หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันจันทร์ที่ 4 พฤษภาคม 2552

“คนไทยเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต” เป็นวิสัยทัศน์ของการปฏิรูปการศึกษาที่ยงยุทธ ยุทธวงศ์ (ประธานคณะกรรมการสภาการศึกษาฯปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง) เสนอแนะไว้ในข้อเสนอเรื่องสาม“ใหม่”ปฏิรูปการศึกษาอย่างเป็นระบบ (มติชน ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายน 2552 หน้า 7)

ปฏิรูปการศึกษาครั้งนี้ อาจารย์ยงยุทธบอกว่าต้องปฏิรูประบบการศึกษาและการเรียนรู้พร้อมกัน

ระบบการศึกษา คือระบบที่รัฐและเอกชนร่วมกันจัดดำเนินการ ฯลฯ

ส่วนระบบการเรียนรู้ อาจารย์ยงยุทธอธิบายสรุปว่าคือ“ระบบที่ทำให้คน มีการใฝ่รู้ เรียนรู้ ศึกษาด้วยตนเอง รวมทั้งค้นคว้าสร้างสรรค์ โดยอาจอยู่ในระบบการศึกษาอย่างทางการ หรือไม่ทางการก็ได้ และอาจมีเครื่องมือต่างๆช่วยให้เกิดสัมฤทธิผล”

“โดยเน้นการเรียนรู้ของผู้เรียนมากกว่าการสอนแบบเดิม”

ตามเนื้อความที่ยกมานี้ ทำให้ผมคิดถึงเครื่องมือการเรียนรู้มีหลากหลายมาก เช่น ห้องสมุด, พิพิธภัณฑ์, โรงละคร-ดนตรี, สวนสัตว์, สวนสาธารณะ, ชุมชนท้องถิ่น, ท้องไร่ท้องนา, ฯลฯ แต่ที่สำคัญมากคือ“สื่อ” เช่น โทรทัศน์, วิทยุ, หนังสือพิมพ์, นิตยสาร, ฯลฯ

อาจารย์ยงยุทธสรุปท้ายบทความว่า “การปฏิรูปการศึกษาในรอบใหม่นี้ จะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อทุกภาคส่วนของสังคมไทยให้ความสำคัญอย่างแท้จริง ทั้งภาครัฐและเอกชน ทั้งภายในและภายนอกระบบการศึกษา ไม่เพียงแต่ถือว่าเป็นเรื่องของกระทรวงศึกษาธิการ หรือสภาการศึกษาเท่านั้น”

ปัญหาขณะนี้ไม่ได้อยู่ที่ภาคเอกชน แต่อยู่ที่ภาครัฐ ไม่ได้อยู่ภายนอก แต่อยู่ภายในระบบการศึกษา และที่สำคัญมากๆคือกระทรวงศึกษาธิการมีพฤติกรรมสุ่มเสี่ยงโดยถือว่าการปฏิรูปการศึกษาเป็นสมบัติส่วนตน แล้วไม่ต้องการความร่วมมือจากภาคเอกชนที่อยู่ภายนอกระบบการศึกษา

ดูได้จากวิธีบริหารจัดการห้องสมุดประชาชน “เฉลิมราชกุมารี” ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้ในระบบการเรียนรู้สำคัญมากๆ กระทรวงศึกษาธิการปล่อยให้อยู่ในกำมือของคนไม่อ่านหนังสือ คนไม่เป็นธรรม คนไม่เห็นความเสมอภาค คนไม่เห็นค่าความเท่าเทียมในความเป็นคนของชาวบ้าน จึงไม่ได้บริหารจัดการห้องสมุดประชาชนเพื่อชาวบ้าน แต่ทำเพื่อประโยชน์เฉพาะหน้าของตนเองในระบบราชการกระทรวงฯเท่านั้น

หมอประเวศ วะสี บอกไว้ล่าสุดว่า “ความยากจนเกิดจากการขาดความเป็นธรรม การขาดความเป็นธรรมเป็นโครงสร้างที่ซับซ้อน และแน่นหนา

ระบบราชการไม่มีสมรรถนะพอที่จะแก้โครงสร้างแห่งความไม่เป็นธรรมอันซับซ้อน และแน่นหนา จึงไม่มีทางทำได้สำเร็จลำพังตนเอง” (มติชน ฉบับวันพุธที่ 29 เมษายน 2552 หน้า 2)

ห้องสมุดประชาชนฯ เป็นแหล่งเรียนรู้ที่ให้คนไทยเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต แล้วทำให้เกิดปัญญา ในที่สุดก็ทำให้มีความเป็นธรรม แล้วขจัดความยากจนได้ หมอประเวศจึงบอกอีกว่า

“การร่วมมือกันขจัดความยากจน คือการร่วมมือกันสร้างความเป็นธรรม

ในสังคมที่เป็นธรรม ผู้คนจะรักกัน และรักชาติบ้านเมือง”

ปัญหาอยู่ที่ในห้องสมุดประชาชน “เฉลิมราชกุมารี”บางแห่งไม่เป็นธรรม ไม่เสมอภาค และไม่ทัดเทียม แล้วจะสร้างปัญญาเพื่อขจัดความยากจนได้อย่างไร?

gerrajaeun4-05-52

การแปล เกอราจาอัน เป็นภาษาไทยหลังจากการพิมพ์เผยแพร่ภาษาอังกฤษเป็นครั้งแรกเมื่อ 25 ปีที่แล้ว นอกเหนือจากวัตถุประสงค์ในการเผยแพร่ผลงานชิ้นสำคัญทางด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาซึ่งกำลังเติบโตขึ้นอย่างมากในวงการการศึกษาไทยแล้ว บริบทของสังคมไทยเองในช่วงปลายทศวรรษ 2540 ต่อต้นทศวรรษ 2550อาจทำให้การอ่าน เกอราจาอัน ของแอนโทนี มิลเนอร์ ในช่วงเวลาดังกล่าวนี้  มีความหมายและนำไปสู่การทำความเข้าใจในหลายประเด็นได้ดีกว่าการอ่านเมื่อสองทศวรรษที่ผ่านมา

และหนึ่งในคุณูปการสำคัญก็คือ การเพิ่มความหลากหลายในการทำความเข้าใจต่อประเด็นความสนใจที่ร้อนแรงที่สุดในช่วงเวลานี้ในกรณีปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย

การอ่าน เกอราจาอัน ของแอนโทนี มิลเนอร์ ในปี พ.ศ. นี้ จึงอาจช่วยกระตุ้นให้สังคมไทยได้ขบคิดถึง “ความเป็นมลายู”ได้อย่างหลากหลายแง่มุมมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเมื่อมองอัตลักษณ์ดังกล่าวผ่านบริบทของ “โลกมลายู” และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อันไพศาล ทั้งยังอาจนำไปสู่การตั้งคำถามและทบทวนถึงอัตลักษณ์มลายู ซึ่งไม่ต่างไปจากอัตลักษณ์ทางชาติพันุ์อื่นๆที่เกิดขึ้นจากการประดิษฐ์สร้าง ธำรงรักษา วิวาทะ ปรับเปลี่ยน และถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น

(บางส่วนจากคำนำเสนอโดย ทวีศักดิ์ เผือกสม และ จิรวัฒน์ แสงทอง หลักสูตรภูมิภาคศึกษา มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์)fluoxetine other drugs in same class buy azithromycin 500mg online