หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันอังคารที่ 19 พฤษภาคม 2552

ศูนย์กลางอำนาจของรัฐกรุงศรีอยุธยา(ที่ได้รับยกย่องเป็น “ราชอาณาจักรสยาม” แห่งแรก) คือพระนครศรีอยุธยา ตั้งอยู่บริเวณที่ลุ่มต่ำน้ำล้อมรอบ มีสัณฐานเป็นเกาะ ดังกลอนเพลงยาวพระราชนิพนธ์ฯ พรรณนาว่า

บริเวณอื้ออลด้วยชลธี   ประดุจเกาะอสุรีลงกา

นายวิทยา ผิวผ่อง ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา กำหนดให้พัฒนาการท่องเที่ยวทางน้ำรอบเกาะเมืองอยุธยาที่มีวิถีชีวิตกับสถานที่สำคัญอยู่โดยรอบ โดยเฉพาะมีศาสนสถาน พุทธ-คริสต์-อิสลาม อยู่ร่วมกันมาตั้งแต่ยุคกรุงศรีอยุธยา (มติชน ฉบับวันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม 2552 หน้า 9) ว่า

“สิ่งต่างๆ ทั้งหมดถือเป็นทุนทางสังคมที่บรรพชนสร้างไว้ให้ลูกหลานชาวอยุธยาใช้ประโยชน์ร่วมกัน และแนวทางหนึ่งที่จะสามารถสร้างรายได้คือการท่องเที่ยวทางน้ำซึ่งที่ผ่านมามีการเปิดเส้นทางน้ำล่องเรือรอบเกาะเมือง ปัจจุบันมีเรือบริการนักท่องเที่ยวไม่ต่ำกว่า 60 ลำ และได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นทุกวัน ขณะเดียวกัน ทำให้ธุรกิจชุมชนต่อเนื่องจากการท่องเที่ยว ทั้งร้านอาหาร สินค้าที่ระลึก ชาวประมงพื้นบ้านได้รับผลประโยชน์จากการเติบโตของการท่องเที่ยวทางน้ำด้วย”

แต่ผู้ว่าฯอยุธยาไม่ได้พูดถึงทุนทางวัฒนธรรม นั่นคือความรู้“ภูมิสังคม”ของพระนครศรีอยุธยา มีอยู่ในเอกสารเก่าจากหอหลวงฯพรรณนา“ภูมิสถาน”ในพระนครศรีอยุธยา แสดงให้เห็นประวัติศาสตร์สังคมและเศรษฐกิจที่ไม่มีในตำรา เช่น ถนนหนทาง, สะพาน, ตลาด, ฯลฯ และท่าเรือ รวมทั้งทำนบรอให้ช้างม้าวัวควายข้ามแม่น้ำเข้าออกเกาะเมือง

กรุงศรีอยุธยาเป็นเมืองน้ำ นอกจากจะมีแม่น้ำล้อมรอบจนเป็นเกาะแล้ว ภายในพระนครยังเต็มไปด้วยคูคลองซอยต่างๆมากมาย และนอกพระนครออกไป  ก็เป็นลำน้ำน้อยใหญ่ไปสู่หมู่บ้านตำบลต่างๆดังใยแมงมุมมหึมา พาหนะสำคัญเพื่อการสัญจรจึงจะต้องเป็นเรือซึ่งมีทั้งเรือหลวงและเรือราษฎร

ราษฎรที่มีเรือของตัวเองย่อมเดินทางไปมาหาสู่ที่ไหนๆได้สะดวกและตามสบาย แต่พวกที่ไม่มีเรือส่วนตัวก็ต้องอาศัยเรือจ้าง เอกสารจากหอหลวงระบุว่า มีท่าเรือจอดรับผู้โดยสารเป็นประจำอยู่ 2 ประเภท คือ ท่าเรือราชการ 2 ท่า ท่าเรือจ้างทั่วไป 20 ท่า

ท่าเรือราชการ มีเรือคอยราชการประจำทั้งกลางวันและกลางคืน 2 ท่า คือท่าขุนนางพระราชวังหลวง อยู่ด้านตรงฉนวนน้ำที่มีศาลาย่านกลาง ข้ามออกจากกรุงไปขึ้นท่าศาลาตระเวนฟากคลองสระบัวย่านวัดหน้าพระเมรุ ท่าขุนนางวังหน้า ริมป้อมมหาไชย ตรงหน้าพระราชวังจันทน์ ข้ามออกจากกรุงไปขึ้นที่วัดแม่นางปลื้มกับวัดท่าโขลง(ใกล้ทำนบรอ)

ท่าเรือจ้างทั่วไปมี 20 ท่า มีชื่อสถานที่ท่าจอดเรือจ้างทั้ง 20 ท่า อยู่ในเอกสารจากหอหลวงฯ ผมเคยคัดลอกมาพิมพ์ไว้ในหนังสืออยุธยายศยิ่งฟ้า นานหลายปีแล้ว (สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2543)

เรื่องราวเหล่านี้เป็นประวัติศาสตร์มีชีวิตแท้จริง จะอุดหนุนให้นั่งเรือเที่ยวรอบเกาะได้สนุกมากขึ้น แล้วมีรายได้ดีขึ้น ขณะเดียวกันก็เป็นแหล่งเรียนรู้ แบ่งปันคนอยุธยากับคนอื่นๆทั่วประเทศ

เหตุที่ความรู้เหล่านี้ไม่มีแบ่งปันเผยแพร่ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และไม่มีในสำนึกของผู้เกี่ยวข้องโดยตรง เช่น กระทรวงวัฒนธรรม ก็เพราะผู้ได้รับมอบหมายให้มีอำนาจหน้าที่โดยตรงมักเอาเวลาไปเสพไวน์ราคาแพงที่ผู้รับเหมาบูรณะโบราณสถานเอามาตั้งสังเวย เลยไม่ได้ทำความรู้ให้ท้องถิ่นอยุธยา

e0b8aae0b8b2e0b8a2e0b881e0b8a5e0b8b2e0b88719-05-52

อัฐิใคร -นายสายกลาง จินดาสุ นักโบราณคดี บริษัทกันกนิษ จำกัด รับงานจากกรมศิลปากร ขุดค้นและบูรณะพระอุโบสถวัดธรรมาราม ต.บ้านป้อม                           อ.พระนครศรีอยุธยา พบหม้อบรรจุกระดูกของคนในสมัยกรุงศรีอยุธยา (ภาพเล็ก) ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นอัฐิของพระสงฆ์รูปสำคัญในอดีต (ภาพและคำบรรยายจาก มติชน ฉบับวันอังคารที่ 12 พฤษภาคม 2552 หน้า 15)

กรุณาอย่าสร้างกระแสเจ้าเล่ห์แสนกลบนความอ่อนแอของสังคมไทยให้เป็นอัฐิพระราชคณะยุคอยุธยา