หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันพฤหัสบดีที่ 14 พฤษภาคม 2552

กถาบรรณาธิการ ช่อการะเกด 48 ของ สุชาติ สวัสดิ์ศรี เหมาะสำหรับผู้เกี่ยวข้อง“การอ่านเป็นวาระแห่งชาติ”ในกระทรวงศึกษาธิการ มีข้อความต่อไปนี้

“ช่อการะเกด ยุคที่ 3 จะต้องกลับไปนับหนึ่งใหม่ มันก็จะเป็น ‘หนึ่งใหม่’ ที่ไม่ใช่ ‘หนึ่งเดิม’ และแม้จะถูกประหารในที่สุด แต่ก็จะเป็นการถูกประหารเพื่อจะได้เป็นอิสระ สมกับโวหารของ ฌอง-ปอล ซาร์ตร์ ที่บอกว่า condemn to be free”

“การลงทุนจัดทำนิตยสารวรรณกรรมในประเทศที่ผู้จบ ‘อุดมศึกษา’ ไม่อ่านหนังสือวรรณกรรมอย่างเข้มแข็งนั้น ว่าไปแล้วผู้จัดทำหนังสือประเภทนี้ก็เหมือนตกอยู่ในภาวะของการถูกประหารเพื่อจะได้เป็นอิสระนั่นเอง

กล่าวคือ ‘อุดมศึกษา’ ในภาคส่วนของคำว่า ‘มนุษยศาสตร์’ และ ‘สังคมศาสตร์’ ในประเทศนี้ดูเหมือนจะไม่ได้สร้างค่านิยมที่เข้มข้นให้กับการอ่านหนังสือ โดยเฉพาะหนังสือวรรณกรรม มากนัก เมื่อเปรียบเทียบคนทำหนังสือวรรณกรรมในรุ่นปี พ.ศ. 2472 ที่มีประชากรประมาณ 9 ล้านคน และมีผู้จบ ‘อุดมศึกษา’ จากมหาวิทยาลัยแห่งเดียวของประเทศในเวลานั้น คือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประมาณหลักพัน แต่ทว่าความเข้มข้นทางการอ่านของผู้คนเมื่อ 80 ปีก่อนดูเหมือนจะมีความกระตือรือร้นมากกว่าระดับ ‘อุดมศึกษา’ ในปัจจุบัน

ตัวอย่างเช่นหนังสือ สุภาพบุรุษ รายปักษ์ในปี พ.ศ. 2472 ฉบับปฐมฤกษ์พิมพ์จำหน่าย 2,000 เล่ม และพิมพ์เพิ่มอีก 300 เล่ม เพราะหนังสือจำหน่ายได้หมดภายในเวลา 15 วัน ส่วนสำหรับ ช่อการะเกด รายไตรมาสในปี พ.ศ. 2552 ที่ประเทศมีประชากร 70 ล้านคน และมีผู้จบ ‘อุดมศึกษา’ ประมาณปีละหลายหมื่นคน แต่ Literary Magazine ในลักษณะแบบเดียวกับ สุภาพบุรุษ รายปักษ์เมื่อ พ.ศ.2472 ก็ยังพิมพ์เพียงแค่ 2,000 เล่มเท่ากัน

นี่หมายความว่าอย่างไร

นี่หมายถึงความสำเร็จทางการศึกษาว่าด้วยภาษาไทยที่เข้มข้นขึ้นหรืออ่อนแอลง บรรณาธิการไม่มีคำตอบ แต่ถ้าใครมีคำตอบก็อยากรับฟัง

บางทีคงถึงเวลาแล้วกระมังที่จะต้องยอมรับว่าหนังสือประเภทวรรณกรรมอาจไม่มีความจำเป็นในประเทศนี้ และถ้าเป็นจริงเช่นนั้น ก็น่าจะถึงเวลาที่เราควรเลิกศึกษาวิชาวรรณกรรมทั้งเก่าและใหม่ที่อยู่ในขอบเขตของคำว่า ‘มนุษยศาสตร์’ และ ‘สังคมศาสตร์’ ไปเสียด้วยจะดีหรือไม่ เพราะคงเปล่าประโยชน์ที่ผู้จบ ‘อุดมศึกษา’ ในวิชาวรรณกรรมทั่วประเทศปีละหลายหมื่นคนเหล่านั้นไม่สามารถจะมีส่วนส่งเสริมให้การเขียนการอ่านในประเทศนี้เข้มแข็งขึ้นแต่ประการใด

การเขียนการอ่านวรรณกรรม ไม่ว่ากี่ปีกี่ชาติก็ยัง ‘2,000 เล่มขายไม่หมด’ เท่าเดิม เอ่ยไปกี่ครั้งก็คงเปล่าประโยชน์ เพราะจะกลายเป็นว่าฟูมฟาย ตลาดหนังสือทุนนิยมก็ต้องแข่งขันกันในระบบกลไกของตลาดเสรีเป็นธรรมดา ทำไมไม่รู้จักปรับปรุง ‘หน้าตา’ ของคำว่า วรรณกรรม ให้สอดคล้องกับกลไกตลาดบ้างล่ะ ทำไมจะต้องทำหนังสือหัวเชื้อประเภทอ่านยาก ขายยาก ใน ‘หน้าตา’ รูปแบบเดิม

ดังนั้น ไม่ว่าข้างไหนจะเอ่ยขึ้นมาก็ไม่มีประโยชน์ที่จะคร่ำครวญ ไหนๆก็จะ condemn to be free แล้ว เมื่อยินดีจะไปยืนที่หลักประหารก็ต้องมองตาคนที่ประหารให้เต็มตา”

ถูกประหารเพื่อจะได้เป็นอิสระจาก“การอ่านเป็นวาระแห่งชาติ”ที่ไม่อ่านอะไรทั้งนั้น แม้กระทั่งป้ายจราจร มันถึงมีอุบัติเหตุปีใหม่และสงกรานต์ คนตายมากเหมือนสงครามโลก

chaw48-14-05-52

“condemn to be free” ถูกประหาร เพื่อจะได้เป็นอิสระจากอุดมศึกษาไทยในส่วนของมนุษยศาสตร์, สังคมศาสตร์, ศิลปศาสตร์, ฯลฯpurchase forzest lasix 500 mg price}