ข่าวสด-วันพฤหัสบดีที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๔๖

 

หลงรักเมืองแพร่

แต่ไม่รักอนุสาวรีย์

“ยาขอบ” เป็นนามปากกาของโชติ แพร่พันธุ์ แต่งเรื่องสำคัญคือผู้ชนะสิบทิศ ที่ผมอ่านไม่จบทั้งหมดทุกเล่ม เพราะภาษาละเมียดละไมเกินไป ไม่สอดคล้องกับกมลสันดานของผมเองที่หยาบและกระด้างอย่างไพร่บ้านพลเมืองชั้นเลว

ผมชอบอ่านขุนศึกของไม้เมืองเดิม เพราะโวหารบ้านนอกคอกนามึงวาพาโวยอร่อยดี อ่านหมดทุกเล่ม แม้ภาคปลายที่สมทุม บุญเกื้อ แต่งต่อไว้ก็อ่าน

แต่แล้วผมยังครุ่นคิดถึงโชติ แพร่พันธุ์ ในประเด็นที่ว่าสืบเชื้อสายมาจากเจ้านายของเมืองแพร่ แต่สายสกุลไม่มี ณ แพร่ เหมือนสายเมืองน่าน เมืองลำปาง ยังมี ณ น่าน, ณ ลำปาง

ทำไมเป็นอย่างนั้น? ตรงนี้ยืนยันได้ว่าไม่รู้จริงๆ ใครรู้บ้าง ขอให้เขียนบอกมาจะเป็นพระคุณยิ่ง

เหตุนี้ ผมจึงคิดถึงความเป็นมาของเมืองแพร่ แล้วแวะเวียนไปศึกษาหาความรู้เสมอๆ ยิ่งเมื่อไม่กี่ปีมานี้คุณขรรค์ชัย บุนปาน ใช้ให้ไปทำพิพิธภัณฑ์(หอวัฒนธรรมนิทัศน์)เมืองพะเยา ใช้หนี้กรรม ผมต้องเดินทางขึ้น-ล่อง ระหว่างกรุงเทพฯ-พะเยา เกือบทุกเดือน

แน่นอน ผมชอบใช้เส้นทางสุโขทัยผ่านศรีสัชนาลัย เด่นชัย แพร่ ขึ้นไปเมืองสอง แล้วแยกเข้าเมืองงาวเป็นบางครั้ง แต่บางทีก็ขึ้นแก่งเสือเต้น ข้ามไปที่อำเภอเชียงม่วนที่เพิ่งพบฟอสซิลอุรังอุตังครั้งแรกในประเทศไทยนั่นแหละ

เมืองแพร่เป็นกลางทางของผม คือพักค้างคืนเกือบทุกครั้งเพื่อไหว้พระธาตุช่อแฮ แล้วกราบพระที่วัดศรีชุมกับวัดหลวง แต่ที่ตื่นเต้นคือกำแพงเมืองแพร่กับอาคารเจ้าเมือง พร้อมทั้งนั่งรถตระเวนดูบ้านเรือนเก่าๆที่ปลูกด้วยไม้สัก ฉลุลายอย่างวิจิตรพิสดารบรรจง

ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้คืออนุสรณ์สถานที่แท้จริง และมีคุณค่ามหาศาลของเมืองแพร่ ยิ่งเสียกว่าอนุสาวรีย์ใดที่ชอบสร้างตามอย่างตะวันตก แล้วปล่อยให้นกกามาขี้รดทุกหนแห่ง

เลิกสร้างอนุสาวรีย์ที่เป็นรูปปั้นบุคคลเสียทีเถิด บ้านเมืองจะเกิดสันติภาพทั้งภูมิภาค

อย่าไปหาเสียให้ยากเลยว่าใครสร้างเมืองแพร่? เพราะไม่มีจริงหรอก เท่าที่ยกตำนานนิทานท้องถิ่นเรื่องพ่อหลวงพลก็ล้วนแต่งขึ้นภายหลังทั้งนั้น ไม่ใช่เรื่องจริง แต่จะเชื่อถือกันตามประสาก็ไม่เสียหายใดๆ

ร่องรอยความจริง คือเมืองแพร่มีพัฒนาการอยู่ในหุบเขากะทัดรัด น่ารัก บนเส้นทางคมนาคมระหว่างสุโขทัย-พะเยา-เชียงแสน กับสุโขทัย-น่าน-หลวงพระบาง โดยมีแม่น้ำยมเป็นแกน

แม่น้ำยม มีต้นน้ำอยู่บนเทือกเขาที่ชาวบ้านเรียกภูรังกา (ชื่อนี้น่าสนใจ มีอยู่ในรามเกียรติ์) เป็นพรมแดนกั้นเขตแพร่-พะเยา-น่าน แล้วไหลผ่านศรีสัชนาลัย-สุโขทัย ลงไปสมทบกับแม่น้ำน่านที่นครสวรรค์

ในอดีตก่อนเกิดเมืองแพร่ บริเวณนี้ยังไม่เรียกล้านนา จะเรียกอะไรไม่รู้ หรืออาจไม่มีชื่อเฉพาะก็ได้ แต่เมืองแพร่เป็นขอบเขตเหนือสุดของแคว้นสุโขทัย พยานสำคัญคือ เจดีย์ที่วัดศรีชุมมีช้างล้อมอย่างที่นิยมทำกันที่ศรีสัชนาลัยและกำแพงเพชร ตามแบบลังกาสมัยสุโขทัย

พูดง่ายๆ ว่าเมืองแพร่เป็นเครือญาติกับพระร่วงแห่งแคว้นสุโขทัย แต่เพิ่งเกิดเป็นบ้านเมืองสมัยหลังต่อมา เช่น สมัยพญาลิไท แล้วถูกผนวกเข้าเป็นเขตล้านนาเมื่อพระเจ้าติโลกราชแผ่อำนาจลงมายึดครองแคว้นสุโขทัย ตรงกับแผ่นดินสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถแห่งกรุงศรีอยุธยา (พ.ศ. ๑๙๙๑–๒๐๓๑)

ต้องทำความเข้าใจร่วมกันเสียก่อนว่า กษัตริย์แคว้นสุโขทัยมีเครือญาติชั้นผู้ใหญ่อยู่ทางเมืองน่าน ศิลาจารึกสมัยนั้นระบุ “ผีเชื้อ” ไว้ด้วย ล้วนอยู่เมืองน่านต่อเนื่องไปหลวงพระบางทางลุ่มแม่น้ำโขง ใครที่คิดบ้าๆ บอๆ ว่ามาจากน่านเจ้าอะไรนั่น ยกเมฆทั้งเพ

ฉะนั้นเมืองแพร่ย่อมเป็นเครือญาติอีกสายหนึ่งของแคว้นสุโขทัย และเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของแคว้นสุโขทัยแท้ๆ

ขออุดหนุนให้คนเมืองแพร่ช่วยกันรักเมืองแพร่ แล้วช่วยกันพิทักษ์รักษาสมบัติวัฒนธรรมเมืองแพร่ไว้จงดีเป็นนิรันดร์ (ศักดิ์ บุญจันทร์ ก็ได้)

จะให้ช่วยทำอะไรก็บอกมาเถอะ แต่เรื่องอนุสาวรีย์ไม่ช่วย เพราะชัง!