หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม 2552

การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย รวมถึงการจัดการศึกษาโดยท้องถิ่น ล้วนเป็นอุปกรณ์สำคัญอย่างหนึ่งที่จะผลักดันให้สังคมไทยมีปัญญาก้าวหน้าและทันสมัย ขณะเดียวกันจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำต่ำสูงไปสู่ความเสมอหน้า, เสมอภาค, เท่าเทียม,ฯลฯ

“เรายังมีปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านรายได้และศักดิ์ศรี ที่เป็นมูลเหตุสำคัญประการหนึ่งของความขัดแย้งในปัจจุบัน” อาจารย์ผาสุก พงษ์ไพจิตร บอกไว้ในข้อเขียนเรื่องความเหลื่อมล้ำกับความขัดแย้งในปัจจุบัน (มติชน ฉบับวันพุธที่ 6 พฤษภาคม 2552 หน้า 6) แล้วถามว่าถึงเวลาแล้วหรือยังที่สังคมไทยจะยอมรับว่ามีปัญหาลึกๆในสังคมเรา คือความจนและความเหลื่อมล้ำ เพื่อจะได้ร่วมกันแสวงหาทางไปสู่สังคมไทยเสมอหน้าที่สันติสุขมากขึ้น

สังคมไทยเสมอหน้าจะมีขึ้นได้ก็ด้วยพลังทางการศึกษา ทั้งในระบบและนอกระบบฯตามที่เขียนบอกไว้ข้างต้น

แต่แล้วก็ใจหาย เมื่ออ่านข่าวในมติชน (ฉบับวันพุธที่ 6 พฤษภาคม 2552 หน้า 22) ที่อาจารย์สมพงษ์ จิตระดับ แห่งคณะครุศาสตร์ จุฬาฯ อธิบายแนวทางการปฏิรูปการศึกษารอบสองของกระทรวงศึกษาธิการ แล้วพาดพิงถึงการศึกษานอกระบบฯ ดังนี้

“ที่ผ่านมา นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง ศธ. ได้ประกาศนโยบายที่จะสนับสนุนการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย และการจัดการศึกษาโดยท้องถิ่น ตั้งแต่วันแรกที่เข้ารับตำแหน่ง แต่จนถึงขณะนี้รัฐบาลบริหารงานมาเป็นเวลานานกว่า 4 เดือนแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้ดำเนินการเรื่องดังกล่าว”

ระบบราชการอันล้าหลังอย่างเจ้าขุนมูลนาย แล้วเจ้ายศเจ้าอย่างเป็นเครื่องพันธนาการพะรุงพะรังของกระทรวงศึกษาธิการ น่าจะเป็นปฏิปักษ์ต่อนโยบายสนับสนุนการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย รวมทั้งการจัดการศึกษาโดยท้องถิ่น จึงต้องตามคติหมู่อำมาตย์ที่ว่า “จะป้องกันมิให้ไพร่ได้วิชา” (พระอภัยมณีของสุนทรภู่)

ขนาดมีคณะบุคคลกลุ่มหนึ่งพร้อมจะสนับสนุนจุนเจือ “ความมีชีวิต” ให้ห้องสมุดประชาชน “เฉลิมราชกุมารี” โดยไม่มีค่าใช้จ่าย พวกผู้บริหารระดับสูงตั้งแต่รัฐมนตรีลงไปยัง “ดอง” ป้องกันมิให้ประชาชนคนท้องถิ่นได้วิชา แล้วให้คนไม่มีประสิทธิภาพ และไม่อ่านหนังสือ มีอำนาจเหนือห้องสมุดประชาชน นี่เองอาจารย์สมพงษ์จึงบอกว่า

“แนวทางการจัดการศึกษาของชาติในขณะนี้อยู่ในมือของคนเพียง 8 คน เท่านั้น ที่จะกำหนดทิศทางการศึกษาของชาติ คือรัฐมนตรีและผู้บริหารองค์กรบริหารหลักใน ศธ. ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิด แต่คงไม่เหมาะสมสำหรับการจัดการศึกษาของชาติ ที่ต้องการการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในสังคมไทย”

“จุดบอดของการปฏิรูปการศึกษาในครั้งที่ผ่านมา พบว่าเป็นการสืบทอดระบบโครงสร้างนิยม เป็นเพียงการปฏิรูปที่เพิ่มหน่วยงานใหม่ โครงสร้างใหม่เท่านั้น โดยหน่วยงานใหม่เหล่านี้ต้องใช้ทรัพยากรโดยเฉพาะงบประมาณสูงมาก แต่เมื่อมองถึงด้านคุณภาพกลับอยู่ในระดับต่ำ และเงินต่างๆก็เข้าไม่ถึงการพัฒนาเด็ก”

“ส่วนข้อผิดพลาดใหญ่ของรัฐบาลปัจจุบันต่อการปฏิรูปการศึกษา คือการใช้แนวทางประชานิยมมาจัดการศึกษา” อาจารย์สมพงษ์ย้ำ

ประชานิยมแก้ไขความเหลื่อมล้ำไม่ได้ ถึงแก้ได้บ้างก็ไม่แข็งแรง ไม่ยั่งยืน ไม่นานก็ล้มครืนคืนสู่ความไม่เสมอภาค, ไม่เท่าเทียม, ฯลฯ เหมือนเดิม

srimahosot-music11-05-52

ครูและนักเรียนอยากได้วิชาอยู่หน้าห้องสมุดประชาชน “เฉลิมราชกุมารี” ศรีมโหสถ ปราจีนบุรีfluoxetine hcl buy prednisone 10mg