หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันพฤหัสบดีที่ 21 พฤษภาคม 2552

ก่อนมีประวัติศาสตร์แห่งชาติเป็นแบบเรียน ให้มีการสอนการเรียนในระบบโรงเรียนทั่วประเทศ ประชาชนคนทั่วไปไม่มีความคิดเป็นปรปักษ์ดูถูกเหยียดหยามประเทศเพื่อนบ้าน

ตรงข้ามเสียอีก กลับจะมีสำนึกว่าคนในประเทศเพื่อนบ้านเป็นญาติมิตร แล้วมีวัฒนธรรมหรือวิถีชีวิตอย่างเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน ยิ่งประชาชนอยู่ตามพรมแดนประเทศเพื่อนบ้าน ยิ่งเกี่ยวดองเป็นเครือญาติในชีวิตประจำวัน แล้วได้พึ่งพาอาศัยเผื่อแผ่แบ่งปันกันและกัน

คนชั้นนำที่กุมอำนาจรัฐไทยต่างหากที่มีทัศนคติเป็นปรปักษ์หรือดูถูกเหยียดหยามประเทศเพื่อนบ้านเป็นศัตรูคู่สงคราม แล้วผลิตเล่ห์กลใช้อำนาจบังคับให้ประชาชนมีแนวคิดตรงกับคนชั้นนำที่กุมอำนาจ เพื่อสร้างความยิ่งใหญ่ให้ตัวเองกับสมุนบริวาร

คนชั้นนำที่กุมอำนาจยุคอาณานิคมต่อเนื่องถึงยุคสงครามเย็น เป็นผู้น้อมรับแนวคิดและค่านิยมจากภายนอกมาใช้งาน เช่น ชาตินิยม ฯลฯ แล้วมีความคิดแข็งแรงว่าประชาชนทั้งประเทศไทยไม่รู้จักรักชาติไทยและความเป็นไทย หรือรู้น้อยไปและรักน้อยไป จึงต้องอบรมสั่งสอนอย่างเข้มงวดผ่านการศึกษาในระบบให้ประชาชนมีค่านิยมและแนวคิดถูกต้องตรงกับคนชั้นนำที่กุมอำนาจ

ค่านิยมและแนวคิดของคนชั้นนำยุคนั้น มุ่งสถาปนาความรักชาติด้วยการเขียนชีวประวัติชาติและวีรบุรุษของประเทศ ให้เก่งกล้าสามารถสูงส่งกว่าศัตรู จึงนำพาชาติไทยและคนไทยมีเอกราชและยิ่งใหญ่

แนวคิดเหล่านี้ล้วนเป็นปรปักษ์หรือดูถูกเหยียดหยามประเทศเพื่อนบ้านที่ถูกสร้างโดยสมุนของคนชั้นนำให้เพื่อนบ้านเป็นศัตรูคู่สงครามถาวรตั้งแต่บัดนั้นจนบัดนี้

“จนท้ายที่สุดก่อเกิดเป็นข้อยุติที่ตายตัว” อาจารย์สุเนตร ชุตินธรานนท์ (และคณะ)แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สรุปไว้ในงานวิจัยฯ “คนไทยยังมองเพื่อนบ้านด้วยสายตาค่อนข้างจะดูถูกดูหมิ่น หรือบางครั้งถึงกับมองในฐานะคู่สงคราม ซึ่งล้วนเป็นมุมมองที่พร้อมจะก่อให้เกิดปัญหาได้ในหลายด้าน—”

“สรุปได้ว่าในโลกแห่งความเป็นจริง ขณะที่เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาลในภาคส่วนต่างๆ แต่ฐานแห่งความรู้ในสังคมไทยพัฒนาไม่ทันการเปลี่ยนแปลง”

ทั้งนี้มีเหตุจากคนชั้นนำที่กุมอำนาจรัฐไทยนั่นแหละมีเจตนาสร้างศัตรูคู่สงครามรอบบ้านขึ้นมา

ทางแก้ไขเรื่องนี้ที่ควรแนะนำ คือคนชั้นนำที่กุมอำนาจต้องเร่งรัดปรับตัวเองให้ติดตามความรู้ใหม่ในโลกที่เปลี่ยนแปลงไม่มีเวลาหยุดรอใคร มีอำนาจมากขนาดไหนก็หยุดยั้งการเปลี่ยนแปลงให้รอไม่ได้

แรกสุดต้องปรับปรุงตัวเองให้รู้ความหมายของชาติไทยและความเป็นไทยให้กว้างขึ้นจนถึงกว้างที่สุด เช่น ชาติไทยเป็น“ประชาชาติ” ความเป็นไทย คือความเป็น“ประชาชาติ” อันหลากหลายที่คล้ายคลึงกัน

“การปรับตัวที่ประสบความสำเร็จ คือกระทำแก่คนชั้นนำเป็นหลัก ไม่ใช่ทำกับประชาชนเป็นหลัก” อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ เขียนแนะนำไว้ในบทความเรื่อง “ภาวะการนำที่ต้องปรับ”(พิมพ์ในมติชน ฉบับวันจันทร์ที่ 18 พฤษภาคม 2552 หน้า 6) มีตัวอย่างการปฏิรูปการปกครองสมัย ร. 5 กับการปฏิวัติของคณะราษฎรเมื่อ พ.ศ. 2475

ถ้าไม่เชื่อก็ไม่มีใครทำอะไรหรอก แต่กาลเวลาจะทำให้คนชั้นนำสูญเสียการ “นำ”ไปเอง

thong21-05-52

ฉากสุดท้ายของละครปลุกใจรักชาติเรื่องอานุภาพพ่อขุนรามคำแหง ที่เน้นเรื่องชาติ (ไทย) ศาสนาและพระมหากษัตริย์ บทประพันธ์ของหลวงวิจิตรวาทการ (กิมเหลียง วัฒนปฤดา หรือ วิจิตร วิจิตรวาทการ) แสดงครั้งแรกเมื่อปี 2497 สมัยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม (รูปและคำอธิบายจากหนังสือ จากสยามเป็นไทย นามนั้นสำคัญไฉน ของ ชาญวิทย์ เกษตรศิริ สำนักพิมพ์มติชน พิมพืเมื่อ พ.ศ. 2548)