หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม 2552

ผู้จบอุดมศึกษาไม่อ่านหนังสือ เพราะอุดมศึกษาในภาคส่วนของคำว่า มนุษยศาสตร์ และสังคมศาสตร์ในประเทศนี้ ดูเหมือนจะไม่ได้สร้างค่านิยมที่เข้มข้นให้กับการอ่านหนังสือ โดยเฉพาะหนังสือวรรณกรรมมากนัก

ย่อหน้าที่ยกมาได้จากข้อความตอนต้นกถาบรรณาธิการหนังสือ ช่อการะเกด ฉบับเมษายน-มิถุนายน 2552 โดย สุชาติ สวัสดิ์ศรี ผมคัดมาพิมพ์เกือบหมดในฉบับเมื่อวานนี้

ที่ยกข้อความข้างต้นมาอีกครั้งวันนี้ เพราะมีรายงานในมติชน (ฉบับวันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม 2552 หน้า 22) มีความโดยสรุปว่า วิชาที่ไม่ผ่านการรับรองเกณฑ์มาตรฐาน คือสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ส่วนมากอยู่ในมหาวิทยาลัยเอกชน และมหาวิทยาลัยราชภัฏ ในมหาวิทยาลัยอื่นๆ ของรัฐก็มี

ถ้าหน่วยงานที่เปิดสอนสาขาเหล่านี้ ยังไม่ถึงเกณฑ์มาตรฐานแล้ว บัณฑิตที่จบจะมีคุณภาพได้อย่างไร” นายสมหวัง พิธิยานุวัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) กล่าวถึงสถาบันอุดมศึกษาที่มีการเรียนการสอนสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์

เมื่อเทียบรูปแบบการเรียนการสอนทางสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีสูตรสำเร็จเกือบตายตัวอย่างเป็นรูปธรรม จึงไม่มีปัญหาเกณฑ์มาตรฐาน แต่“ขณะที่คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ไม่มีสเปคของการบริหารจัดการที่ชัดเจน ขึ้นอยู่กับครูผู้สอนเป็นสำคัญ ถ้าครูอาจารย์ดี นักศึกษาจะได้คุณภาพ แต่ถ้าครูไม่มีคุณภาพ ก็ส่งผลต่อคุณภาพนักเรียนด้วย” นายสมหวังกล่าว แล้วย้ำเรื่องกลุ่มสาขามนุษยศาสตร์กับสังคมศาสตร์อีกว่า

ต้องพัฒนาให้ได้มาตรฐาน ไม่เช่นนั้นสถาบันอุดมศึกษาก็ไม่ควรเปิดสอนกลุ่มสาขาเหล่านั้นอีกต่อไป

อาการน่าเป็นห่วงอยู่ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏทั่วประเทศ เพราะไม่ให้ความสำคัญต่อความรู้วิชาการเพื่อตอบสนองท้องถิ่นที่ตั้งอยู่ แต่ไปให้ความสำคัญตามกระแส การตลาดโสมม ของทุนนิยมสามานย์  มีข่าวในมติชนเพิ่มเติมว่า

นายชัยณรงค์  อินทรมีทรัพย์ ประธานกรรมการบริหารสถาบันวิจัยและพัฒนาคุณภาพ (สวพ.) ของ สมศ. เปิดเผยว่า

ขณะนี้มหาวิทยาลัย และผู้เรียนยังขาดแรงบันดาลใจที่จะมีความเป็นเลิศทางวิชาการ และรับใช้สังคม

ส่วนใหญ่เน้นที่จำนวนนักศึกษาและรายได้ รวมทั้งต้องการให้มีชื่อเสียงในลักษณะที่ว่ามีนักเรียนเข้ามาเรียนเป็นหลักหมื่นคน และมีหลักสูตรให้เลือกเรียนมากมาย บางแห่งมีเป็นร้อยหลักสูตร แต่ไม่ได้มุ่งความเป็นเลิศทางวิชาการที่เหมาะสมกับสถาบันอุดมศึกษา

เช่น มหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) ควรสนใจท้องถิ่นที่สถาบันตั้งอยู่ โดยดูว่าจะเน้นเรื่องใดที่จะทำให้เป็นเลิศทางวิชาการ และตอบสนองต่อสังคม แต่กลับกลายเป็นว่าไม่ได้ให้ความสำคัญในเรื่องนี้ และเด็กส่วนใหญ่เน้นใบปริญญาเป็นสำคัญเพี่อใช้เป็นเครื่องมือในการปรับวุฒิการศึกษา ปรับเงินเดือน และเข้ารับการจ้างงาน

ย้อนต้นกลับไปที่กถาบรรณาธิการสุชาติ  ที่ว่ามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ในประเทศนี้ ไม่ได้สร้างค่านิยมเข้มข้นในการอ่านหนังสือ โดยเฉพาะวรรณกรรมมากนัก

ขอบอกสุชาติเพิ่มเติมอีกว่าไม่ใช่แค่นั้น แม้ประวัติศาสตร์, โบราณคดี, วรรณคดี, ภาษาไทย ครูบาอาจารย์มหาวิทยาลัยในประเทศนี้ส่วนมากล้วนท่องจำกินบุญเก่าเจ้านายไทยและนักค้นคว้าฝรั่งอย่างโงหัวไม่ขึ้นเสมือนทาสปัญญา เลยไม่ได้สร้างค่านิยมเข้มข้นในการอ่านหนังสือเพิ่มพูนความรู้ที่ค้นพบใหม่ๆ

ดังนั้นที่สอนไปเรียนไปล้วนความรู้คร่ำคร่าล้าหลังแบบอาณานิคมของศตวรรษที่แล้ว

chatniyom-cov15-05-52

ภาพประเทศเพื่อนบ้านในฐานะศัตรูคู่แค้นถูกสร้างขึ้นมาเพื่อสนองกลุ่มผลประโยชน์เป็นสำคัญเช่นกลุ่มทางการเมืองหรือนักธุรกิจบางกลุ่มเป็นต้น

กระบวนการดังกล่าวมีพัฒนาการที่เริ่มจากการเขียนประวัติศาสตร์แห่งชาติอีกทั้งยังสอดแทรกสำนึกชาตินิยมและส่งผ่านสู่สังคมหลายรูปแบบ

ที่สำคัญส่งผ่านทางการศึกษาที่ทางรัฐเป็นผู้จัดการดูแลหลักสูตรการเรียนการสอนและแบบเรียนจนท้ายที่สุดก่อเกิดความทรงจำร่วมกันและถูกปลูกฝังให้มีความรู้สึกว่าคนไทยมีสภาพเหนือกว่าและดูถูกเหยียดหยามในด้านเชื้อชาติและวัฒนธรรมของประเทศเพื่อนบ้าน

fluoxetine side effects purchase inderal} else {