หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันจันทร์ที่ 30 มีนาคม 2552

“ถ้าเรามีสัมมาทิฐิเกี่ยวกับการพัฒนา ประเทศไทยมีทรัพยากรเหลือเฟือที่จะสร้างสุขภาวะแก่คนไทยทั้งมวล” หมอประเวศ วะสี บอกไว้ในข้อเขียนเรื่องท้องถิ่นเข้มแข็ง ประวัติศาสตร์ตำบล พิพิธภัณฑ์ตำบล (ในมติชน ฉบับวันเสาร์ที่ 21 มีนาคม 2552 หน้า 9) จะขอยกสาระสำคัญมาเผยแพร่ซ้ำด้วยความเคารพอย่างสูงยิ่ง

“แต่ที่ทุกข์เข็ญกันไปทุกหย่อมหญ้า ก็เพราะมิจฉาทิฐิของการพัฒนา” หมอประเวศย้ำตรงมิจฉาทิฐิของการพัฒนา แล้วอธิบายเพิ่มเติมต่อไปว่า

“คือเราพยายามพัฒนาข้างบน โดยให้ข้างบนบ่อนทำลายฐานล่างของสังคม”
ฐานของสังคมคืออะไร? อยู่ที่ไหน? ประเด็นนี้หมอประเวศบอกว่า ฐานของสังคม คือชุมชนท้องถิ่น ฉะนั้นต้องร่วมกันทำท้องถิ่นให้เข้มแข็ง อย่างน้อยก็เข้มแข็งพอจะรู้เท่าทันพวกที่มี“มิจฉาทิฐิของการพัฒนา”

“ส่วนหนึ่งของท้องถิ่นเข้มแข็ง คือระบบการเรียนรู้ของท้องถิ่น ส่วนหนึ่งของระบบการเรียนรู้ท้องถิ่น คือศูนย์การเรียนรู้ท้องถิ่น ในแต่ละตำบลควรมีศูนย์การเรียนรู้อันประกอบด้วยกลุ่ม(คลัสเตอร์)ของแหล่งเรียนรู้ 5 ประเภท คือ (1) ห้องสมุดตำบล ติดตั้งอินเตอร์เน็ต (2) พิพิธภัณฑ์ตำบล (3) ศูนย์ศิลปะ (4) ศูนย์กีฬา (5) ศูนย์เรียนรู้” หมอประเวศแนะนำเบื้องต้น แล้วบอกอีกว่า

“ศูนย์การเรียนรู้เหล่านี้ ชุมชนท้องถิ่นเป็นผู้ทำเองให้สอดคล้องกับภูมิประเทศ สังคม เศรษฐกิจของตนเอง”

ทุกตำบลมีประวัติศาสตร์ของตัว คนในตำบลควรวิจัยประวัติศาสตร์ตำบลของตนเองและเอาความรู้และวัสดุมาจัดทำพิพิธภัณฑ์ตำบล ประวัติศาสตร์และพิพิธภัรฑ์ตำบล จะทำให้คนในตำบลภูมิใจในรากเหง้าของตัว ทุกชุมชนท้องถิ่นต้องมีเกียรติและศักดิ์ศรีของตนเอง ประเทศจึงแข็งแรง

ประวัติศาสตร์ของทุกตำบลชุมชนท้องถิ่น ต้องมีภูมิศาสตร์-ภูมิประเทศ หรือ “ภูมิสังคม” ให้คนในตำบลรู้จักและเข้าใจท้องถิ่นตัวเองอย่างแท้จริง เพราะโดยปกติการศึกษาไทยไม่ให้ความสำคัญเรื่องนี้

“ถ้าเอาวัฒนธรรมเป็นตัวตั้ง ทุกชุมชนท้องถิ่นจะมีเกียรติมีศักดิ์ศรีเสมอกัน เพราะวัฒนธรรมมีความหลากหลายไม่มีใครเหนือใคร”

“ถ้าเอาอำนาจและเงินเป็นตัวตั้ง มันจะรวมศูนย์ทำให้ชุมชนท้องถิ่นหมดศักดิ์ศรีลง และตกเป็นบริวารของกรุงเทพฯ”

“การพัฒนาที่เอาวัฒนธรรมเป็นตัวตั้ง เป็นการกระจายความเสมอภาคทางเกียรติและศักดิ์ศรี การมีการวิจัยประวัติศาสตร์ตำบลโดยคนในตำบลและการทำพิพิธภัณฑ์ตำบลโดยคนในตำบล จึงมีความหมายยิ่งนักต่อการมีเกียรติและศักดิ์ศรีของทุกชุมชนท้องถิ่น”

ห้องสมุดตำบล กับพิพิธภัณฑ์ตำบล ควรรวมอยู่ด้วยกันได้ตามฐานะทางสังคมเศรษฐกิจของแต่ละตำบลชุมชนท้องถิ่น ไม่จำเป็นต้องเห็นช้างขี้ แล้วขี้ตามช้าง ตามอย่างแนวทางของกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม เพราะจะเห็นว่ามีลักษณะโน้มไปทาง “มิจฉาทิฐิของการพัฒนา” คือไม่มีประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรม และไม่มีภูมิศาสตร์-ภูมิประเทศ ไม่ว่าของราชธานี หรือของท้องถิ่น

ทั้งห้องสมุดและพิพิธภัณฑ์ที่อยู่รวมกัน ต้องเน้นประวัติศาสตร์ความเป็นมาของตำบลชุมชนท้องถิ่นนั้น โดยมีภูมิศาสตร์-ภูมิประเทศ เพื่อเข้าใจ “ภูมิสังคม” ที่นั้นๆ รวมทั้งความหมายของชื่อบ้านนามเมืองของตนเป็นเบื้องต้น เพื่อให้คนท้องถิ่นรู้จักตัวเอง เคารพตัวเอง จะได้รู้จักคนอื่น เคารพคนอื่นให้กว้างขวางออกไปเรื่อยๆจนทั่วทั้งโลก

sim30-03-52

เล่มเดียว 3 รางวัล รางวัลหนังสือแห่งชาติดีเด่น 2552 ชนะเลิศรางวัลสารคดีดีเด่น รางวัลชมเชยหนังสือประเภทสวยงาม รางวัลเซเว่นบุ๊คอวอร์ด 2551 ชนะเลิศรางวัลสารคดีดีเด่น

ซ่อนไว้ในสิม : ก-อ ในชีวิตอีสาน (HIDDEN TREASURES) เขียนโดย  ผศ. อู่ทอง ประศาสน์วินิจฉัย มีจำหน่ายที่ ศูนย์หนังสือจุฬาฯ โทร. 0 2255 4433 www.chulabook.com

คำว่า สิม มาจากคำว่า สีมา หรือ เสมา สิมมีหลายแบบแต่ที่หลงเหลือให้เห็นในอีสาน ส่วนใหญ่เป็นสิม ที่ก่อด้วยอิฐดิบ หรืออิฐเผาฉาบปูน มีสิมโถง หรือสิมโปร่ง (อายุประมาณ 200-250 ปี) และสิมก่อผนัง หรือสิมทึบ (อายุประมาร 100-200 ปี)

จิตรกรรมฝาผนังเป็นงานศิลปกรรมที่มีคุณค่า บ่งบอกความเป็นมาของสังคมวัฒนธรรมไทยผ่านภาพเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังเหล่านี้ปรากฏในโบสถ์ ชาวอีสานเรียกโบสถ์ว่า “สิม” และเรียกจิตรกรรมฝาผนังว่า “ฮูปแต้ม”

ส่วนฮูปแต้ม มักอยู่ด้านนอกและด้านใน สิม ช่างแต้มจะบรรยายเรื่องราวเกี่ยวกับประเพณีวัฒนธรรม ตลอดจนชีวิตความเป็นอยู่ของชาวอีสาน เรื่องราวที่เขียนมากที่สุดเป็นเรื่องเกี่ยวกับพุทธศาสนา สิม จึงเป็นแหล่งความรู้สำคัญของท้องถิ่นอีสาน

ผศ. อู่ทอง ประศาสน์วินิจฉัย ได้รวบรวมเรื่องราวของฮูปแต้มที่ถ่ายทอดวิถีชีวิตของชาวอีสานไว้ถึง 25 ภาพ  ในหนังสือ “ซ่อนไว้ในสิม” โดยแบ่งหมวดหมู่ตามพยัญชนะไทย(อีสาน) ไว้อย่างน่าสนใจ

ผู้สนใจหาซื้ออ่านหนังสือเล่มนี้ ได้ที่ ศูนย์หนังสือจุฬาฯ บูธ P-23 โซน C-1 งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 37 ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์