ข่าวสด – วันเสาร์ที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๔๖

 

กุมภกรรณ-ปั้นเขื่อนทดน้ำ

ทำลายชุมชนพลพระราม

คนหนุ่มคนสาวสมัยก่อน (ก่อนขนาดไหนไม่รู้แล้ว) มีคำสแลงใช้ต่อว่าด่าทอพอสมควรแก่เพื่อนฝูงชุดหนึ่งว่า – “ไอ้กุมพะกัน” – หมายถึง ทั้งกุมทั้งกัน คือกีดกันนั่นเอง

หนุ่มคนหนึ่งอยากเกี้ยวสาวคนหนึ่ง แต่ถูกหนุ่มอีกคนหนึ่งกีดกันสาวคนนั้นออกไปไม่ให้ถูกเกี้ยว จะด้วยความปรารถนาดี หรือเพื่อเกี้ยวเองก็สุดแต่จะเข้าใจ แต่ไอ้หนุ่มอีกคนนี้จะได้รับสมญาว่า – “ไอ้กุมพะกัน” ซึ่งจะเพี้ยนเสียงพ้องคำจากยักษ์ตนหนึ่งในรามเกียรติ์ชื่อกุมภกรรณ ผู้เป็นน้องชายทศกัณฐ์

กุมภกรรณ มีชื่อเสียงทางทดน้ำ เหมาะจะเป็นสัญลักษณ์ของกรมชลประทาน หรือ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ (กฟผ.) ทำนองนี้

เหตุที่มีชื่อเสียงทางทดน้ำ เพราะทศกัณฐ์ขอให้ไปช่วยรบกับพระราม กุมภกรรณเลยคิดอุบายแปลงตนเป็น“เขื่อน” ไปนอนขวางแม่น้ำอยู่ทางเหนือกองทัพพระราม หวังจะให้น้ำแล้ง พวกมนุษย์กับลิงไพร่พลพระรามจะได้อดน้ำตายตอนนี้แหละ เลยเรียกว่า กุมภกรรณทดน้ำ

แต่แล้วต้องแพ้หนุมาน (ถ้ายักษ์ไม่แพ้ลิง จะสนุกอะไรล่ะ) จนถูกศรพระรามตายแหงแก๋ ก่อนตายต้องมี plot สำนึกผิด จะได้สมเป็นรามเกียรติ์ คือยกย่องสรรเสริญเกียรติคุณพระรามว่า

 

ตัวข้ากุมภกรรณนั้นมีผิด                 ขอมอบชีวิตอุทิศถวาย

ผลกรรมตามถึงจึงมลาย                 พระฤาสายอย่าถือโทษจงโปรดปราน

ซึ่งประมาทพลาดพลั้งครั้งนี้             เหตุด้วยเจ้าธานีโอหังหาญ

จึงทำให้อสุรพงศ์วงศ์วาน                มาวายปราณดับดิ้นสิ้นชีวา

กรมศิลปากร จะคิดอะไรเกี่ยวกับ“เขื่อน”และ“น้ำ”อยู่หรือไม่? ไม่รู้ได้ แต่เอาโขนตอนนี้มาแสดงอยู่ที่โรงละครแห่งชาติขณะนี้ เหลือ ๒ รอบสุดท้ายแล้ว คือ เสาร์ที่ ๑๒ กับอาทิตย์ที่ ๑๓ เวลา ๑๔.๐๐ น. ทั้ง ๒ วัน โดยตั้งชื่อชุดสัจจะอสุรพงศ์ เป็นชื่อคิดขึ้นใหม่หวังจะให้ทันสมัย แต่ดูเหมือนจะไม่สำเร็จ

plot กุมภกรรณทดน้ำ มีพื้นฐานวิธีคิดแบบ “อำนาจ” คือ กูกักน้ำไว้ใช้พวกเดียว แต่พวกมึง ต้องอดน้ำตาย ฉะนั้นเขื่อนคืออาวุธอย่างหนึ่งของคนมี“อำนาจ”

ชาวบ้านสมัยก่อนที่ไร้“อำนาจ”เลยไม่คิดเรื่องเขื่อน หากคิดทำเหมืองหรือฝาย เพื่อ “อำนวย” ให้ชุมชนชาวบ้านด้วยกันเท่านั้น

นี่คือลักษณะแตกต่างระหว่าง“อำนาจ”กับ“อำนวย”

ผมไม่เคยมีและไม่คิดจะมี“อำนาจ”ทำ PR หรือประชาสัมพันธ์ผลักดันให้ใครต่อใครยกโขยงไปดูโขนกรมศิลป์ อย่างกับบรรดาสื่อมวลชนทั้งหลายมีน้ำใสใจจริง ทำPRให้ค่ายหนังค่ายเพลงทั้งหลายทั้งไทยและเทศ หากมีเพียงความเสน่หาอาลัยที่จะ“อำนวย”อวยพรให้คนเล่นโขนกับคนดูโขนที่มีเพียงหยิบมือเดียวดุจชุมชนหมู่บ้านเท่านั้น

สิ่งนี้สะท้อนลักษณะวัฒนธรรมชูชก คือบริโภคนิยม ในสังคมศรีธนญชัย ที่ทันสมัยแต่ไม่พัฒนา เพราะความกะล่อน คือมีปากไว้ฟูมฟายรักความเป็นไทย(ที่ไร้สาระ) แต่พฤติกรรมดูถูกสาระสำคัญของสิ่งเหล่านั้นอยู่ในสันดานแท้จริง

ก็สมควรแล้วที่สังคมจะเอาใจใส่แต่ผมล่าง ต่อไปควรประพฤติอย่างที่อาจารย์เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ทำนายอย่างปริวิตกไว้ คือใช้ หัวล่าง คิดแทน หัวบน fluoxetine get you high buy brand cialis online}