หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันอังคารที่ 24 มีนาคม 2552

เครื่องดนตรีที่รับจากภายนอก โดยเฉพาะจากอินโด-เปอร์เซีย(อินเดียและเปอร์เซียหรืออิหร่าน) มักยกย่องเป็นเครื่องมือศักดิ์สิทธิ์สำหรับพิธีกรรมทางศาสนาและในราชสำนักเท่านั้น

ยกเว้นเครื่องดนตรีจากจีน เช่น ซอด้วง, ซออู้ รวมทั้งฉิ่ง, ขิม ฯลฯ ไม่ถือเป็นเครื่องมือศักดิ์สิทธิ์ แล้วใช้ทุกระดับตั้งแต่ในรั้ววัง ในวัด และในชุมชนชาวบ้าน แม้วณิพกยาจกก็ใช้เครื่องมือเหล่านี้ได้

เครื่องดนตรีที่เป็นมรดกตกทอดมาแต่ดั้งเดิมดึกดำบรรพ์ ไม่มีในอินเดียและจีน ล้วนเห็นได้ในวงปี่พาทย์ คือ ปี่, ระนาด, ฆ้องวง, กลองทัด, เป็น“วัฒนธรรมร่วมสุวรรณภูมิ” เพราะมีในเขมร, มอญ(พม่า), ลาว, และไทย รวมถึงกาเมลันของชวา-บาหลี

ปี่ เช่น ปี่นอก, ปี่กลาง, ปี่ใน ล้วนมีต้นแบบหรือมีพัฒนาการจากแคน  (ปี่ไฉน, ปี่ชวา มาจากเปอร์เซีย เรียกสรไน เป็นต้นแบบให้ปี่มอญ, และปี่แนของล้านนา)

แคน มีมาตั้งแต่ราว 3,000 ปีมาแล้ว แพร่กระจายทั้งอุษาคเนย์ตั้งแต่มณฑลยูนนานในจีนถึงหมู่เกาะอินโดนีเซีย ปัจจุบันยังเหลืออยู่ในลาวและชนเผ่าที่สูง เช่น ม้ง, เย้า, ฯลฯ

ความเก่าแก่ของแคนมีหลักฐานเป็นสัมฤทธิ์พบที่ยูนนาน แล้วยังมีลายเส้นรูปแคนอยู่บนเครื่องมือสัมฤทธิ์พบที่เวียดนาม ล้วนมีอายุไม่น้อยกว่า 3,000 ปีมาแล้ว ซึ่งเป็นยุคโลหะ เช่น สัมฤทธิ์ เพราะลิ้นแคนยุคแรกทำด้วยสัมฤทธิ์รีดให้บางเท่าเปลือกไข่ เมื่อเป่าลมด้วยปากถึงจะสั่นสะเทือนเป็นเสียงเครือคราง

ราชสำนักในอุษาคเนย์ล้วนใช้แคนเป็นเครื่องดนตรีขับกล่อม เช่น ราชสำนักลุ่มน้ำเจ้าพระยาตั้งแต่ยุคก่อนกรุงศรีอยุธยาจนถึงยุคกรุงศรีอยุธยา มีหลักฐานบอกไว้ในอนิรุทธคำฉันท์

แคนมีเสียงเบา เลยเสื่อมความนิยมลงในรัฐขนาดใหญ่อยู่ใกล้ทะเล เช่น รัฐอยุธยา, รัฐกัมพูชา, ฯลฯ จึงสร้างปี่ขึ้นมาจากแคนให้มีเสียงดังกว่า แต่ยังมีเค้าแคนอยู่ตรงปล้องกลางเจาะรูปี่ที่มือจับแล้วใช้นิ้วปิดรู จะมีส่วนป่องหรือโป่งคล้ายเต้าแคน เพื่อรักษาต้นเค้าแคนไว้

ระนาด เริ่มจากปล้องไม้ไผ่เป็นปล้องๆวางเรียงกันไล่ตามระดับเสียง นานเข้าก็ผ่าซีกไม้ไผ่เป็นลูกระนาด ตีช้าๆโยนๆ

ลูกระนาดทำด้วยไม้เนื้อแข็ง เช่น ชิงชัน ฯลฯ แรกมีในต้นยุครัตนโกสินทร์ เช่น แผ่นดินรัชกาลที่ 2 ทำให้ตีรัวได้เร็ว แล้วตีดังสนั่นหวั่นไหว ส่งผลให้เกิดเพลงทะยอย แล้วเริ่มประเพณีร้อง-รับ เป็นเพลงเถาเฉพาะในราชสำนัก(ไม่มีในประเพณีชาวบ้าน) สืบจนทุกวันนี้

ฆ้องวง คือฆ้องเดี่ยวหลายใบที่ถูกจับวางตามระดับเสียงเรียงกัน มีทั้งเรียงยาวเป็นเส้นตรง เช่น ฆ้องชวา, เรียงโค้งตามร้านขึ้นสองข้าง เช่น ฆ้องมอญ, เรียงโค้งตามร้านราบรอบตัว เช่น ฆ้องเขมร, ลาว, ไทย

ต้นแบบฆ้องวง คือฆ้องสัมฤทธิ์ที่เรียกกลองทอง หรือมโหระทึก มีแหล่งผลิตเก่าแก่สุดอยู่ยูนนานและกวางสีในจีน กับภาคเหนือของเวียดนาม ราว 3,000  ปีมาแล้ว แล้วแพร่กระจายไปทั้งอุษาคเนย์ถึงหมู่เกาะในอินโดนีเซีย แต่ไม่มีในอินเดียและจีน

กลองทัด เป็นกลองศักดิ์สิทธิ์ที่ขึงหนังด้วยการตอกหมุด แพร่กระจายทั้งอุษาคเนย์ เช่น กลองเพลตามวัดวาอาราม, กลองศึก, กลองบอกเวลาเสียงตุ้ม (คือทุ่ม คู่กับเสียงฆ้อง คือ โมง), กลองโขน, ละคร, ลิเก แล้วส่งอิทธิพลให้เกาหลี, ญี่ปุ่น, ฯลฯ รวมทั้งจีน ทำให้เรียกกลองนี้ว่าหนานถังโก๊ะ หมายถึง กลองของคนป่าเถื่อนทางทิศใต้ คือชาวอุษาคเนย์นั่นเอง

ผิวด้านนอกกลองทัดมีหูระวิงสำหรับแขวน หรือใช้ไม้ขัดให้กลองตั้งอยู่ได้จะได้ตีสะดวก เป็นต้นแบบให้กลองทองหรือมโหระทึกมีหูระวิงด้วย

กลองยาว คือกลองมีเอว เหมือนกลองทองหรือมโหระทึกที่มีเอวคอด

klongyao24-03-52

ขบวนปี่พาทย์ใช้เดินบรรเลง มีกลองทัด กับขบวนกลองยาว ในงานรับเสด็จฯภาพจากหนังสือ ร้องรำทำเพลง ดนตรีและนาฏศิลป์ชาวสยาม โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ (พิมพ์ครั้งที่ 3 เมื่อ พ.ศ. 2551) เล่มละ 200 บาท วางตลาดทั่วประเทศตั้งแต่ปีที่แล้ว