“สังคมอุดมปัญญา” จะมีในสังคมไทยได้จริงหรือไม่จริง ต้องดูจากหลายสิ่งหลายอย่าง เช่น หนังสือ ทั้งอ่านหนังสือ และแต่งหนังสือว่ามีคุณภาพขนาดไหน?

แต่ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่แสดงให้เห็นลักษณะอุดมปัญญา คือดนตรี จะขอยกข้อเขียนในข่าวสด(วันอังคารที่ 17 มีนาคม 2552 หน้า 2 ) เรื่องดนตรีขวบปีแรก ดังนี้

“หลายคนคงเคยได้ยินว่าดนตรีเป็นเสียงที่ช่วยกระตุ้นพัฒนาการสมองของทารก พ่อแม่หลายคนจึงพยายามให้ลูกได้ฟังดนตรีตั้งแต่อยู่ในท้องกันเลยทีเดียว

ไม่เพียงการฟังดนตรีตั้งแต่ลูกอยู่ในท้องเท่านั้นที่เกิดประโยชน์เมื่อลูกออกมาลืมตาดูโลกแล้ว เสียงดนตรีก็ยังมีความสำคัญที่ช่วยให้ลูกผ่อนคลายและช่วยกระตุ้นพัฒนาการของลูกได้เป็นอย่างดี ดังนั้น เรามาทำความรู้จักดนตรีที่เหมาะกับลูกในขวบปีแรก

0-4 เดือน ในช่วงวัยนี้กิจกรรมส่วนใหญ่คือการนอน เพลงที่เหมาะกับลูกช่วงนี้คือเพลงที่เป็นทำนองช้าๆ เช่น เพลงคลาสสิคเบาๆ หรือเพลงไทยเดิมที่ไพเราะ

5-6 เดือน ช่วงที่ลูกเริ่มพัฒนาการเคลื่อนไหวมากขึ้น เพลงที่เหมาะสมคือเพลงที่มีจังหวะชัดเจนขึ้น เพื่อให้ลูกสามารถเคลื่อนไหวร่างกายตามจังหวะเพลงที่ได้ยิน

7-9 เดือน เป็นวัยที่ลูกเริ่มพูดอ้อแอ้ มีกิจกรรมมากขึ้น เพลงที่ฟังจึงควรเริ่มมีเนื้อร้อง ซึ่งช่วยให้ลูกฟังแล้วเริ่มจดจำคำบางคำจากเพลงที่ได้ยิน

10-12 เดือน เพลงที่ฟังควรเน้นในเรื่องของภาษา การร้องตาม การเล่นเกม เพราะช่วงนี้ลูกจะเริ่มเรียนรู้จังหวะและภาษาได้บ้าง การร้องเพลงที่เป็นคำคล้องจองเพลงง่ายๆ แบบเด็กๆ ช่วยให้ลูกได้พัฒนาการทางภาษา

ดนตรีช่วยพัฒนาการให้กับลูกทั้งทางร่างกาย จิตใจ เพลงบรรเลงช่วยเสริมพัฒนาการทางอารมณ์ เพลงที่มีเนื้อร้องช่วยพัฒนาการทางภาษา ที่สำคัญยังช่วยให้ลูกรู้สึกมีความสุขและอารมณ์ดีไปกับเสียงเพลง

นฤภัค ฤธาทิพย์/ กรมสุขภาพจิต”


ที่ยกมานั้นเป็นการสั่งสมเพลงดนตรีให้คนเราตั้งแต่ปฏิสนธิในครรภ์มารดา แต่เมื่อคลอดจากครรภ์มารดามาเติบโตในสังคมก็ยังต้องสั่งสมเพลงดนตรี เพราะสิ่งนี้เป็นเครื่องมือสร้างภูมิปัญญาอย่างมีจินตนาการ

สุนทรภู่ เป็นนักดนตรีชาวปี่พาทย์ เพราะเติบโตมาในวังหลัง อันเป็นแหล่งชุมชนเพลงดนตรีปี่พาทย์โขนละคร เช่น ย่านบ้านขมิ้นหลังวัดระฆัง(บางหว้าใหญ่) สุนทรภู่เคยรับจ้างบอกบทละครให้คณะนายบุญยัง (ปัจจุบันมีวัดละครทำ อยู่ตลาดพรานนก ฝั่งธนบุรี)

ความชำนาญการเพลงดนตรีและการละเล่นของสุนทรภู่ ดูได้จากนิราศสุพรรณ ที่แต่งเป็นโคลง ได้พรรณนาถึงเพลงดนตรีปี่พาทย์โขนละครหลายแห่งที่เดินทางผ่านไป แต่ที่สำคัญมากคือการกำหนดให้พระอภัยมณีเรียนเป่าปี่ แล้วชำนาญเพลงปี่เป็นอาวุธต่อสู้กับฝ่ายตรงข้ามได้โดยไม่ต้องใช้ความรุนแรง

ปี่และเพลงปี่ในพระอภัยมณี เป็นสัญลักษณ์ของภูมิปัญญาวิชาความรู้ จะเห็นว่าพระอภัยมณีไม่ใช้ความรุนแรง ไม่สู้รบด้วยอาวุธทั่วไป เช่น ดาบ, ปืน, ฯลฯ เพราะไม่เคยร่ำเรียน, ไม่เคยฝึกฝน แต่ใช้เพลงปี่ต่อต้านสงคราม หมายถึงใช้ปัญญาแก้ปัญหาสำเร็จลุล่วงทุกครั้ง

แสดงให้เห็นโจ่งแจ้งว่าสุนทรภู่มีจินตนาการและความคิดก้าวหน้าล้ำยุคกว่าคนอื่นๆในยุคเดียวกัน (แม้จะได้แบบอย่างจากวรรณคดีจีน ก็ยังแสดงให้เห็นดังกล่าว)เพราะไม่เคยมีวรรณคดีเรื่องอื่นๆให้ความสำคัญต่อเพลงดนตรี

น่าเสียดายอย่างยิ่งที่สังคมไทยไร้รสนิยมทางเพลงดนตรี แล้วดูถูกดูหมิ่นเพลงดนตรีปี่พาทย์อันเป็นรากเหง้าของตน

phu-book27-03-52jpg

หนังสือเล่มนี้พิมพ์ครั้งแรกตั้งแต่ พ.ศ. 2547 จนป่านนี้ 5 ปีแล้ว ยังขายไม่หมด  แสดงว่าหนังสือไม่มีคุณภาพและไม่น่าสนใจ เพราะไม่เป็นไปตามประวัติวรรณคดีกระแสหลักที่ต้องการให้สุนทรภู่ขี้เมา เจ้าชู้ อยู่บ้านกร่ำ เมืองแกลง จังหวัดระยอง