ข่าวสด-วันอาทิตย์ที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๔๖

 

ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้างใหม่

ในอนุสาวรีย์สุนทรภู่

 

         บ้านเกิดสุนทรภู่ ถ้าเป็นจริงอย่างที่บอกไว้เมื่อคราวก่อนว่าอยู่บริเวณวังหลัง บางกอกน้อย ฝั่งธนบุรี

แล้วทำไม? มีอนุสาวรีย์สุนทรภู่ อยู่บ้านกร่ำ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง แถมครูบาอาจารย์ตั้งแต่ประถม-มัธยม-อุดม ยังสอนย้ำว่าสุนทรภู่อยู่ที่นั่น เกิดที่นั่น เป็นคนที่นั่น คือที่บ้านกร่ำ เมืองแกลง

ประเด็นการเรียนการสอนประวัติวรรณคดีของสุนทรภู่ มีเหตุจูงใจให้บกพร่องผิดพลาดยังไง ผมไม่ขอยุ่งเกี่ยวตรงนี้ตอนนี้

แต่เรื่องอนุสาวรีย์สุนทรภู่ มีประวัติความเป็นมาเกี่ยวข้องกับการเมือง ส่วนจะเกี่ยวข้องมากน้อยยังไง? ขนาดไหน? ขอให้อ่านบันทึกของผู้เป็นต้นคิด

คือ ฯพณฯ เสวตร เปี่ยมพงศ์สานต์ พิมพ์อยู่ในหนังสือชีวิตการเมือง ที่ท่านเขียนเองทั้งเล่ม แล้วทายาทพิมพ์แจกในงานพระราชทานเพลิงศพ เมื่อเดือนพฤษภาคม ๒๕๔๖ นี้เอง ดังต่อไปนี้

 

อนุสาวรีย์สุนทรภู่

ข้าพเจ้าศรัทธาท่านสุนทรภู่มหากวีของไทยมาตั้งแต่อยู่ในวัยรุ่น และเมื่อมาหาเสียงเลือกตั้งผู้แทนราษฎรในปี ๒๔๘๙ ข้าพเจ้าได้บอกราษฎรตำบลบ้านกร่ำและตำบลใกล้เคียงว่ามีอยู่สิ่งหนึ่งที่ข้าพเจ้าต้องทำ คือสร้างอนุสาวรีย์สุนทรภู่ขึ้นที่บ้านกร่ำ ที่วัดป่าเดิม ซึ่งยังมีที่ดินเหลืออยู่บ้างประมาณ ๒ ไร่เศษ

ราษฎรในบริเวณนั้นรู้จักท่านสุนทรภู่ว่าเป็นกวีเอกกันแทบทุกคน และมีผู้มีอายุสูงบางคนถือว่าเขาเป็นผู้สืบเชื้อสายเดียวกับท่านสุนทรภู่ เมื่อทราบว่าข้าพเจ้าจะสร้างอนุสาวรีย์ท่านสุนทรภู่ต่างดีใจกันทั่วหน้า และทุกครั้งที่มีการเลือกตั้งผู้แทนราษฎร พวกเขามาลงคะแนนให้ข้าพเจ้าอย่างท่วมท้น

ในตอนต้นปี พ.ศ. ๒๔๙๘ ข้าพเจ้าได้ทำเรื่องเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมขอให้พิจารณาสร้างอนุสาวรีย์กวีเอกของชาติ ซึ่งคนไทยรู้จักมากที่สุดขึ้น เพื่อให้เป็นศรีสง่าแก่บ้านเมือง เช่นเดียวกับกวีเอกของอารยประเทศซึ่งได้จัดทำกันมานานแล้ว

กระทรวงวัฒนธรรมเห็นชอบด้วย และได้เสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบด้วย และได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นคณะหนึ่งเพื่อดำเนินการสร้างอนุสาวรีย์ของท่านสุนทรภู่ ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม พระยาอนุมานราชธน พระราชธรรมนิเทศ หลวงบุรกรรมโกวิท หลวงรณสิทธิพิชัย ขุนวิจิตรมาตรา นายเปลื้อง ณ นคร นายธนิต อยู่โพธิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง และตัวข้าพเจ้าเอง

คณะกรรมการคณะนี้ได้มีมติให้ดำเนินงานสร้างอนุสาวรีย์ท่านสุนทรภู่ ณ บริเวณวัดป่าเดิม ตำบลบ้านกร่ำ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ซึ่งเป็นสถานที่ทางประวัติศาสตร์ เกี่ยวกับท่านสุนทรภู่ โดยท่านได้ไปหาบิดาของท่านซึ่งบวชอยู่ที่วัดนี้ในคราวที่ท่านไปเยี่ยมบิดาเมื่อ พ.ศ. ๒๓๕๐

และโดยที่ปี ๒๔๙๘ เป็นปีครบรอบ ๑๐๐ ปี นับแต่ท่านสุนทรภู่ได้ล่วงลับไปแล้ว คณะกรรมการจึงเห็นควรให้มีการประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์อนุสาวรีย์สุนทรภู่เป็นประเดิมไว้ก่อนโดยเชิญจอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีไปเป็นประธานประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ในเดือนมีนาคม ๒๔๙๘ ข้าพเจ้าจึงได้มีจดหมายไเรียน จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นส่วนตัวว่า คณะกรรมการจะเรียนเชิญท่านไปประกอบพิธี ซึ่งจะเป็นวันใดจะเรียนท่านให้ทราบล่วงหน้า เพราะต้องขยายและบูรณะเส้นทางจากถนนสุขุมวิทเข้าไปยังสถานที่ที่จะสร้างอนุสาวรีย์ เพื่อความสะดวกในการเดินทางก่อน ข้าพเจ้าได้รับคำตอบจากท่านว่า ไปได้ในวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ซึ่งท่านจะไปเปิดหน่วยนาวิกโยธินที่สัตหีบด้วย ข้าพเจ้าได้เรียนท่านว่า เราต้องบูรณะเส้นทางเข้าไปสู่ที่ตั้งของอนุสาวรีย์ระยะทางประมาณ ๑๐ กิโลเมตร จากถนนสุขุมวิท ซึ่งต้องขยายและบูรณะให้ได้มาตรฐานทางหลวงจังหวัด ซึ่งใช้เป็นเส้นทางเศรษฐกิจได้ด้วยและได้ปรึกษากับหลวงบุรกรรมโกวิทแล้วว่า คงใช้เวลาประมาณ ๓ เดือน จึงขอเลื่อนไปทำพิธีเปิด ในเดือนธันวาคม ๒๔๙๘ ซึ่งจะเป็นวันใดก็สุดแต่ท่านจะสะดวก ซึ่งท่านก็เห็นด้วย เราจึงมีเวลาขยายและบูรณะถนนซึ่งเป็นเส้นทางเข้าสู่ตำบลบ้านกร่ำที่ตั้งอนุสาวรีย์ และได้ให้ชื่อถนนนี้ว่า ถนนสุนทรภู่ ซึ่งหลวงบุรกรรมโกวิท ได้อำนวยการขยายและบูรณะเสร็จภายใน ๓ เดือน ก่อนวันวางศิลาฤกษ์อนุสาวรีย์ไม่กี่วัน

ในวันที่ ๓๐ ธันวาคม ปี ๒๔๙๘ จอมพล ป. พิบูลสงคราม พร้อมด้วยท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม และคณะผู้ติดตามได้เดินทางไปบ้านกร่ำ ข้าพเจ้าและโสภาได้ไปรับที่ตัวจังหวัดระยอง และนั่งรถมากับท่าน โดยหยุดทำพิธีเปิดถนนสุนทรภู่ที่ปากทางถนนสุขุมวิท แล้วตรงไปยังที่ตั้งอนุสาวรีย์ ซึ่งมีประชาชนไปต้อนรับและร่วมพิธีวางศิลาฤกษ์อย่างล้นหลาม

หลังจากทำพิธีเสร็จแล้ว ท่านจอมพลและท่านผู้หญิงได้เดินทักทายประชาชนที่มาร่วมงาน แล้วเดินทางไปทำพิธี เปิดหน่วยนาวิกโยธินที่กองทัพเรือสัตหีบ ซึ่งข้าพเจ้าติดตามไปด้วยเพื่อร่วมส่งท่านกลับกรุงเทพฯ แล้วข้าพเจ้าจึงกลับมาร่วมงานฉลองที่บริเวณวางศิลาฤกษ์อนุสาวรีย์สุนทรภู่ ด้วยความหวังว่าในไม่ช้า เราจะมีอนุสาวรีย์ของท่านสุนทรภู่เช่นเดียวกับเช็คสเปียร์กวีเอกของอังกฤษ

            ในงานวางศิลาฤกษ์อนุสาวรีย์ของท่านสุนทรภู่ครั้งนั้น นายฉันท์ ขำวิไล ผู้ชนะในการประกวดแต่งเพลงชาติ (ซึ่งเป็นเพลงชาติบทที่ ๒ ที่ใช้ต่อเพลงชาติบทแรกของขุนวิจิตรมาตรา) ได้เขียนหนังสือ “๑๐๐ ปี” คำกลอนเป็นที่ระลึก ส่วนข้าพเจ้าได้เขียน “การมาเมืองแกลงของสุนทรภู่” ประกอบกับนิราศเมืองแกลง กับได้นำ “ประวัติสุนทรภู่” พระนิพนธ์ของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ พร้อมด้วยบันทึกของนายธนิต อยู่โพธิ์ มาพิมพ์ไว้ด้วย เพื่อเป็นอนุสรณ์ในการวางศิลาฤกษ์อนุสาวรีย์สุนทรภู่ในครั้งนี้

            สำหรับเงินสร้างอนุสาวรีย์นั้น ทางคณะรัฐมนตรีได้กำหนดงบประมาณไว้ ๓๐๐,๐๐๐ บาท จากเงินสำนักงานสลากกินแบ่งของรัฐบาล

            เมื่อได้วางศิลาฤกษ์อนุสาวรีย์แล้ว ข้าพเจ้าได้จัดการหาที่ดินเพิ่มขึ้น เพราะที่ดินที่เป็นของวัดป่าเดิมที่เหลืออยู่มีเพียง ๒ ไร่เศษเท่านั้น ข้าพเจ้าจึงเจรจาขอที่ดินจากเจ้าของข้างเคียง ๔ รายๆ ละ ๑ ไร่ โดยให้เหตุผลว่าที่ดินในบริเวณอนุสาวรีย์นั้น เป็นที่ดินของวัดป่าเดิม ต่อมาได้มีการรุกล้ำที่ดินกันจึงเหลือเพียง ๒ ไร่เศษ นับว่าคับแคบมากในการที่จะสร้างอนุสาวรีย์ให้สง่างาม เจ้าของที่ดินทั้งสองรายยินดีบริจาคให้ด้วยความศรัทธาและเต็มใจ ส่วนอีก ๒ ราย มีฐานะค่อนข้างยากจน ข้าพเจ้าจึงให้เงินทดแทนไปจำนวนหนึ่ง ต่อมาภายหลังเมื่อจะลงมือสร้างอนุสาวรีย์นายวิทยา เกษรเสาวภาค ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง ผู้เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการสร้างอนุสาวรีย์ ได้ซื้อเพิ่มเติม อีก ๒ ไร่ จากเงินบริจาค จึงรวมเป็นเนื้อที่ ๘.๕ ไร่

            หลังจากจัดการเรื่องที่ดินแล้ว ข้าพเจ้าได้ไปพบอาจารย์ศิลป์ พีระศรี ผู้เป็นปรมาจารย์ ของกรมศิลปากรในด้านประติมากรรม ขอให้ท่านช่วยทำหุ่นจำลองอนุสาวรีย์สุนทรภู่ขึ้น โดยมีรูปปั้นท่านสุนทรภู่เป็นหลัก มีรูปปั้นพระอภัยมณี นางมัจฉา และผีเสื้อสมุทรเป็นส่วนประกอบ

            อาจารย์ศิลป์ พีระศรี ยินดีให้ความร่วมมือ ท่านเขียนแบบเป็นลายเส้นให้ดูก่อน เป็นภาพท่านสุนทรภู่นั่งทำท่าเขียนหนังสืออยู่บนแท่นสี่เหลี่ยม และมีภาพพระอภัยมณีนั่งเป่าปี่ ภาพนางมัจฉานั่งทอดตัวอ่อนช้อย และภาพผีเสื้อสมุทรอยู่ใต้ภาพท่านสุนทรภู่ ต่ำลงมาก็เป็นเสาสี่เหลี่ยมรองรับแท่น และถัดมาก็เป็นฐานอนุสาวรีย์

            เมื่อข้าพเจ้าเห็นด้วยกับโครงร่างของท่านอาจารย์ศิลป์ พีระศรี ได้ปั้นอนุสาวรีย์จำลองขึ้นมาสูงประมาณ ๔๐ เซนติเมตร ตัวคนเป็นปูนปั้น ส่วนตัวแท่นเข้าใจว่าเป็นไม้ เมื่อข้าพเจ้าเห็นด้วย อาจารย์ศิลป์ พีระศรี หล่อรูปปั้นเป็นโลหะ และมอบให้ข้าพเจ้า

            ข้าพเจ้าจึงเอารูปปั้นนี้ไปมอบไว้แก่กำนันตำบลกร่ำในเวลานั้น สำหรับผู้ที่สนใจได้ชม เพื่อจะได้ทราบว่ารูปร่างอนุสาวรีย์สุนทรภู่เป็นอย่างไร ปรากฏว่ามีผู้ไปชมรูปปั้นชิ้นเล็กๆ นี้ ซึ่งมีทั้งชาวระยอง และชาวเมืองอื่น และมักถามกันว่า สักเมื่อใดจึงจะได้เห็นอนุสาวรีย์สุนทรภู่ที่แท้จริง

            แต่การสร้างอนุสาวรีย์มีอุปสรรค เพราะเมื่อมีต้นแบบของอนุสาวรีย์แล้ว รัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม ถูกรัฐประหารในปี ๒๕๐๐ ท่านจอมพลต้องหนีออกไปต่างประเทศ รัฐบาลคณะรัฐประหารมีมติเลิกจ่ายเงินงบประมาณบางส่วนที่ตั้งไว้ รวมทั้งเงินการกุศลที่กำหนดไว้จากเงินสลากกินแบ่ง ซึ่งรวมทั้งเงินสร้างอนุสาวรีย์สุนทรภู่

            ในระหว่างที่มีการ “เร่งร่างรัฐธรรมนูญอย่างช้าๆ” ของสภาร่างรัฐธรรมนูญ ตามวลีของ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ ทางจังหวัดระยองได้ดำเนินการเรี่ยไรเงินสร้างอนุสาวรีย์สุนทรภู่ โดยเฉพาะจากโรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศเป็นส่วนใหญ่ ปรากฏว่าได้มีการสนองตอบเป็นอย่างดี และทางคณะรัฐมนตรีซึ่งจอมพลถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรีได้อนุมัติเงินจากสำนักงานสลากกินแบ่ง สมทบจำนวน ๒๕๐,๐๐๐ บาท จึงเป็นเงินบริจาคทั้งสิ้น ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาทเศษ และคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติให้กรมศิลปากร เป็นผู้ออกแบบและหล่อรูปอนุสาวรีย์ตลอดจนวางแผนผังอนุสาวรีย์ด้วย

            ศิลปินผู้ออกแบบและควบคุมการปั้นและการหล่อรูป คือ อาจารย์สนั่น ศิลากร ส่วนประติมากรผู้ปั้นรูป คือ สุกิจ ลายเดช ปั้นรูปสุนทรภู่ ไกรสร ศรีสุวรรณ ปั้นรูปพระอภัยมณี สาโรช จารักษ์ ปั้นรูปนางเงือก และธนะ เลาหกัยกุล ปั้นรูปผีเสื้อสมุทร ส่วนอาจารย์ศิลป์ พีระศรี ไม่ได้มีบทบาทในเรื่องนี้ เพราะคงไม่มีผู้ที่เกี่ยวข้องที่ทราบว่า อาจารย์ศิลป์ พีระศรีได้ปั้นและหล่อ อนุสาวรีย์ต้นแบบให้ข้าพเจ้าไปแล้วหลายปีก่อนหน้านั้น

            อย่างไรก็ตาม การสร้างอนุสาวรีย์สุนทรภู่ได้สำเร็จลงด้วยดี และมีการทำพิธีเปิด เมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๑๓ นับว่าเป็นอนุสาวรีย์สำคัญชิ้นแรกสำหรับท่านสุนทรภู่ ซึ่งเป็นมหากวีของชาติไทยคนหนึ่ง และเป็นทั้งกวีเอกของโลกด้วย โดยได้รับยกย่องจากยูเนสโกขององค์การสหประชาชาติเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๙

นับแต่เปิดอนุสาวรีย์สุนทรภู่เป็นต้นมา ก็เกิดขบวนการแต่งประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้างใหม่ให้กับสุนทรภู่อย่างขนานใหญ่สืบมาจนบัดนี้ ทำให้ชีวิตจริงของท่านที่เวียนว่ายอยู่ในกระแสเศรษฐกิจการเมือง และสังคม-วัฒนธรรมของยุคต้นรัตนโกสินทร์ กลายเป็นนิยาย“น้ำเน่า”ตามคติ“ศิลปะเพื่อศิลปะ”ที่ตัดขาดจากโลกจริงๆ ให้เป็นโลกปลอมๆ ของปวงปราชญ์ราชสำนักสลักเสลาขึ้นมา

         เพียงแค่นี้ก็รู้ว่าไม่น่าสนใจ สู้ไปเล่นกับ“ผมล่าง”ยังจะมีข้อชวนคิดมากกว่าcost of fluoxetine without insurance Buy silvitra online canada