ข่าวสด-เสาร์ที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๔๖

 

ที่ลุ่มน้ำมูน-ชี

มีต้นวงศ์กษัตริย์เขมร

 

อิทธิพลของประวัติศาสตร์ไทยฉบับ“ล้าหลัง–คลั่งชาติ” ยังมีอยู่ในสังคมไทยทุกวันนี้อย่างกว้างขวาง ฉะนั้นเมื่อผมแสดงหลักฐานว่า บริเวณตรงนั้นตรงนี้เคยมีความสัมพันธ์ทางสังคมและวัฒนธรรมเป็นเครือญาติกับ ข่า-เขมร-ลาว-แกว-ญวน-ฯลฯ อะไรต่อมิอะไรทำนองนี้ ย่อมก่อให้เกิดความไม่พอใจในความรู้สึกนึกคิดของคนส่วนหนึ่งในท้องถิ่นนั้นๆ

ความล้าหลัง-คลั่งชาติ ทำให้เข้าใจเอาเองว่าแต่ละคนเป็นไทยแท้บริสุทธิ์ผุดผ่องดังทองทา

แต่ในโลกความเป็นจริงไม่ได้เป็นอย่างนั้น เพราะไม่เคยมีไทยแท้อยู่ในโลก ทุกคนต่างเป็นลูกผสมหลายเผ่าหลายพันธุ์มาแต่โบราณกาล

วัฒนธรรมไทยทุกวันนี้ ก็รับแบบแผนนานาชาติ โดยเฉพาะอินเดีย จีน เขมร ลาว ฯลฯ เข้ามาผสมผสานจนต่างก็ลืมไปแล้ว เลยพากันหลงว่าไทยแท้

อันที่จริงควรภูมิใจว่าความเป็นไทยก็ดี วัฒนธรรมไทยก็ดี คือความหลากหลายที่คล้ายคลึงกัน ทำให้มีความคิดสร้างสรรค์จนเกิดสิ่งใหม่มารับใช้สังคมทุกวันนี้ได้ดียิ่ง ตัวอย่างที่เห็นชัดคืออาหารไทยที่ได้รับความนิยมแพร่หลายอยู่ในโลกขณะนี้ ถ้าตรวจสอบลงไปให้ถ่องแท้จะไม่พบอะไรที่เป็นไทยจริงๆ จะเห็นว่าเต็มไปด้วยอาหารนานาชาติ เช่น แขก จีน ฝรั่ง เป็นต้น ผสมผสานอยู่ทั้งนั้น

ผมว่านี่แหละ ข้อดี ข้อวิเศษ เป็นความฉลาดหลักแหลมอย่างยิ่ง

ด้านเผ่าพันธุ์ก็เช่นเดียวกัน จะเห็นร่องรอยและหลักฐานชัดเจนว่าบริเวณลุ่มน้ำมูนกับลุ่มน้ำชีในอีสาน มีความหลากหลายทางเผ่าพันธุ์มนุษย์มาแต่ดึกดำบรรพ์ไม่น้อยกว่า ๒,๕๐๐ ปีมาแล้ว รายละเอียดเรื่องนี้มีมากมายในหนังสืออีสาน ของอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม กับหนังสือเจนละ ของอาจารย์ธิดา สาระยา ที่สำนักพิมพ์มติชนพิมพ์ออกมาวางตลาดทั่วประเทศ และกำลังมี Happy Book Day อยู่ที่โคราช

หลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดียืนยันว่า บริเวณลุ่มน้ำมูนไม่เคยร้างผู้คนนับแต่ยุคโลหะหรือยุคเหล็กเมื่อ ๓,๐๐๐ ปีมาแล้ว มีคนตั้งหลักแหล่งสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบันตลอดแนวตั้งแต่นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ จนถึงอุบลราชธานี รวมไปถึงเขตจัมปาสักของลาวก็ยังได้

ผมเขียนเล่าไว้แล้วเมื่อวานนี้ ว่าที่พิมาย-พนมรุ้ง เป็นดินแดนบรรพชนของกษัติรย์เขมรในราชวงศ์มหิธรที่ไปสร้างนครวัด-นครธม

วันนี้จะขอบอกอีกว่าบริเวณลุ่มน้ำชี-มูน ทางยโสธรต่อเนื่องถึงอุบลราชธานีนั่นแหละเป็นถิ่นฐานบ้านเมืองดั้งเดิมของต้นตระกูลกษัตริย์เขมรอีกสายหนึ่งที่เคลื่อนย้ายลงไปตามแม่น้ำโขง แล้วสถาปนาอาณาจักรกัมพูชาขึ้นบริเวณทะเลสาบเขมร

เรื่องนี้มีศิลาจารึกกับซากศาสนสถานยืนยันชัดเจน ว่าบริเวณยโสธร-อุบลราชธานีคือหลักแหล่งดั้งเดิมของเจ้าชายจิตรเสน เมื่อเคลื่อนลงไปเป็นกษัตริย์เขมรก็มีพระนามในศิลาจารึกว่า มเหนทรวรมัน แล้วสืบลูกสืบหลานเป็นกษัตริย์เขมรครองอาณาจักรกัมพูชาต่อมา

ที่เราเรียกเขาว่าข่าก็ดี ส่วยก็ดี (เป็นชื่อเรียกคนอื่นที่เรียกอย่างดูถูกพวกเขา แต่พวกเขาเรียกตัวเองอย่างอื่น) ล้วนเป็นประชากรพื้นบ้านดั้งเดิมมาแต่ไหนแต่ไร ถือเป็นไพร่บ้านพลเมืองหรือทาสของเจ้าชายจิตรเสนสืบเนื่องมา แล้วยังดำรงเผ่าพันธุ์ถึงทุกวันนี้อย่างเหนียวแน่น

เห็นไหมว่า เครือญาติกันทั้งนั้น แล้วต้องยกเป็นเครือญาติผู้ใหญ่เก่าแก่ เป็นบรรพบุรุษสายหนึ่งของพวกเราทุกวันนี้ด้วยซ้ำไป

กระทรวงศึกษาธิการกับกระทรวงวัฒนธรรม ต้องตระหนักให้จงดี อย่าตกยุคย้อนกลับไปอยู่ในประวัติศาสตร์ไทยฉบับล้าหลัง-คลั่งชาติ เพราะมันผิดหลักฐาน แล้วไม่เอื้อเฟื้อเกื้อกูลต่อสันติภาพของภูมิภาคอุษาคเนย์นี้เลย

“รักใสๆ หัวใจ ๔ ดวง” ของพวก F4 น่ะ เป็นปรากฏการณ์ดีๆ อย่างหนึ่งที่น่าถนอมรัก อย่าบ้าบอคอแตกไปทำลายเขา อย่าหนวก-บอด-ใบ้ ควรทำลายความล้าหลัง-คลั่งชาติที่อยู่ในเนื้อในตัวของตัวเองต่างหาก