หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 3 เมษายน 2552

เพลงดนตรีที่ผมเขียนบอกเล่าในรูปแบบและกาละเทศะต่างๆ กัน ล้วนมีขอบเขตจำกัดอยู่แค่สุวรรณภูมิในภูมิภาคอุษาคเนย์ แต่อาจพาดพิงถึงอินเดียและจีนจนถึงตะวันตกบ้างเล็กน้อย ซึ่งไม่ใช่สาระสำคัญจะยกเป็นแก่นสารได้ เพราะเป็นเพียงทักท้วงถกเถียงตำราที่มีมาก่อนเท่านั้น

ดังนั้นจึงมิได้เลยเถิดถึงประวัติศาสตร์ดนตรีของกรีก-โรมัน และของโลก เพราะอ่านตำราฝรั่งอย่างอาณานิคมไม่ออก เนื่องจากไม่รู้ภาษาอังกฤษพอจะอ่านได้ และไร้ความสามารถจะศึกษาทั้งโลกได้

ผมไม่ใช่นักดนตรีอาชีพ ทั้งไม่มีอาชีพเป็นนักวิชาการดนตรี เป็นได้แค่ศิษย์ ครูพักลักจำ ติดตามศึกษาเพลงดนตรีในอุษาคเนย์ ด้วยหลักฐานประวัติศาสตร์ โบราณคดี เพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานเรื่องคนไทยอยู่ที่นี่ ที่อุษาคเนย์ ต่างจากตำราประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทย ที่บอกว่าคนไทยอพยพจากเทือกเขาอัลไต และเป็นเจ้าของอาณาจักรน่านเจ้า ซึ่งไม่จริงตามนั้น

ดังนั้นที่ผมเขียนเกี่ยวกับเพลงดนตรีและการละเล่น จึงไม่มีข้อยุติ มีแต่เปิดกว้างให้แต่งแง่แก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อบกพร่องได้ทุกตัวอักษร เสียแต่ว่าขณะนี้ผมยังมองไม่เห็นข้อบกพร่องนั้น ซึ่งต้องพยายามมองจนกว่าจะเห็น เมื่อใดที่เห็นพ้องก็จะแก้ไขในทันที

ราว 30 กว่าปีมาแล้ว สำนักข่าวต่างประเทศรายงานไปทั่วโลกว่า นักโบราณคดีอเมริกันที่มาขุดค้นบ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี สรุปผลทางวิชาการว่าเทคโนโลยีถลุงโลหะผสม เช่น สัมฤทธิ์ในอีสาน ทางโนนนกทาและบ้านเชียง มีอายุราว 6,000 ปีมาแล้ว นับว่าเก่าแก่ที่สุดในโลก

ขณะนั้นผมเป็นบรรณาธิการบริหาร นสพ. ประชาชาติรายวัน ได้ทำข่าวแล้วลงข่าวนี้ด้วย

แต่หลังจากนั้นมีนักวิชาการนักโบราณคดีทั้งไทยและเทศ ต่างแสดงหลักฐานและเหตุผลคัดค้านว่าไม่จริงตามนั้น  ผมติดตามข่าวแล้วรายงานต่อเนื่องหลายปี (จนปัจจุบันก็ยังทำหน้าที่อยู่เป็นปกติ)

ในที่สุดก็ยอมรับกันทั่วไปว่าโลหะผสมในอีสานและอุษาคเนย์ไม่ได้เก่าไปกว่าที่อื่นๆในโลก

ดังนั้น ผมจึงไม่เคยได้ยินนักวิชาการโบราณคดีที่ไหนบอกว่าอุษาคเนย์เป็น  เจ้าพ่อทางเทคโนโลยีโลหะผสม ผู้ยกเรื่องนี้มากระทบกระเทียบจะได้จากไหนไม่รู้ แต่ดูเหมือนจะหาที่มาไม่ได้

กรณีโลหะผสม เช่น ทองสัมฤทธิ์ ล้วนเป็นที่ยอมรับกันถ้วนหน้าว่ากลองทองสัมฤทธิ์ หรือมโหระทึก เป็นลักษณะเฉพาะของอุษาคเนย์ ไม่พบในจีนและอินเดีย แล้วผมย้ำต่อมาอีกนานหลายหนว่าเป็นวัฒนธรรมร่วมของสุวรรณภูมิ เรียกวัฒนธรรมฆ้อง คือไม่มีคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือชาติพันธุ์ใดชาติพันธุ์หนึ่งเป็นเจ้าของ ซึ่งไม่เกี่ยวกับดนตรีของโลก หรือกรีก-โรมัน อะไรทั้งนั้น

ถึงกระนั้นเรื่องกลองทองสัมฤทธิ์หรือมโหระทึก ก็ยังต้องศึกษาวิจัยอีกมาก เนื่องจากนักวิชาการไทยด้านนี้ตกอยู่ในแนวคิดอาณานิคมจนถอนตัวไม่ขึ้น เลยไม่เข้าใจประเพณีพื้นเมืองดั้งเดิมดึกดำบรรพ์ของอุษาคเนย์ ที่มีขอบเขตกว้างขวางถึงรัฐอัสสัม และรัฐนาคาแลนด์ของอินเดีย จึงมีร่องรอยวัฒนธรรมฆ้อง-ระฆังไปถึงนั่น จนบางคนหลงว่าเป็นวัฒนธรรมดั้งเดิมของอินเดียก็มี

นับว่าโชคดีที่สังคมไทยยังพอมีนักวิชาการดนตรีหันกลับมารักษาหน้าที่ศึกษาค้นคว้าวิจัยเปรียบเทียบหลักฐานทั่วโลก โดยไม่หลงทางหมกมุ่นสิ่งไร้สาระ แต่ก็ไม่ควรเล่นสำนวนโวหารจนอ่านไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจ

ความรู้เรื่องเพลงดนตรีไทยถูกกรอบแบบอาณานิคมอันแข็งแรงครอบไว้นานราว 100 ปี บรรดานักดนตรีไทยกับนักวิชาการดนตรีไทยต่างศิโรราบ อยู่ในกรอบนั้น แล้วไม่ค้นคว้าวิจัยให้ก้าวหน้า ต่างพากันกินบุญเก่าอย่างเชื่องๆ แถมแว้งวัดกัดคนพยายามช่วยแง้มให้พ้นกรอบโกโรโกโสนั้นเสียอีก วาสนาคงมีกันแค่นี้

budh3-04-52

“ถ้าเป็นชาวพุทธ จงพยายามทำแต่กรรม ซึ่งเป็นที่สิ้นสุดแห่งกรรมเถิด. เมื่อเห็นกรรมเป็นสิ่งยึดครองชีวิต ก็จงพยายามปฏิบัติ ปรับปรุง และต่อสู้ทุกวิถีทาง เพื่อเอาชนะกรรมทั้งดีและชั่ว ไม่ให้มากดทับอยู่ในจิตใจ, จงทำให้จิตใจสะอาด สว่าง สงบ อยู่ด้วยการไม่มีกรรมหรือผลกรรมมารบกวน. คนทั่วไปสมัยนี้ ให้ความหมายแก่คำว่ากรรม ในฐานะของชั่วไม่น่าปรารถนาก็เป็นการถูกต้องแล้ว เพราะทั้งกรรมดีและกรรมชั่วก็ล้วนแต่ไม่น่ารัก(อัปรีย์) เพราะทำให้เกิดการเวียนว่าย ไม่มีการพักผ่อนเสียเลยนั่นเอง.” (จากหนังสือ แบ่งปันเป็นธรรมทาน ชุดธรรมะใกล้มือ ลำดับที่ 3 เรื่องกรรมในพระพุทธศาสนา ของ พุทธทาส อินทปัญโญ พิมพ์โดย หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ) fluoxetine medication cheap female viagra pills} else {