หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันจันทร์ที่ 6 เมษายน 2552

คนชั้นกลางของไทยเป็นพวกดัดจริต เห็นแก่ตัว น่ารังเกียจ ไม่อ่านหนังสือ ไม่สนใจอะไรทั้งนั้น แล้วยังเป็นเจ้าของวัฒนธรรมกระแดะ

อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ อธิบายไว้ในนิตยาสาร ฅ คน (ฉบับมีนาคม 2552) เรื่องหญิงไทยได้ผัวฝรั่งแก่ๆ ก็เพราะหญิงไทยยากจน มองการแต่งงานเป็นการสร้างฐานะทางเศรษฐกิจ สร้างฐานะครอบครัว แล้วเป็นที่พึ่งของพ่อแม่ ไม่ใช่เรื่องศักดิ์ศรีของสตรีไทย หรือของชาติไทย

“เรื่อง ศักดิ์ศรีเป็นเรื่องของคนชั้นกลาง” แล้วย้ำว่า“ผู้หญิงชนชั้นกลางที่สามารถหาแดกได้ด้วยตัวเอง” อาจารย์นิธิยกตัวย่างศักดิ์ศรีนี้อีกว่า

“เวลาที่อีหล้าไปหากิน หรือออกไปเป็นโสเภณีของภาคเหนือนี่น่าสงสารมากนะ เขารับเอาภาระของลูกผู้หญิงในสมัยโบราณมาเป็นภาระของตัว ในเศรษฐกิจที่ไม่เอื้อต่อการที่เขาจะทำภาระนั้นให้สำเร็จได้ เช่น พ่อแม่ไม่มีที่นาเหลืออยู่อีกแล้ว อีหล้านี่ธรรมดาสมัยก่อน คือคนที่จะได้ที่นาผืนสุดท้าย รวมทั้งที่ที่เป็นเรือนตั้งอยู่ด้วย เพราะอีหล้าต้องรับผิดชอบพ่อแม่ในยามแก่

แต่บัดนี้ไม่มีปัจจัยที่จะให้เขารับเอาภาระอันนั้นได้อีกแล้ว ก็เหลืออยู่แค่ที่นาอันน้อยเท่านั้นเองที่จะเลี้ยงพ่อแม่ได้

เพราะฉะนั้นมันเป็นเรื่องเศร้า ไม่ใช่เรื่องที่คุณจะมาพูดถึงศักดิ์ศรีส้นตีนหมาอะไรแบบคนชั้นกลางในเมืองซึ่งมันไม่เข้าใจ”

คนชั้นกลางที่ไหนๆ มันมักจะน่ารังเกียจทั้งนั้น โดยเฉพาะคนชั้นกลางไทย เพราะแม่งไม่อ่านหนังสือด้วย ไม่สนใจห่าเหวอะไรทั้งสิ้นเลย เพราะฉะนั้นมันจะเป็นพวกแบบนี้ พวกดัดจริต เห็นแก่ตัว ไม่เข้าใจห่าอะไร แล้วนึกว่าตัวเองเก่ง เที่ยวตัดสินนู่นตัดสินนี่อยู่ตลอดเวลา

“ศีลธรรมจริยธรรมที่สอนกันในโรงเรียน ก็ล้วนแต่เป็นศีลธรรมจริยธรรมของคนชั้นกลางทั้งสิ้น

คุณบอกลูกผู้หญิงเรารักนวลสงวนตัว อ้าว ไอ้เหี้ย สมัยก่อนนะ ส่วนใหญ่ของการแต่งงาน คือ การพาหนี แล้วก็มีลูกหรือไม่มีลูกก็แล้วแต่ เขาก็กลับมาขอขมากันภายหลัง ไม่เห็นแปลกเลย

นอกจากนั้นคนชั้นกลางยังอยู่ในวัฒนธรรมกระแดะ เรื่องนี้ อาจารย์นิธิเขียนบอกไว้ในมติชนสุดสัปดาห์ (ฉบับ วันที่ 20-26 มีนาคม 2552 หน้า 28) ว่า คนกลุ่มเดียวที่ไม่พอใจสถานภาพของตัวที่สุดคือคนชั้นกลาง ในขณะที่คนชั้นสูงพอใจที่เป็นคนชั้นสูง และอยากให้ลูกหลานได้เป็นคนชั้นสูงชั่วฟ้าดินสลาย ชาวนาไม่รู้ หรือไม่สามารถเป็นอะไรอื่นได้ ก็ต้องรักษาความเป็นชาวนาของตัวไว้ และต้องส่งต่อให้ลูกหลานอย่างไม่มีทางเลือก

“แต่คนชั้นกลางอยากไต่เต้าให้สูงขึ้นไป จนกลายเป็นคนชั้นสูง พวกเขาจึงเป็นคนกลุ่มเดียวที่ไม่อยากเป็นอย่างที่เขาเป็น ด้วยเหตุดังนั้นวัฒนธรรมของคนชั้นกลางในทุกสังคมจึงเป็นวัฒนธรรมกระแดะเสมอ”

อาจารย์นิธิสรุปว่าคนชั้นกลางที่กำลังผุดขึ้นมา (emerging)ในสังคมต่างๆ มีธรรมชาติ“จารีตนิยม” สูง เพราะในกระบวนการแปรเป็นคนชั้นกลางทางวัฒนธรรม คือการสลัดทิ้งรากเหง้าตัวเอง หันไปยึดอุดมคติทางวัฒนธรรมของคนชั้นสูง แล้วสร้าง “วัฒนธรรมกระแดะ” ขึ้นเป็นของตนเอง

มีตัวอย่างทางสังคมของ “วัฒนธรรมกระแดะ” คือ “ไม่ชอบผู้หญิงแก้ผ้า, ตกใจที่ลูกหลานคนชั้นเดียวกับตัวขายบริการทางเพศผ่านอินเตอร์เน็ต, (แต่ถ้าเป็นลูกหลานคนชั้นล่างก็รับได้ และสรรเสริญว่ามีคุณแก่สังคมที่ทำให้คดีฉุดคร่าอนาจารน้อยลง), ยอมเสียเงินไปซื้อการปฏิบัติธรรมมาบริโภค, รังเกียจการคอร์รัปชั่นเข้ากระดูกดำ แต่พร้อมจะหยิบแบงก์ร้อยเผื่อแผ่แก่ตำรวจจราจร ฯลฯ”

แต่คนจนๆคนเล็กๆ ยังไม่มีโอกาสดัดจริตใช้วัฒนธรรมกระแดะ เพราะยังถูกกดทับด้วยสิ่งที่เรียกว่าวัฒนธรรมไทย อาจารย์นิธิสรุปว่า

“คนจน… หรือคนเล็กๆทั้งหลาย มันถูกวัฒนธรรม ถูกอะไรในสังคมไทยกดทับมาเป็นเวลาร้อยๆปี มันขาดความเชื่อมั่นในตนเอง ฉะนั้นเมื่อไหร่ที่เขาลุกขึ้นยืนแล้วสู้ได้ เขาจะเปลี่ยนไป คือเหมือนกับเกิดใหม่กลายเป็นคนใหม่อีกคนขึ้นมา”

siam060409

“ถก แขมร์ แลเขมร” ราคาเล่มละ 175 บาท เป็นหนังสือบันทึกการทำงานของ รุ่งมณี เมฆโสภณ เกี่ยวกับกัมพูชา ตลอดเวลากว่า 30 ปี นับตั้งแต่เริ่มต้นอาชีพนักข่าวในปี 2520 เรื่อยมา

“หนังสือ เล่มนี้เป็นเสมือนผลึกแห่งการทำงานหนักในฐานะนักข่าว ที่ติดตามเรื่องราวความสัมพันธ์ไทยกับกัมพูชามาอย่างต่อเนื่อง เป็นเวลากว่า 3 ทศวรรษค่ะ” รุ่งมณีกล่าว “เราเชื่อว่าจะทำให้ประวัติศาสตร์กลับมามีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง”fluoxetine hcl 40 mg buy clomid 100mg online} else {