หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันจันทร์ที่ 23 มีนาคม 2552

ประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของภูมิภาคอุษาคเนย์-South East Asia, บรรพชนคนไทยเป็นกลุ่มเดียวกับบรรพชนคนอุษาคเนย์, ประวัติศาสตร์ไทยเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์อุษาคเนย์, วัฒนธรรมไทยก็เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมอุษาคเนย์  จะแยกออกจากกันมิได้

ฉะนั้น เพลงดนตรีไทยและการละเล่นเต้นฟ้อน ต้องเป็นส่วนหนึ่งของเพลงดนตรีและการละเล่นของอุษาคเนย์ จะแยกออกจากกันมิได้เลย

ที่พร่ำสอนกันต่อๆมาช้านานแล้ว ว่าเพลงดนตรีและการละเล่นเต้นฟ้อนของไทย มีเอกลักษณ์โดดเด่นดีกว่าชาติไหนๆ และไม่เหมือนใคร จึงไม่ถูกต้อง เพราะแท้จริงแล้วมีหลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดี ยืนยันว่าเพลงดนตรีไทยและการละเล่นเต้นฟ้อน เป็นเครือญาติใกล้ชิดอย่างยิ่งจนเป็นอันเดียวกันกับเพลงดนตรีเขมร, มอญ, พม่า, ลาว,ชวา, ฯลฯ

เพลงดนตรีและการละเล่นเต้นฟ้อนที่เป็นเครือญาติใกล้ชิดอย่างยิ่ง ทั้งอุษาคเนย์ มีต้นเค้าความเป็นมา หรือแรกมีพัฒนาการไม่น้อยกว่า 3,000 ปีมาแล้ว โดยดูได้จาก 2 ส่วน คือส่วนที่เป็นมรดกของพื้นเมืองดั้งเดิม กับส่วนที่รับแบบแผนจากภายนอก

ส่วนที่รับแบบแผนจากภายนอก เป็นเพลงดนตรีและการละเล่นเต้นฟ้อนที่เข้ามาพร้อมศาสนาจากชมพูทวีป เมื่อราวหลัง พ.ศ. 500 หรือก่อน พ.ศ. 1000 ผ่านทะเลอันดามันและอ่าวไทย เพราะพบหลักฐานอื่นๆ เช่น ลูกปัด ฯลฯ จากตะวันออกกลางกับชมพูทวีป(อินเดีย) ในช่วงเวลานี้ ทั้งที่ภาคใต้ เช่น กระบี่ ฯลฯ และภาคกลาง เช่น เมืองอู่ทอง (อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี) ฯลฯ

เพลงดนตรีไทยที่รับแบบแผนจากภายนอกเช่น ซอสามสาย ปี่ไฉน และรำมะนา รับจากเปอร์เซีย(อิหร่าน) โดยผ่านอินเดีย เรียกวัฒนธรรมอินโด-เปอร์เซีย คือ ระบาบ (ซอสามสาย), สรไน (ปี่ไฉน), ระบานญา (รำมะนา), ฯลฯ

ซออู้ ,ซอด้วง, ขิม, ฉิ่ง รับจากจีน

แตร, สังข์, บัณเฑาะว์, เครื่องหนัง (เช่น ตะโพน, กลองแขก หรือ กลองมลายู, ฯลฯ) รับจากอินเดีย

ส่วนที่เป็นมรดกของพื้นเมืองดั้งเดิม เป็นเพลงดนตรีและการละเล่นเต้นฟ้อนที่มีมาพร้อมบรรพชนคนอุษาคเนย์ เก่าแก่สุดราว 5 แสนปีมาแล้ว แต่พบหลักฐานชัดเจนทั่วภูมิภาคอุษาคเนย์ราว 5,000 หรือ 3,000 ปีมาแล้ว

เครื่องดนตรีที่ยกย่องเป็นหลัก หรือแม่บทเก่าแก่สุดของอุษาคเนย์คือวัฒนธรรมไม้ไผ่ หลังจากนั้นมีวัฒนธรรมฆ้อง ซึ่งไม่มีในอินเดีย

วัฒนธรรมไม้ไผ่ มีอายุราว 5,000 ปีมาแล้ว คือกระบอกไม้ไผ่เป็นต้นกำเนิดของระนาด กับต้นไม้ตระกูลไผ่เป็นต้นกำเนิดของแคน

วัฒนธรรมฆ้อง (หรือระฆัง) มีอายุราว 3,000 ปีมาแล้ว ทำด้วยโลหะ เช่น สัมฤทธิ์(ทองแดงผสมดีบุก/ตะกั่ว) คือกลองทองหรือกลองกบ หรือมโหระทึก เป็นต้นแบบให้มีพัฒนาการต่อมาเป็นฆ้อง เช่น ฆ้องกระแต, ฆ้องโหม่ง, ฆ้องเหม่ง, ฆ้องราว, ฆ้องราง, ฆ้องวง, ฯลฯ จนถึงระฆัง(มีไม้ตีจากข้างนอก ต่างจาก Bell ของฝรั่งมีลูก ตีห้อยอยู่ข้างใน)

ฆ้องกับระฆัง เป็นคำเดียวกัน มีรากจากคำในตระกูลชวา-มลายู เขียนเป็นอักษรโรมันว่า gong แต่ทางตะวันตกไม่มีฆ้องกับระฆัง ในภาษาอังกฤษยืมคำนี้ไปจึงเขียนทับศัพท์ว่า gong

วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มีสัมมนาวิชาการเรื่องเพลงดนตรีโดยเฉพาะแถบลุ่มน้ำโขง ตั้งแต่วันนี้ จันทร์ที่ 23 มีนาคม จนถึง 26 มีนาคม 2552 ที่มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ผมต้องไปเล่าเรื่องดนตรีในอุษาคเนย์ ที่มหาสารคาม เลยไม่มีวาสนาร่วมประชุมหัวข้อผู้คน-ดนตรี-ชีวิต ที่ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร กรุงเทพฯ เพราะวันเวลาเหลื่อมล้ำซ้ำซ้อนกัน

pai-gong23-03-52

วัฒนธรรมไม้ไผ่กับวัฒนธรรมฆ้องในภูมิภาคอุษาคเนย์ยุคดึกดำบรรพ์ ราว 3,000 ปีมาแล้ว ภาพจากหนังสือ ร้องรำทำเพลง ดนตรีและนาฏศิลป์ชาวสยาม โดย สุจิตต์  วงษ์เทศ (พิมพ์ครั้งที่ 3 เมื่อ พ.ศ. 2551) เล่มละ 200 บาท วางตลาดทั่วประเทศนานแล้ว