sujitwongthes

indexnew1

 

 


ประวัติย่อ

 

horoscope1


หมายเหตุของพลูหลวงประกอบดวงสุจิตต์

๑. ลัคนาสถิตย์ราศีพิจิก  อาโปธาตุ  ในชมพูทวีป  ดาวพระเคราะห์ทุกดวงเรียงรายกันเต็มท้องฟ้า  ๗  ราศีติดต่อกัน  ไม่มีดาวดวงใดกระเด็นออกจากกลุ่ม มีลัคนาโยคหน้า ลักษณะดาวแบบนี้ โหรไทยเรียกว่าดวงอัฒจักรหรือพระจันทร์ครึ่งซีก ส่วนโหรภารตะเรียกว่ามาลัยโยค เป็นโยคเกณฑ์สำคัญที่ส่งผลให้เจ้าชาตาสามารถชำแรกตนเองเด่นขึ้นมาสู่ความเป็นคนมีชื่อเสียง

ยิ่งในมาลัยมีดาวอาทิตย์มหาอุจกับจันทร์เกษตรแทรกอยู่ ย่อมเปรียบเสมือนนำมณีอันล้ำค่าไปแทรกประดับไว้ ทำให้มาลัยพวงนี้เป็นมาลัยอันมีคุณวิเศษ  มิใช่ของดาดๆ ทั่วไป

๒.  ดาวพุธกวีนิพนธ์กับดาวจันทร์เกษตร ยอดแห่งจินตนาการ ทำมุมตรีโกณถึงลัคนา ในราศีธาตุน้ำทุกจุดมีส่วนอบรมปรุงแต่งกมลสันดานให้ใฝ่ฝันในงานกวี  และงานเขียนหนังสือโดยตรง  มิผันแปรเป็นอื่น

๓.  ดาวพลูโตอันเป็นดาวโบราณคดีอยู่ร่วมกับจันทร์เกษตร  ตรีโกณถึงลัคนาด้วย  เจ้าชาตารักหลงใหลในของโบราณที่บรรพบุรุษได้สร้างสรรค์ไว้สมกับวิชาโบราณคดีที่ได้ร่ำเรียนมา อันปรากฏในนิยายอมตะชุด “ขุนเดช” ซึ่งเป็นนวนิยายเชิงสารคดีอันลือชื่อ ที่ได้เปล่งแววอัจฉริยะของเจ้าชาตาและอุดมคติอันสูงส่ง  มีอิทธิพลโน้มน้าวจิตใจผู้คนให้เริ่มหันมาสนใจไยดีต่อศิลปวัตถุโบราณของชาติ  สำนวนพรรณนาโวหารกะทัดรัด  และเต็มไปด้วยความรู้ของผู้รู้โดยแท้

poem

(คัดจากหนังสือนักกลอนบ่อนเข้าแช่ พระนิพนธ์หม่อมเจ้าจันทร์จิรายุวัฒน์  รัชนี  (พ. ณ  ประมวญมารค)  สำนักพิมพ์ดวงกมล  พิมพ์ครั้งแรก  พ.ศ. ๒๕๒๐  หน้า  ๕๖๖-๕๖๙)


สุจิตต์  วงษ์เทศ  และขรรค์ชัย  บุนปาน

พระนิพนธ์ของ หม่อมเจ้าจันทร์จิรายุวัฒน์  รัชนี

(คัดจากหนังสือนักกลอนบ่อนเข้าแช่ พระนิพนธ์หม่อมเจ้าจันทร์จิรายุวัฒน์ รัชนี (พ. ณ ประมวญมารค) สำนักพิมพ์ดวงกมล พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. ๒๕๒๐  หน้า  ๓๗๑-๓๗๓)

สุจิตต์เกิดที่จังหวัดปราจีนบุรี ขรรค์ชัยเกิดที่จังหวัดธนบุรี ได้เข้ามาเรียนหนังสือด้วยกันในกรุงเทพฯ ที่คณะโบราณคดี  มหาวิทยาลัยศิลปากร ทั้งสองได้แต่งกลอนตั้งแต่เป็นนักเรียน และได้รวบรวมพิมพ์เป็นหนังสือสองเล่มเรียก  “นิราศและกลอนลูกทุ่ง” เล่มหนึ่ง “กูเป็นนิสิตนักศึกษา”  เล่มหนึ่ง เล่มแรกแต่งเมื่อยังเป็นนักเรียน แต่งเป็นกลอนทุกชิ้น เล่มหลังแต่งเมื่อเป็นนักศึกษา มีโคลงและแบบอื่นๆ แทรกเข้ามาด้วย  เป็นงานคนละวัย  เมื่อเสร็จการศึกษาแล้วได้ไปทำหนังสือพิมพ์ จะได้แต่งอะไรเป็นชิ้นเป็นอันอีกหรือไม่ก็ไม่ทราบ  ถ้ามีก็ควรเป็นงานของอีกวัยหนึ่ง  ในหนังสือนี้เลือกมาแต่ที่พิมพ์อยู่ใน  “กูเป็นนิสิตนักศึกษา” ซึ่งส่วนมากพิมพ์ครั้งแรกในวารสารชื่อ “ช่อฟ้า” ในระยะประมาณ พ.ศ. ๒๕๑๑  ซึ่งเป็นปีที่ครบ  ๒๐๐  ปี  วันพระราชสมภพ ร. ๒  และครบ  ๒๐๐  ปีกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าข้าศึก

ของสุจิตต์น่าสนใจอยู่ที่ว่านำเอาเสียงเพลงชาวบ้านเข้ามาใส่ในกลอนเมื่อทำไปหน่อยในไม่ช้าก็ประยุกต์ตัวเองจากลูกทุ่งไปเป็นลูกกรุง ในทำนองที่เพลงลูกทุ่งมักจะกลายไปเป็นเพลงลูกท่านหลานเธอ  ในด้านวรรณคดี  สมมติว่าแยกกวีออกได้อย่างกว้าง ๆ เป็นสามประเภท  มีกวีราชสำนักหรือกวีขุนนาง  ๑  กวีชาวกรุงหรือลูกท่าน  ๑  และกวีชาวบ้านหรือลูกทุ่ง  ๑  ที่กวีขุนนางจะเปลี่ยนไปเป็นกวีชาวกรุงเห็นจะลำบาก หรือที่กวีชาวกรุงจะไปเป็นกวีชาวบ้านก็ยากเช่นเดียวกัน เพราะการแสดงออกไม่เหมือนกัน แต่ที่กวีชาวบ้านจะเปลี่ยนเป็นกวีชาวกรุง และกวีชาวกรุงจะเปลี่ยนเป็นกวีราชสำนักนั้นเปลี่ยนได้ง่าย บางทีโดยไม่รู้ตัว และในการเปลี่ยนนี้ พลังภายในก็อาจจางลงไป  แต่ในทางเกลี้ยงเกลาอาจทำให้มีผู้เห็นว่าเป็นกวีมากกว่าเก่า  เช่นนี้คืองานของสุจิตต์ แต่ก็ยังมีพลังกลอนแน่นอยู่อย่างมาก ส่วนขรรค์ชัยเกิดใกล้เมืองหลวงกว่าสุจิตต์ มีลูกเล่นมากกว่า ดีไปคนละอย่าง นักเขียนอังกฤษคนหนึ่งชื่อ คาไลล์  เขียนไว้เมื่อคริสต์ศตวรรษที่  ๑๙ ว่า  “สำนวนขบขันนั้นถือว่าเป็นยอดแห่งคุณสมบัติของกวี” (แปลอย่างหลวมๆ “Humour has justly been regarded  as  the  finest  perfection  of  poetical  genius”  Thomas  Carlyle)  ถ้าข้อความนี้เป็นจริงไซร้ กวีไทยตั้งแต่ น.ม.ส. ครูเทพ และนักกลอนในบ่อนเข้าแช่ของท่าน  ตลอดจนนักเรียนรุ่น  ม.ศ. ๓, ๒  และ  ๑  ที่แต่งโคลงสักวาที่จะลงในหนังสือนี้ต่อไป ก็ดูจะมีความขำคมที่ไม่ยิ่งหย่อนกว่ากวีชาติอื่น ในการพิมพ์ครั้งนี้ไม่ได้แยกเรื่องของขรรค์ชัยและสุจิตต์ออกจากกัน เพราะเห็นว่าพิมพ์สลับกันแล้วได้รสกวีกว่าที่จะพิมพ์แยก


วงษ์เทศ

ขอนามสกุลญาติมาใช้

เดิมเขียน วงษ์เทศน์

หมายถึง ตระกูลนักเทศน์มหาชาติ

พ่อบอกว่านามสกุล วงษ์เทศ เป็นของญาติผู้พี่ชื่อ เหลือ เป็น(ลาว)พวนด้วยกัน ได้ขอใช้ร่วมด้วย จะได้ไม่ต้องไปขอจดนามสกุลใหม่ที่อำเภอซึ่งไกลมาก

เดิมสะกดนามสกุลว่า วงษ์เทศน์ มาจากวงษ์เทศนา เพราะต่างมีความสามารถทางเทศนามหาชาติและกาพย์เซิ้ง

แต่ต่อมามีคำสั่งรัฐนิยม เลยต้องเขียนสั้นลงแค่ วงษ์เทศ” สืบจนทุกวันนี้

เรื่องนี้มีรายละเอียดเพิ่มเติมอีกอยู่ใน หนังสือที่ระลึกงานศพ นายสำเภา วงษ์เทศ (ที่วัดชิโนรสาราม ถนนอิสรภาพ คลองมอญ บางกอกน้อย กรุงเทพฯ วันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน 2529) ดังนี้

“วงษ์เทศ” ไม่ได้มาจากไหน?

ลูกๆ ไม่เคยมีใครถามพ่อมาก่อนว่า นามสกุล “วงษ์เทศ” มีกำเนิดที่มาอย่างไร? ใครเป็นคนตั้ง? ใครเป็นต้นสกุล? เพราะเหตุใดจึง “วงษ์เทศ”? มีความหมาย หรือไม่มีความหมาย? เกี่ยวพัน และไม่เกี่ยวพัน กับอะไร? สถานไหน?

เหตุที่ไม่ได้ถาม เพราะรู้ว่าสืบสาวไปยังไงๆ เสียก็จะพบ สายแหรก” เพียง 2 สายเท่านั้น คือ ลาว” กับ เจ๊ก” ระดับ “เชลยศึก” และ “เสื่อผืนหมอนใบ เท่านั้น

ที่จะสืบไปพบ “ขุนนาง มี บรรดาศักดิ์ ถือ ศักดินา เห็นจะไม่มี ดังนั้นก็จึงเพียงภูมิใจในความเป็น วงษ์เทศ” ที่พ่อกับแม่ช่วยกันมอบให้ลูกๆ เท่านั้น

แต่แท้จริงแล้วเป็นอย่างนี้

ใบปลดเป็นทหารกองหนุนของพ่อ ที่ลงนามโดย ข้าหลวงประจำจังหวัดฉะเชิงเซา” และ “สัสดีจังหวัดฉะเชิงเซา ตามแบบ “สด. 19″ เมื่อ พ.ศ. 2485 เป็นเอกสารทางราชการเกี่ยวกับพ่อที่เก่าที่สุดเท่าที่มี ซึ่งพี่เบิ้มเก็บรักษาไว้ ระบุว่า :

พ่อชื่อ เภา วงส์เทส

๏ บิดามารดาของพ่อชื่อ เบ๊า วงส์เทส และ มี วงส์เทส

บิดาของพ่อที่แท้จริงชื่อ พิมพ์ มารดาชื่อ บุญมี” นามสกุลไม่ปรากฏ (จาก-บันทึกประวัติชีวิตของพ่อที่พ่อเขียนเอง และจากปากคำที่แม่เล่า)

พ่อเขียน และแม่เล่า มีความตรงกันว่า พ่อเป็น “ลูกกำพร้า ตั้งแต่ยังเยาว์

แม่เล่าว่า มารดาของพ่อคือ ย่าบุญมี ไปแต่งงานใหม่กับ ผู้ใหญ่เบ๊า ซึ่งเป็นคน ลาวพวน เทือกแถวบ้านซ่อง พนมสารคาม

แม่เล่าว่า แม่เคยเห็น “ผู้ใหญ่เบ๊า แต่จำเค้าหน้าได้เลือนรางเต็มที เพราะ ผู้ใหญ่เบ๊า เป็นคนรุ่นราวคราวเดียวกับ “เตี่ย ของแม่ คือ อากุง” (นายช้อน เชาว์เจริญ)

พ่อจะใช้นามสกุล วงษ์เทศ” มาตั้งแต่เมื่อไร แม่ไม่รู้

แม่รู้แต่ว่า เมื่อพ่อมาแต่งงานกับแม่ พ่อนามสกุล วงษ์เทศ”

บิดาที่แท้จริงของพ่อ คือ ปู่พิมพ์ จะมีนามสกุล “วงษ์เทศ หรือไม่ แม่ไม่รู้

แม่รู้แต่ว่าลูกชายคนหนึ่งของผู้ใหญ่เบ๊า คือ “นายเหลือ หรือลุงเหลือ ซึ่งสนิทกับพ่อ และพ่อเคารพเป็น “พี่ มีนามสกุล วงษ์เทศ”

จากบันทึกประวัติชีวิตของพ่อ ซึ่งพ่อเขียนเอง และจากใบสำคัญทหารนอกราชการของพ่อมีความพอจะสืบสาวได้ว่า :

1. พ่อเกิดที่ชุมแสง เมื่อปี พ.ศ. 2453 กำพร้าบิดาเมื่อ พ.ศ. 2456

(…เมื่อผมอายุได้ประมาณ 3 ขวบ พ่อก็เสียชีวิต : จากบันทึกประวัติของพ่อ หน้า 1)

2. พ่ออยู่ที่ชุมแสงกับมารดาคือ ย่าบุญมี จนถึง พ.ศ. 2468 มารดาก็พาพ่อย้ายไปอยู่ที่บ้านซ่อง พนมสารคาม

(…ผมบวชเป็นสามเณรอยู่ปีเศษ ก็สึกออกมาช่วยแม่ทำนาเพราะอาชีพพื้นบ้านทำนาทั้งนั้น ไม่มีอาชีพอย่างอื่นเลย ครั้งนั้นผมมีอายุในราว 14-15 ปี แม่ได้ย้ายบ้าน จากหมู่บ้านชุมแสงไปอยู่ที่หมู่บ้านน้อย ตำบลบ้านซ่อง อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา อยู่คนละฟากลำธารซึ่งเป็นเขตแดนของจังหวัดปราจีนบุรีและฉะเชิงเทรา หรือที่เรียกอีกชื่อหนึ่งว่าบ้าน “เกาะเค็ด” : จากบันทึกประวัติชีวิตของพ่อ หน้า 10)

3. พ่ออยู่กับมารดาที่ “เกาะเค็ด” 5 ปีก็บวชที่วัดชุมแสง เมื่อปี 2473 หน้าแล้งปีรุ่งขึ้น พ.ศ. 2474 ก็เดินทางเข้ากรุงเทพฯ

(…ผมช่วยแม่ทำนาปีแล้วปีเล่า จนกระทั่งอายุได้ 20 ปี ครบบวชเมื่อ พ.ศ. 2473 แม่ก็พาผมไปฝากวัดชุมแสงให้หัดขานนาค ท่องหนังสือสวดมนต์ พอถึงเดือน 4-5 (มี.ค.-เม.ย.) พระมหาธีร์ ซึ่งเป็นพระกรรมวาจาจารย์ผม ท่านได้ออกไปวัดชุมแสงอีก ผมได้ไปหาท่าน แล้วปรารภกับท่านว่ายังไม่อยากสึก อยากเข้าไปเรียนหนังสือในกรุงเทพฯ ขอร้องให้ท่านช่วยเหลือหาวัดให้อยู่ ฝากฝังเจ้าอาวาสให้ด้วย ท่านรับว่าจะหาที่อยู่ และฝากกับเจ้าคุณที่วัดเทพธิดาราม‚พอถึงเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2474 ผมก็ออกเดินทางจากวัดชุมแสง เวลาประมาณบ่าย 3 โมงเย็น : จากบันทึกประวัติชีวิตของพ่อ หน้า 31, 32 และ 33)

4. ระหว่างที่พ่ออยู่ เกาะเค็ด และก่อนที่พ่อจะเดินทางเข้ากรุงเทพฯนี้เอง ที่พ่อใช้นามสกุล วงษ์เทศ”

ใบสำคัญทหารนอกประจำการ ที่พ่อปลดเป็นทหารกองหนุนประเภทที่ 2 เข้าบัญชีทหารกองเกินเมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2473 ระบุว่า :

๏ พ่อชื่อ เภา วงส์เทส

๏ บิดาชื่อ เบ๊า วงส์เทส

๏ มารดาชื่อ มี วงส์เทส

๏ มีภูมิลำเนาอยู่ที่ บ้านเกาะเค็ด หมู่ที่ 12 ตำบลบ้านซ่อง อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเซา

5. นามสกุล “วงษ์เทศ พ่อใช้ตาม บิดาเลี้ยง คือ นายเบ๊า หรือ ผู้ใหญ่เบ๊า ซึ่งตรงกับปากคำของแม่ว่า ลูกชายคนหนึ่งของผู้ใหญ่เบ๊า คือ นายเหลือ หรือ ลุงเหลือ ซึ่งเป็นคนที่พ่อเคารพนับถือเหมือน “พี่ มีนามสกุล วงษ์เทศ”

6. บิดาที่แท้จริงของพ่อ คือ ปู่พิมพ์ ตายตั้งแต่พ่ออายุ 3 ขวบคือ ปี พ.ศ. 2456 ซึ่งเป็นต้นรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6

ปีที่ปู่พิมพ์ตาย (2456) เป็นปีเดียวกันกับ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการประกาศใช้พระราชบัญญัตินามสกุล

พ.ร.บ. บังคับใช้นามสกุล ตราขึ้นเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2456

บันทึกประวัติของพ่อ ไม่ได้บอกไว้ว่าปู่พิมพ์ตายในเดือนไหนของปี 2456 แต่เป็นที่สันนิษฐานได้ว่า ปู่พิมพ์น่าจะยังไม่มีนามสกุลก่อนเสียชีวิต หาไม่พ่อคงมีนามสกุลอื่นที่มิใช่ “วงษ์เทศ”


ศิลปานุสรณ์

รุ่นแรก ๒๕๐๖
sillapanusorn1

Download

บทความล่าสุด

นาฏกรรมแห่งรัฐ ในพิธีแข่งเรือเสี่ยงทาย

มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 26 สิงหาคม 2559

 

ประเพณี 12 เดือน

 

นาฏกรรมแห่งรัฐ

ในพิธีแข่งเรือเสี่ยงทาย

 

          พระราชพิธีแข่งเรือเสี่ยงทาย เป็นนาฏกรรมแห่งรัฐ หรือเป็นละครโรงใหญ่มหึมาที่เมื่อถึงฤดูกาลต้องมีทุกปี

          เพื่อเป็นเครื่องมือแสดงอำนาจเชิงสัญลักษณ์ของพระเจ้าแผ่นดินที่ในความจริงไม่มีมากล้นอย่างที่เข้าใจในหมู่ชนทั่วไป

          พิธีแข่งเรือเสี่ยงทาย ข้อความในกฎมณเฑียรบาลพรรณนาไว้สั้นๆ ห้วนๆ แต่สรุปสาระสำคัญว่ามีขบวนแห่มโหฬารไปตามแม่น้ำ

          สมรรถไชยเป็นเรือพระเจ้าแผ่นดิน ส่วนไกรสรมุกข์เป็นเรือพระอัครมเหสี เรือทั้งสองลำเป็นเรือแข่งเสี่ยงทาย

(เพิ่มเติม…)


พระเจ้าเหา มาจากเมืองจีน

มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพุธที่ 24 สิงหาคม 2559

 

พระเจ้าเหา มาจากเมืองจีน

 

          พระเจ้าเหาเป็นใคร? มาจากไหน? ยังไม่พบคำอธิบายน่าเชื่อ

          ที่ได้ยินมาเป็นแต่พูดกันโดยเดาเม้าธ์เอ็นจอยปาก ว่าได้จากตึกพระเจ้าเหา ที่เมืองละโว้ จ. ลพบุรี ซึ่งเป็นตึกที่ฝรั่งเรียก house แล้วเพี้ยนเป็นเหา

          บางทีบอกว่ามาจากชื่อพระพุทธรูป ว่าพระเจ้าหาว (หาว แปลว่า ท้องฟ้า) เพี้ยนเป็น เหา (ในหนังสือวัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ฯ ที่กรมศิลปากร พิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2542 หน้า 99)

          พระเจ้าเหา หมายถึง เก่าแก่, โบราณ มักใช้ว่ายุคพระเจ้าเหา หรือสมัยพระเจ้าเหา (จากพจนานุกรม ฉบับมติชน) ไม่ใช่พระเจ้าแผ่นดินชื่อ เหา

(เพิ่มเติม…)


กรุงเทพฯ โชคดี มีงานวิจัย ประวัติศาสตร์สังคมกรุงเทพฯ

มติชนรายวัน ฉบับประจำวันอังคารที่ 23 สิงหาคม 2559

 

กรุงเทพฯ โชคดี มีงานวิจัย

ประวัติศาสตร์สังคมกรุงเทพฯ

 

           ชุมชนเก่าสุดของกรุงเทพฯ อายุมากกว่า 600 ปีมาแล้ว หรือมีแล้วตั้งแต่ยุคต้นอยุธยา ก่อน พ.ศ. 2000

           พบหลักฐานเป็นหย่อมๆ ระยะห่างๆ สองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา (สายเก่า) ตั้งแต่บางกรวย (ย่านสะพานพระราม 6) ลงไปทางใต้ถึงบริเวณคลองเตย (ย่านสะพานภูมิพล 1, 2)

           หลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดีที่สนับสนุนความเก่าแก่ของชุมชนคนกรุงเทพฯ มากกว่า 600 ปีมาแล้ว มีไม่น้อยอยู่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ดูได้จากงานวิจัยสำคัญมาก

           เรื่อง “หลักฐานศิลปกรรมอยุธยาที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล วิเคราะห์ในฐานะชุมชน ‘ปากใต้’ สมัยกรุงศรีอยุธยา”

           โดย ประภัสสร์ ชูวิเชียร ภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร (ได้รับสนับสนุนจากกองทุนวิจัยและสร้างสรรค์ คณะโบราณคดี พ.ศ. 2557) หนาราว 500 หน้า กระดาษ A4

(เพิ่มเติม…)