต่างประเทศ

แต่ไม่มีว่ะ เออ—เอากะมันซี่ ไอ้สังคังสังคมทันสมัย แต่ไร้สมอง

ขอแนะนำให้ใช้คำว่า“มิวเซียม” แทน“พิพิธภัณฑ์”ที่เสียหายไปมากแล้ว เพราะราชการอย่างกรมศิลปากร

ในภูเก็ตยังไม่มีมิวเซียมภูเก็ต จัดแสดงแหล่งเรียนรู้ความเป็นมาของภูเก็ตตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์หลายพันปีมาแล้ว โดยมีเรื่องราวของทะเลอันดามันเป็นแกนสำคัญ แล้วอธิบายชื่อบ้านนามเมืองในภูเก็ตอย่างสง่างามตามความจริงของภาษามลายูและอื่นๆ

ตัวอย่างสำคัญมากคือชื่อจังซีลอน หรือ Junkceylon ที่อาจารย์ประสิทธิ์ ชิณการณ์ เขียนอธิบาย (ผมขออนุญาตคัดมาพิมพ์ไว้ในพื้นที่สุวรรณภูมิสังคมวัฒนธรรม) อย่างนี้ต้องจัดแสดงไว้ให้เห็นจริง

ทะเลอันดามันมี 3 ส่วนผสมอยู่ด้วยกันคือ 1. ธรรมชาติ 2. เส้นทางอารยธรรมและล่าอาณานิคม 3. พระอภัยมณี

จะเห็นว่าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติในจังหวัดภูเก็ตไม่มีประวัติศาสตร์สำคัญ 3 เรื่องที่ยกมา

ชาวภูเก็ตโปรดระวังรักษาตัวเองอย่าให้ตกอยู่ภายใต้การครอบงำของราชการล้าหลังคลั่งชาติที่อวดความทันสมัย แต่ไร้สมองและไม่พัฒนา ฉะนั้นต้องทำมิวเซียมภูเก็ตเพื่อ“คน”ในประเทศไทย รวมถึงลูกหลานคนภูเก็ต แต่ผลพลอยได้คือการท่องเที่ยว

 

map-soon28-05-52

เมืองผลึกในพระอภัยมณี ตามจินตนาการของสุนทรภู่ คือถลางหรือภูเก็ต

แผนที่แสดงฉากและบ้านเมืองต่างๆในพระอภัยมณีอยู่ทางทะเลอันดามัน เสนอโดย “กาญจนาคพันธุ์” (ขุนวิจิตรมาตรา) เป็นท่านแรก ตั้งแต่ พ.ศ. 2490