กรุงแตก ยศล่มแล้ว 1. ยศยิ่งฟ้า
เรื่องแต่งอิงพงศาวดาร
มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 16 มกราคม 2552
“สวรรคตแล้ว—” เจ้านายพระบรมวงศานุวงศ์บอกกันปากต่อปากตกทอดถึงขุนนางอำมาตยาธิบดีที่หมอบเฝ้าในวังครั้งนั้นราวกลางปี พ.ศ. 2301
“สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินสวรรคตแล้ว” เป็นเสียงละล่ำละลักสะอึกสะอื้นบอกต่อๆกันไปในวังหลวง, วังหน้า, วังหลัง, และวังเจ้านายอื่นๆ ซึ่งหมายถึงสมเด็จพระเจ้าบรมโกศแห่งกรุงศรีอยุธยา อันเป็นพระนามภายหลังสวรรคตแล้ว และที่ทรงมีพระราชโอรสองค์สำคัญเรียงพระนามว่า เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์ หรือเจ้าฟ้ากุ้ง, กรมขุนอนุรักษ์มนตรี, กรมขุนพรพินิต, ฯลฯ เสด็จสวรรคต
เมื่อสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินทรงพระประชวรหนักก่อนสวรรคต ฝ่ายรักษาพระนครสั่งให้ตำรวจจุกช่องล้อมวังไว้เหมือนรักษาพระนครเวลาเสด็จไม่อยู่ให้มียศยิ่งฟ้า
ให้กรมล้อมพระราชวังปิดประตูพระราชวัง แล้วตั้งกองซุ่มอยู่จวนท้องสนามกลาง ขุนหมื่นคุมไพร่ขึ้นรักษาป้องเชิงเทินรอบพระราชวัง
ให้กรมวังนอกอยู่ทิมดาบชาววัง ให้กรมวังเกณฑ์อยู่จำหล่อประตูท่าสิบเบี้ย และพนักงานอยู่รักษากรุงตระเวนนอกที่ห้าม ตั้งกองซุ่มกองรักษาจำหล่อต่างๆ และตระเวนในกรุงตามอำเภอต่างๆ
ให้ยมราชตั้งกองขัดตาทัพอยู่ท้องสนามหน้าจักรวรรดิ เพลากลางคืนไปตระเวนตรวจตราทั่วพระนคร
ให้รองเมืองตั้งอยู่ป้อมเพชร บางกะจะ
ให้สัสดีตั้งกองรักษาผู้ร้าย 8 คุก
แล้วให้ตั้งกองต่างๆรักษาพระนครทั้งในเมืองและนอกเมืองตามลำดับไป
เมื่อเสด็จสวรรคตแล้ว วันรุ่งขึ้นเพลาเช้า มีสรงพระบรมศพในพระที่นั่งทรงปืน แล้วอัญเชิญเข้าพระโกศนำขึ้นประดิษฐานไว้บนพระที่นั่งบรรยงก์รัตนาสน์ รองานถวายพระเพลิงต่อไป ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าเมื่อไร
เมื่อจัดการปราบปรามเสี้ยนหนามเรียบร้อยสมพระยศยิ่งฟ้าแล้ว บรรดาข้าทูลละอองท้าวพระยามุขมนตรีทั้งหลายให้ตั้งการพระราชพิธีปราบดาเหมือนราชาภิเษกตามตำราทุกประการ เชิญสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกรมพระราชวังบวร กรมขุนพรพินิต เสด็จเถลิงถวัลยราชมไหสุริยสมบัติสืบสันตติวงศ์ ดำรงพิภพกรุงเทพมหานคร บวรทวารวดีศรีอยุธยา
เริ่มการพระราชพิธีให้ตั้งเตียงแว่นฟ้ามีเสาสี่เสามีเพดาน ตั้งบนพระที่นั่งสรรเพ็ชญ์ปราสาท มีพิธีสงฆ์พิธีพราหมณ์ เทียนไชยพระสังฆราชจุด เทียนราวในหลวงทรงจุดบูชาพระ และบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ
เมื่อแรกตั้งการพระราชพิธี 3 วันนั้น ในหลวงทรงพระภูษาลายพื้นขาวฉลองพระองค์กรอง ทรงพระมาลาพระเส้าสูงสีกุหร่า เสด็จเพลาบ่ายไปทรงฟังสวดทั้ง 3 วัน ทรงพระมหามงคล
ครั้นวันรุ่งขึ้นถึงฤกษ์จะราชาภิเษกนั้น ในหลวงเสด็จขึ้นไปแต่เพลาเช้าทรงศีล ทรงประเคนสำรับพระสงฆ์แล้ว ชาวพระภูษามาลาถวายเครื่องมุรธาภิเษก แล้วชาวพระมาลาขุนศรีสยุมพรหลั่งน้ำสหัสธารา
ครั้นสรงแล้ว เสด็จขึ้นนั่งบนตั่งไม้มะเดื่อกว้างจตุรัสศอกคืบปูผ้าขาว โรยแป้งขวางหญ้าคาผ้าขาวปกบน ผันพระพักตร์ไปทิศอีสาน มีตั่งน้อยกว้างศอกหนึ่งตั้งพระอัฐทิศ ตั้งกรด ตั้งสังข์ ทั้งแปดทิศ แล้วมีพิธีพราหมณ์ถวายน้ำพระมหาสังข์
พราหมณ์ถวายพระสุพรรณบัฏ ถวายพระมหาสังวาลสร้อยอ่อน ถวายพระเศวตฉัตร ถวายผ้ารัตกัมพล ถวายพระมหามงกุฎ ถวายพระขรรค์ไชยศรี ถวายฉลองพระบาท 7 สิ่ง แล้วถวายอัษฎาวุธ พระแสงปืน พระแสงหอกไชย พระแสงดาบเชลย พระแสงของ้าว พระแสงจักร พระแสงตรีศูล พระแสงเขน พระแสงเกาทัณฑ์ 8 สิ่ง แล้วพราหมณ์ถวายไชยถวายพร
แล้วจึงมีรับสั่งแก่พระมหาราชครูผู้ใหญ่ว่า พรรณพฤกษ์และสิ่งของทั้งปวง ซึ่งมีในแผ่นดินทั่วขอบเขตแดนพระนคร ซึ่งหาเจ้าของหวงแหนมิได้นั้น ตามแต่สมณะชีพราหมณ์อาณาประชาราษฎรจะปรารถนาเถิด
จึงพระมหาราชครูผู้ใหญ่ซึ่งมีตระกูลรับพระราชโองการเป็นฤกษ์ก่อน แต่เพลานั้นสืบไปข้าทูลละอองธุลีพระบาทจึงได้รับราชโองการสืบไปได้
ในหลวงทรงโปรยดอกพิกุลเงินดอกพิกุลทอง แล้วพราหมณ์เป่าพระมหาสังข์ ตีฆ้องไชยกลองอินทเภรี ประโคมมโหระทึกแตรสังข์มโหรีขับไม้ประโคม แล้วเสด็จไปทรงเครื่องตามโบราณราชประเพณี
เมื่อเสร็จการราชาภิเษกแล้ว โปรดให้สถาปนาเจ้านายขุนนางข้าราชการทั้งหลาย จนถึงบ่าวไพร่ได้ดีเป็นเจ้านายขุนนางก็มี เจ้าจอมหม่อมห้ามที่มีโอรสแล้วยกขึ้นเป็นเจ้าก็มี ผู้ได้รับโปรดเกล้าย่อมได้ดีมียศยิ่งฟ้า
ครองราชสมบัติไม่ถึงเดือน กรมขุนพรพินิตก็เวนถวายราชสมบัติให้สมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช กรมขุนอนุรักษ์มนตรี เสวยราชย์ในพระนามที่รู้กันว่าสมเด็จพระบรมราชาพระที่นั่งสุริยมรินทร์ เนื่องเพราะโปรดเสด็จประทับอยู่บนพระที่นั่งองค์นี้แต่ก่อนมา
ส่วนองค์กรมขุนพรพินิตมีพระชนม์ครบผนวช ก็ออกผนวชที่วัดเดิมศรีอโยธยา แล้วไปจำพรรษาอยู่วัดประดู่โรงธรรมทางทุ่งหันตรา ฝั่งตะวันออกนอกเกาะเมือง
“ไม่ถึงปี มีราชาภิเษกติดๆกันสองครั้งอย่างยศยิ่งฟ้า” บรรดาเจ้านายขุนนางข้าราชการพากันกล่าวขวัญเป็นเสียงลือเสียงเล่าอ้างได้ยินทั่วไปในพระราชวังอีกว่า “มีพระราชาใหม่พระเจ้าแผ่นดินใหม่สององค์สองแผ่นดินในปีเดียวกัน”
ท้าวพระยามุขมนตรีก็ให้ตั้งการพระราชพิธีราชาภิเษกเหมือนครั้งแรกทุกประการ เสร็จแล้วถวายพระนามว่าสมเด็จพระบรมราชามหาอดิศร บวรสุจริตทศพิธธรรมธเรศ เชษฐโลกนายกอุดมบรมนาถบรมบพิตร พระพุทธเจ้า กรุงเทพมหานครบวรทวารวดีศรีอยุธยา
เมื่อเสร็จการราชาภิเษกแล้ว โปรดให้สถาปนาเจ้านายขุนนางข้าราชการทั้งหลายจนถึงบ่าวไพร่ฝ่ายข้าหลวงเดิม ข้าทูลละอองของกรมขุนอนุรักษ์มนตรี พวกบ่าวไพร่ได้เป็นขุนนางก็มี เจ้าจอมหม่อมห้ามที่มีโอรสได้ยกขึ้นเป็นเจ้าก็มี เช่น เจ้าจอมฟักกับเจ้าจอมปาน น้องสาวนายสังมหาดเล็กบ้านคูจาม เป็นต้น
“เจ้านายมีมากขึ้น เชื้อสายวรวงษามีเพิ่มขึ้น เท่ากับบ้านเมืองมียศยิ่งฟ้าขึ้น” บรรดาข้าทูลละอองพระบาทกับข้าหลวงเดิมพากันยกยอปอปั้นกันเองให้ลั่นไป ไม่เท่านั้น ยังพากันบันลือเพลงบรรเลงดนตรีมโหรียอยกยศยิ่งฟ้า มีใจความตามคำโคลงกำสรวลสมุทรสุดใจดินใจฟ้ามาแต่ก่อนว่า
๏ อยุธยายศยิ่งฟ้า ลงดิน แลฤๅ
อำนาจบุญเพรงพระ ก่อเกื้อ
เจดีย์ลอออินทร ปราสาท
ในทาบทองแล้วเนื้อ นอกโสม ฯ
ต่อจากนั้นบันลือบรรเลงเพลงดนตรีมโหรี มีเนื้อความประหนึ่งกาพย์ขับไม้เรื่องพระรถเสน ที่มีใช้งานต่อๆมาภายหลังว่า
ขึ้น เกยแก้วเก้าสิ่ง เสวยสวัสดิ์
ตั่ง สุพรรณรายรัตน์ เพริศแพร้ว
นั่ง ในวรเศวตฉัตร เฉลิมโลก
เมือง บพิตรพระแก้ว แต่นี้จักเกษม ฯ
ขึ้นตั่งนั่งเมือง แท่นทองรองเรือง สุขศรีปรีดิ์เปรม
เมืองกว้างช้างหลาย ลูกขุนมูลนาย อยู่เย็นเป็นเกษม
ยินดีปรีดิ์เปรม วิโรจโอชเอม ทั้งหลายถวายกร
ที่สุดแล้วบรรดาเจ้าจอมหม่อมห้ามนักสนมกำนัลนางทั้งอำมาตย์มนตรี ต่างมีคำยอยกยศยิ่งฟ้าเป็นเพลงยาวพยากรณ์ที่มีมาแต่ก่อนว่า
๏ จะกล่าวถึงกรุงศรีอยุธยา
เป็นกรุงรัตนราชพระศาสนา มหาดิเรกอันเลิศล้น
เป็นที่ปรากฏรจนา สรรเสริญอยุธยาทุกแห่งหน
ทุกบุรีสีมามณฑล จบสกลลูกค้าวาณิช
ทุกประเทศสิบสองภาษา ย่อมมาพึ่งกรุงศรีอยุธยาเป็นอักนิษฐ์
ประชาราษฎร์ปราศจากภัยพิศ ทั้งความพิกลจริตแลความทุกข์
ฝ่ายองค์พระบรมราชา ครองขัณฑสีมาเป็นสุข
ด้วยพระกฤษฎีกาทำนุก จึงอยู่เย็นเป็นสุขสวัสดี
เป็นที่อาศัยแก่มนุษย์ในใต้หล้า เป็นที่อาศัยแก่เทวดาทุกราศี
ทุกนิกรนรชนมนตรี คหบดีชีพราหมณ์พฤฒา
ประดุจดังศาลาอาศัย ดังหนึ่งร่มพระไทรอันสาขา
ประดุจหนึ่งแม่น้ำพระคงคา เป็นที่สิเนหาเมื่อกันดาร
ด้วยพระเดชเดชาอานุภาพ อาจปราบไพรีทุกทิศาน
ทุกประเทศเขตขัณฑ์บันดาล แต่งเครื่องบรรณาการมานอบนบ
กรุงศรีอยุธยานั้นสมบูรณ์ เพิ่มพูนด้วยพระเกียรติขจรจบ
อุดมบรมสุขทั้งแผ่นพิภพ จนคำรบศักราชได้สองพัน