หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

.

สหภาพยุโรป (EU) มีขึ้นมาเพื่อรับมือทุนโลกาภิวัตน์ที่มีมหาอำนาจยืนค้ำหัวอยู่ คือสหรัฐและจีน

ยุโรปประกอบด้วยประเทศเล็กๆมากมายหลายประเทศที่มีทั้งแข็งแรงและอ่อนแอ เสมือนแขนงไผ่เล็กๆหลายแขนงที่เมื่อแยกแต่ละแขนงก็หักได้ง่ายๆ แต่ถ้ารวมแขนงเป็นมัดเดียวกันจะไมมีใครหักได้ ฉะนั้นพวกเขาจึงกำหนดแนวทางรวมกันเป็นสหภาพยุโรป(EU)ที่แข็งแกร่ง แล้วรับมือมหาอำนาจทุนโลกาภิวัตน์ได้อย่างองอาจ

แต่กว่ายุโรปจะตกลงรวมกันเป็นสหภาพได้ ก็ต้องใช้เวลานับหลายทศวรรษเริ่มจากปรับประวัติศาสตร์ สังคม วัฒนธรรมให้เป็นที่ยอมรับกันได้ แล้วไม่เอาลักษณะ “คลั่งชาติ” มาเป็นอุปสรรค

อุษาคเนย์ (เอเชียตะวันออกเฉียงใต้-SEA) ประกอบด้วยประเทศเล็กๆเหมือนยุโรป แต่จำนวนน้อยกว่ายุโรป จะอวดดื้อถือดีแยกกันสู้ทุนโลกาภิวัตน์อย่างนั้นหรือ? คิดว่าเก่งกาจกว่ายุโรปอย่างนั้นหรือ? ฯลฯ

ประเทศเล็กๆในอุษาคเนย์ตระหนักดีว่าถ้าไม่ร่วมกันให้แข็งแรงก็จะพ่ายแพ้ต่อมหาอำนาจ จึงร่วมกันเป็นประชาคมเรียกอาเซียน(Asean)มานานแล้วก่อนยุโรปด้วยซ้ำ แต่มีปัญหาหวาดระแวงไม่วางใจกันและกันจึงไม่ก้าวหน้าเป็น “สหภาพอาเซียน” ส่วนยุโรปเริ่มทีหลังแต่สำเร็จก่อนเป็นสหภาพยุโรป(EU)

อาเซียนมองเห็นปัญหา แล้วต้องการแก้ปัญหาความไม่วางใจกันให้ได้ จึงมีแผนงานจัดตั้งประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (ASEAN Sociao-Cutural Community : ASCC)

ปัญหาของ ASCC ก็คือผู้มีอำนาจรัฐต่างๆของอาเซียนต่างตกอยู่ในวิถีคิดทางประวัติศาสตร์แบบอาณานิคมที่บ่อนเซาะความสัมพันธ์ทางการเมืองในระบบเครือญาติตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ให้เป็นการเมืองแบบเมืองขึ้นของยุโรป ส่งผลให้เกิดสำนึกหวาดระแวงไม่วางใจซึ่งกันและกัน

ประกอบกับอาเซียนไม่หยั่งรากถึงประชาชนพลเมือง เพราะการทำงานจำกัดอยู่แต่ในภาครัฐก็ยิ่งทำให้สำนึกอาณานิคมถูกตอกย้ำยิ่งขึ้น ดังมีผู้วิจารณ์แผนงานจัดตั้ง ASCC ว่าอาเซียนไม่ใช่ประชาคมที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อประชาชนตั้งแต่เริ่มแรก แต่มีขึ้นเพื่อให้มีเสียงในเวทีโลกและเพื่อให้ได้ความช่วยเหลือจากผู้บริจาค จึงทำให้การทำงานจำกัดอยู่แต่ในภาครัฐ แล้วไม่ลงถึงประชาชน (โพสต์ ทูเดย์ ฉบับวันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2552 หน้าวิเคราะห์ 4)

อาเซียนเองไม่ได้ทำอะไรจริงจังให้อาเซียนไปถึงประชาชนของตน จึงถูกกล่าวหาว่าเป็นองค์กรดีแต่พูดและไม่ได้รับความน่าเชื่อถือเท่าที่ควร(เกียรติชัย พงษ์พาณิชย์ ในมติชน ฉบับวันพุธที่ 25 กุมภาพันธ์ 2552 หน้า 7)

ASCC หรือประชาคมสังคม และวัฒนธรรมอาเซียน ต้องร่วมกัน “ชำระสะสาง” ประวัติศาสตร์อุษาคเนย์แบบอาณานิคม แล้ว “ซ่อม-สร้าง” ขึ้นใหม่ด้วยประวัติศาสตร์แบบเครือญาติ โดยสำนึกร่วมกันของอาเซียนที่มีพยานหลักฐานโบราณคดีอย่างแท้จริง เริ่มแต่ราว 5,000 ปีมาแล้ว ที่มีระบบความเชื่อ “กบ” ร่วมกัน แล้วมีวัฒนธรรมฆ้อง เช่น มโหระทึกร่วมกัน ล้วนเป็นเครือญาติทางสังคมและวัฒนธรรมเดียวกันหมดทั้งภูมิภาคอุษาคเนย์

ถ้าไม่ให้ความสำคัญปัญหาทางประวัติศาสตร์ ก็อย่าหวังจะรวมกันอย่างแข็งแรงได้เหมือน EU

kob-klong

(ซ้าย) ภาพเปรียบเทียบ “คนครึ่งกบ” ในระบบความเชื่อ “กบ”บนลายผ้าของชาวลาว-ไทย ชาวอิบาน (ในซาราวัก ประเทศมาเลเซีย) ชาวอิฟูเกา (ทางเหนือของเกาะลูซอน ประเทศฟิลิปปินส์) กับรูปคนทำท่ากบของชาวจ้วงที่ผาลายในมณฑลกวางสี (ภาพจาก คนไทยอยู่ที่นี่ ที่อุษาคเนย์ โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ มหาวิทยาลัยศิลปากร พิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2537)
(ขวา) ฆ้องหรือกลองสัมฤทธิ์หรือมโหระทึก เมื่อ 2,500 ปีมาแล้ว เป็นต้นเค้าเก่าสุดของ “วัฒนธรรมฆ้อง” ในอุษาคเนย์ (ภาพจาก อันดามันสุวรรณภูมิ ในประวัติศาสตร์อุษาคเนย์  โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2548)