หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันอังคารที่ 26 พฤษภาคม 2552

เพิ่งเล่าเรื่องคนชั้นนำที่ผ่านๆมาหลายยุคหลายสมัย ล้วนมีแนวคิดเป็นปรปักษ์ หรือดูถูกเหยียดหยามประเทศเพื่อนบ้านที่ถูกสร้างขึ้นโดยสมุนคนชั้นนำ ทำให้เพื่อนบ้านเป็นศัตรูคู่สงครามอย่างถาวร เช่น พม่า

พยานหลักฐานเหล่านี้มีในงานวิจัยเรื่อง “ชาตินิยมในแบบเรียนไทย ทัศนคติเหยียดหยามเพื่อนบ้าน” ของ อาจารย์สุเนตร ชุตินธรานนท์(จุฬาฯ)  (ดูในสยามประเทศไทยและสุวรรณภูมิสังคมวัฒนธรรม, มติชน ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 21 พฤษภาคม 2552 หน้า 20)

ล่าสุดได้บันทึกอิเล็กทรอนิกส์จากอาจารย์ชาญวิทย์ เกษตรศิริ เล่าว่าลูกศิษย์ของท่านอ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์ (ดูภาพและใต้ภาพ) แล้วไม่เป็นสุข จึงระบายความรู้สึกขัดข้องหมองใจมาดังนี้

ในส่วนตัวแล้วผมคิดว่าเรื่องนี้น่ากลัว เพราะเรากำลังจะเป็นประชาคมอาเซียน แต่เรายังไม่สามารถขจัดอคติระหว่างกันได้เลย 

นี้คือผลจาก ประวัติศาสตร์ไทยฉบับเสี้ยมให้คนตีกัน 

อาจารย์ครับ เมื่อไรเราจะก้าวพ้นเรื่องพวกนี้ เราเป็นแค่คนส่วนน้อย ที่หวังจะสร้างความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้น แต่อุปสรรคคือวาทกรรมวิชาการกระแสหลักมันทำให้คนส่วนใหญ่เชื่อกันไปหมดแล้วว่า รอบบ้านเป็นศัตรูของเรา คนที่มีการศึกษา ผมคิดว่าคงคิดได้ แต่คนในระดับล่างซิครับ เขาเป็นเหยื่อของประวัติศาสตร์ชาตินิยมฉบับนี้ 

ผมคิดว่าสื่อมวลชนเขาถึงคนกลุ่มนี้ได้นะครับ ใช้สื่อในการสร้างวาทกรรมใหม่แบบสร้างสรรค์ แต่เขาไม่ค่อยอยากทำ เพราะคิดว่าเรื่องแบบนี้ขายข่าวไม่ได้ เขาชอบขายข่าวอย่าง “เขมร ทวงปราสาท”, “พม่า ปล้นฆ่านายจ้างไทย” แบบนี้ครับ เราถึงไม่สามารถขจัดอคติแบบนี้ได้

ผมหวังว่าอนาคตเราจะสามารถสร้างสมานฉันท์ สร้างการเรียนรู้ร่วมกันได้นะครับ และเรื่องชาตินิยมที่เป็นประเด็นทางการเมืองแบบเรื่องพระวิหาร ที่อาจารย์ว่าเป็นหลุมดำทางประวัติศาสตร์คงไม่ถูกหยิบยกเพื่อประโยชน์ของนักเล่นการเมืองอีกนะครับ

อ่านข้อความในใจของลูกศิษย์อาจารย์ชาญวิทย์แล้วโคตรแล้งเข็ญเป็นทุกข์เสียจริงๆ ล้วนเป็นผลจากสิ่งที่อาจารย์ชาญวิทย์บอกไว้ว่า “สังคมไทยของเราดูเผินๆ ทันสมัยมาก แต่ในความเป็นจริงอนุรักษนิยมสูง มีความโบราณคร่ำครึสูง” จัดเป็นสังคมที่คนทั่วไปเรียกว่า“ทันสมัย แต่ไร้สมอง” หรือ“ทันสมัย แต่ไม่พัฒนา” (ดูในมติชน ฉบับวันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม 2552) จะขอคัดมาให้อ่านเฉพาะที่เกี่ยวข้องมาดังนี้

ลักษณะ “ทันสมัย แต่ไม่พัฒนา”  กับ “ทันสมัย แต่ไร้สมอง”  ยังเห็นได้จากแหล่งเรียนรู้สำคัญที่อาจารย์ชาญวิทย์เรียก“พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ”  อันเต็มไปด้วยเรื่องราวล้าหลังคลั่งชาติ ของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ล้วนเป็นผลผลิตของยุคล่าอาณานิคม เพื่อความเป็น“ชาติ”ในจินตนาการ เพราะไม่มีจริงในโลก ตามหนังสือสุดยอดของอาจารย์เบน แอนเดอร์สัน

เหตุที่พิพิธภัณฑ์เป็นอย่างที่อาจารย์ชาญวิทย์บอก เพราะผู้บริหารพิพิธภัณฑ์ล้วนเป็นผลผลิตมาจาก“แม่พิมพ์” หรือ“เบ้าหลอม”เดียวกัน ที่มีครูบาอาจารย์ผู้สอน“ทันสมัย แต่ไร้สมอง”

แต่ครูบาอาจารย์และภัณฑารักษ์ที่อยู่ในโลกของความ“ทันสมัย แต่ไร้สมอง” นานมากไม่น้อยกว่า 50 ปีมาแล้ว ไม่เคยสำรวจตรวจสอบตนเองว่าบกพร่องตรงไหนถึงไม่มีคนเข้าพิพิธภัณฑ์

คนพวกนี้เอาดีใส่ตัว  เอาชั่วใส่ประชาชนคนอื่นอย่างไร้สมอง เลยพากันโทษประชาชนคนในสังคมไทยที่ไม่เข้าพิพิธภัณฑ์ ว่าไม่รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

สิ่งที่แสดงออกว่ารักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ คือต้องโกรธเกลียดพม่าศัตรูถาวร จึงส่งผลให้เกิดเหตุการณ์โคตรแล้งเข็ญเป็นทุกข์ตามข่าวที่ยกมา

rape-burma26-05-52

ศูนย์ข่าวหาดใหญ่-ตำรวจ สภ.สะเดา รวบ 2 วัยรุ่นแก๊งปล้นข่มขืนลูกจ้างกรีดยางชาวพม่า สารภาพก่อเหตุมาแล้ว 20 ครั้ง อ้างไม่ชอบคนพม่าที่สมัยบรรพบุรุษเคยยกทัพมาตีประเทศไทย ที่สำคัญ เมื่อถูกปล้นชาวพม่าจะไม่กล้าแจ้งความ

วันนี้ (5 พ.ค.) ตำรวจ สภ.สะเดา จ.สงขลา จับกุม นายอุสมาน หมัดแสละ อายุ 20 ปี อยู่บ้านเลขที่ 111/1 ม.5 ต.สำนักแต้ว อ.สะเดา จ.สงขลา และ นายอดินันท์ ขยันดี อายุ 18 ปี 6/1 ม.3 ต.สำนักแต้ว อ.สะเดา จ.สงขลา สองผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดนาทวี ในคดีปล้นทรัพย์พร้อมของกลางรถจักรยานยนต์ 2 คัน และซากรถจักรยานยนต์อีก 4 คัน เครื่องเล่นดีวีดี และกล้องถ่ายรูป

หลังจากที่ทั้งสองคนได้ร่วมกับพวกอีก 13 คน ตระเวนก่อเหตุปล้นและข่มขืนครอบครัวชาวพม่าที่เข้ามาประกอบอาชีพรับจ้างกรีดยางในพื้นที่ อ.สะเดา จ.สงขลา โดยเงินที่ได้จากการปล้นและทรัพย์สินอื่นๆ เช่น รถจักรยานยนต์ โทรศัพท์มือถือจะนำไปขายเพื่อซื้อยาเสพติดมาเสพ

จากการสอบสวนผู้ต้องหาทั้งสองคนรับสารภาพว่าเหตุที่เลือกปล้นเฉพาะชาวพม่า เพราะว่าไม่ชอบคนพม่าที่สมัยบรรพบุรุษพม่ายกทัพมาตีประเทศไทย ที่สำคัญ เมื่อถูกปล้นชาวพม่าจะไม่กล้าแจ้งความ เพราะบางส่วนหลบหนีเข้าเมือง ในขณะที่ผู้ต้องหาในแก๊งนี้อีก 13 คน เจ้าหน้าที่กำลังอยู่ระหว่างการติดตามจับกุมonline forzest avanafil order}