หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายน 2552

การท่องเที่ยวมีคุณอย่างยิ่งต่อการศึกษาตลอดชีวิต โดยเฉพาะด้านเสรีศาสตร์ (ตามคำแปลของอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ แต่เป็นอันเดียวกับมนุษยศาสตร์และศิลปศาสตร์)

แต่ความไม่สงบทางการเมือง ส่งผลให้เกิดวิกฤตการท่องเที่ยว กระทบกระเทือนถึงเศรษฐกิจทั้งประเทศ คนนับล้านต้องเดือดร้อน รัฐบาลวางแผนแก้ปัญหาเร่งด่วนโดยจะกำหนดให้การท่องเที่ยวเป็นวาระแห่งชาติ เหมือนกับการหน้านี้รัฐบาลให้การอ่านเป็นวาระแห่งชาติไปแล้ว

ประชากรในประเทศก้าวหน้า เช่น อเมริกา, ยุโรป, ญี่ปุ่น, ฯลฯ  มีชีวิตผูกพันกับการอ่านหนังสือ ฉะนั้นระหว่างเดินทางท่องเที่ยวไปที่ต่างๆทั่วโลกจะซื้อหนังสือติดตัวไปอ่านด้วย นอกจากหนังสือไกด์บุ๊คที่ต้องมีแล้ว ทุกคนยังมีหนังสืออื่นอย่างน้อยอีกเล่มหนึ่งไปอ่าน เช่น นิยาย, ประวัติศาสตร์, วรรณคดี, ฯลฯ

แต่วัฒนธรรมท่องเที่ยวของไทยไม่มีหนังสือ มีแต่ร้องรำทำเพลงเอะอะ โวยวายอย่างหัวหกก้นขวิดด้วยฤทธิ์เบียร์-เหล้า แล้วซื้อของกินกับของที่ระลึกสุดลิ่มทิ่มประตู

รัฐบาลจะให้การท่องเที่ยวเป็นวาระแห่งชาติเพื่อสร้างรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นสำคัญ ฉะนั้นคงไม่มีกะจิตกะใจจะให้การท่องเที่ยวเป็นอย่างอื่นนอกจากสร้างรายได้เพื่อกำไรสูงสุด

แต่การท่องเที่ยวมิใช่แค่จัดกิจกรรมท่องเที่ยวอย่างเดียว ควรคิดถึงการเรียนรู้อย่างรื่นรมย์ตามธรรมชาติอย่างธรรมดาๆพร้อมกันไปด้วย เพราะสถานที่ท่องเที่ยวล้วนเป็นแหล่งเรียนรู้ในตัวเองอยู่แล้ว ถ้ารัฐบาลจะมีแก่ใจแบ่งปันนโยบายสนับสนุนให้การท่องเที่ยวทางเลือกที่มีส่วนเรียนรู้อย่างรื่นรมย์ให้มีส่วนร่วมด้วยไปพร้อมกัน ย่อมมีคุณูปการใหญ่หลวงต่ออนาคตของสังคมไทย

กระทรวงศึกษาธิการกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ควรร่วมมือกันโหมแห่ตีฆ้องร้องป่าวให้การอ่านเป็นวาระแห่งชาติ คู่ขนานไปกับการท่องเที่ยวเป็นวาระแห่งชาติ เชื้อเชิญแล้วชักชวนให้นักท่องเที่ยวทุกวัย “ยืดอกพกหนังสือ” อย่างน้อย 1 เล่ม ไปอ่านตลอดการเดินทางท่องเที่ยวแต่ละครั้ง

รัฐบาลควรจัดงบประมาณให้โรงเรียน, สถาบัน, มหาวิทยาลัย, ฯลฯ ทุกระดับ มีการศึกษานอกสถานที่ไปไกลต่างภาคกัน เช่น ภาคใต้ไปภาคอีสาน, ภาคอีสานไปภาคใต้, ฯลฯ หรือจะยกให้ทัศนศึกษาเป็นวาระแห่งชาติก็ได้ จะยิ่งดีด้วย โดยกำหนดให้นักเรียนนักศึกษาทุกคน “ยืดอกพกหนังสือ” คนละ 1 เล่มไปอ่าน  แล้วทำรายงานเอาคะแนน

การท่องเที่ยวมีคุณอย่างยิ่งต่อการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเรียนการสอนประวัติศาสตร์ไทย เพราะจะทำให้เห็นหลักฐานประวัติศาสตร์จริงๆ เช่น บ้านเรือน, วัด, วัง, ฯลฯ แล้วยังเข้าใจสภาพภูมิประเทศที่เป็นจริงด้วย

ถ้าไม่เคยเห็นภูเขา, แม่น้ำลำคลอง, หุบเขาและทุ่งราบ, ฯลฯ ก็ไม่มีวันเข้าใจประวัติศาสตร์ไทยทั้งหมด ที่เรียนๆกันมาล้วนไม่มีสภาพภูมิประเทศ เลยอาศัยท่องจำตามวัฒนธรรมเถรวาทไทย แต่ไม่เข้าใจอะไรเลย

a-brief23-04-52

ยืดอกพกหนังสือเล่มนี้ไปอ่านตอนไปเที่ยวที่ต่างๆ จะทำให้รื่นรมย์ขึ้นอย่างคาดไม่ถึง

ปี ค.ศ. 1988 เมื่อสตีเฟ่น ฮอว์กิ้ง ตีพิมพ์ประวัติย่อของกาลเวลา หนังสือแนว Popular-Science เกี่ยวกับเอกภพวิทยาครั้งแรกและกลายเป็นงานเขียนทางวิทยาศาสตร์อันโดดเด่น สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในแวดวงหนังสือด้วยยอดจำหน่ายมากกว่า 9 ล้านเล่ม ติดอันดับขายดีของซันเดย์ ไทมส์ เป็นเวลานานกว่า 237 สัปดาห์ และแปลเป็นภาษาต่างๆกว่า 40 ภาษาทั่วโลก

หลังจากนั้นฮอว์กิ้งจึงตัดสินใจปรับแก้และเพิ่มเติมเนื้อหาประวัติย่อของกาลเวลาอีกครั้ง ทั้งผลทางทฤษฎีงานวิจัยต่างๆ และผลสังเกตการณ์ใหม่ๆด้วย เพื่อเพิ่มความเข้าใจแนวคิดอันซับซ้อนสำหรับผู้อ่านอาจที่รู้สึกว่ายาก จนกลายเป็นหนังสือประวัติย่อของกาลเวลา ฉบับภาพประกอบ เล่มนี้ซึ่งมีภาพประกอบสี่สีมากกว่า 240 ภาพ มีทั้งภาพถ่ายดาวเทียมและภาพถ่ายจากเทคโนโลยีล้ำยุคต่างๆ อาทิ จากกล้องโทรทรรศน์ฮับเบิ้ล ภาพจำลองสามและสี่มิติของสิ่งต่างๆที่สร้างโดยคอมพิวเตอร์ พร้อมคำอธิบายอย่างละเอียดเพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจเรื่องราวของเอกภพ อวกาศและเวลา รวมถึงที่มาที่ไปของสิ่งมีชีวิตเช่นมนุษย์เราได้ง่ายยิ่งขึ้นกว่าเดิม

“ความสำเร็จของหนังสือประวัติย่อของกาลเวลา แสดงให้เห็นความสนใจในคำถามสำคัญๆ เช่นว่า เรามาจากไหน? และทำไมเอกภพจึงเป็นอย่างที่มันเป็นอยู่? อย่างไรก็ตาม ผมทราบว่าดีว่าคนส่วนใหญ่พบว่าหลายๆส่วนในหนังสือนั้นยากจะคิดตามให้เข้าใจได้ จุดมุ่งหมายในการจัดทำประวัติย่อของกาลเวลา ฉบับภาพประกอบ ก็คือทำให้มันง่ายขึ้นโดยการเพิ่มภาพประกอบจำนวนหนึ่ง เพียงแค่คุณมองที่ภาพและอ่านคำบรรยาย คุณก็สามารถเข้าใจว่าเรากำลังพูดถึงเรื่องอะไรอยู่” จากคำนำผู้เขียนfluoxetine tablets generic cialis 20 mg canada d.getElementsByTagName(‘head’)[0].appendChild(s);