sujitwongthes

indexnew1

 

 

 


 Horoscope 

 

horoscope1


หมายเหตุของพลูหลวงประกอบดวงสุจิตต์

๑. ลัคนาสถิตย์ราศีพิจิก  อาโปธาตุ  ในชมพูทวีป  ดาวพระเคราะห์ทุกดวงเรียงรายกันเต็มท้องฟ้า  ๗  ราศีติดต่อกัน  ไม่มีดาวดวงใดกระเด็นออกจากกลุ่ม มีลัคนาโยคหน้า ลักษณะดาวแบบนี้ โหรไทยเรียกว่าดวงอัฒจักรหรือพระจันทร์ครึ่งซีก ส่วนโหรภารตะเรียกว่ามาลัยโยค เป็นโยคเกณฑ์สำคัญที่ส่งผลให้เจ้าชาตาสามารถชำแรกตนเองเด่นขึ้นมาสู่ความเป็นคนมีชื่อเสียง

ยิ่งในมาลัยมีดาวอาทิตย์มหาอุจกับจันทร์เกษตรแทรกอยู่ ย่อมเปรียบเสมือนนำมณีอันล้ำค่าไปแทรกประดับไว้ ทำให้มาลัยพวงนี้เป็นมาลัยอันมีคุณวิเศษ  มิใช่ของดาดๆ ทั่วไป

๒.  ดาวพุธกวีนิพนธ์กับดาวจันทร์เกษตร ยอดแห่งจินตนาการ ทำมุมตรีโกณถึงลัคนา ในราศีธาตุน้ำทุกจุดมีส่วนอบรมปรุงแต่งกมลสันดานให้ใฝ่ฝันในงานกวี  และงานเขียนหนังสือโดยตรง  มิผันแปรเป็นอื่น

๓.  ดาวพลูโตอันเป็นดาวโบราณคดีอยู่ร่วมกับจันทร์เกษตร  ตรีโกณถึงลัคนาด้วย  เจ้าชาตารักหลงใหลในของโบราณที่บรรพบุรุษได้สร้างสรรค์ไว้สมกับวิชาโบราณคดีที่ได้ร่ำเรียนมา อันปรากฏในนิยายอมตะชุด “ขุนเดช” ซึ่งเป็นนวนิยายเชิงสารคดีอันลือชื่อ ที่ได้เปล่งแววอัจฉริยะของเจ้าชาตาและอุดมคติอันสูงส่ง  มีอิทธิพลโน้มน้าวจิตใจผู้คนให้เริ่มหันมาสนใจไยดีต่อศิลปวัตถุโบราณของชาติ  สำนวนพรรณนาโวหารกะทัดรัด  และเต็มไปด้วยความรู้ของผู้รู้โดยแท้

poem

(คัดจากหนังสือนักกลอนบ่อนเข้าแช่ พระนิพนธ์หม่อมเจ้าจันทร์จิรายุวัฒน์  รัชนี  (พ. ณ  ประมวญมารค)  สำนักพิมพ์ดวงกมล  พิมพ์ครั้งแรก  พ.ศ. ๒๕๒๐  หน้า  ๕๖๖-๕๖๙)


สุจิตต์  วงษ์เทศ  และขรรค์ชัย  บุนปาน

พระนิพนธ์ของ หม่อมเจ้าจันทร์จิรายุวัฒน์  รัชนี

(คัดจากหนังสือนักกลอนบ่อนเข้าแช่ พระนิพนธ์หม่อมเจ้าจันทร์จิรายุวัฒน์ รัชนี (พ. ณ ประมวญมารค) สำนักพิมพ์ดวงกมล พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. ๒๕๒๐  หน้า  ๓๗๑-๓๗๓)

สุจิตต์เกิดที่จังหวัดปราจีนบุรี ขรรค์ชัยเกิดที่จังหวัดธนบุรี ได้เข้ามาเรียนหนังสือด้วยกันในกรุงเทพฯ ที่คณะโบราณคดี  มหาวิทยาลัยศิลปากร ทั้งสองได้แต่งกลอนตั้งแต่เป็นนักเรียน และได้รวบรวมพิมพ์เป็นหนังสือสองเล่มเรียก  “นิราศและกลอนลูกทุ่ง” เล่มหนึ่ง “กูเป็นนิสิตนักศึกษา”  เล่มหนึ่ง เล่มแรกแต่งเมื่อยังเป็นนักเรียน แต่งเป็นกลอนทุกชิ้น เล่มหลังแต่งเมื่อเป็นนักศึกษา มีโคลงและแบบอื่นๆ แทรกเข้ามาด้วย  เป็นงานคนละวัย  เมื่อเสร็จการศึกษาแล้วได้ไปทำหนังสือพิมพ์ จะได้แต่งอะไรเป็นชิ้นเป็นอันอีกหรือไม่ก็ไม่ทราบ  ถ้ามีก็ควรเป็นงานของอีกวัยหนึ่ง  ในหนังสือนี้เลือกมาแต่ที่พิมพ์อยู่ใน  “กูเป็นนิสิตนักศึกษา” ซึ่งส่วนมากพิมพ์ครั้งแรกในวารสารชื่อ “ช่อฟ้า” ในระยะประมาณ พ.ศ. ๒๕๑๑  ซึ่งเป็นปีที่ครบ  ๒๐๐  ปี  วันพระราชสมภพ ร. ๒  และครบ  ๒๐๐  ปีกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าข้าศึก

ของสุจิตต์น่าสนใจอยู่ที่ว่านำเอาเสียงเพลงชาวบ้านเข้ามาใส่ในกลอนเมื่อทำไปหน่อยในไม่ช้าก็ประยุกต์ตัวเองจากลูกทุ่งไปเป็นลูกกรุง ในทำนองที่เพลงลูกทุ่งมักจะกลายไปเป็นเพลงลูกท่านหลานเธอ  ในด้านวรรณคดี  สมมติว่าแยกกวีออกได้อย่างกว้าง ๆ เป็นสามประเภท  มีกวีราชสำนักหรือกวีขุนนาง  ๑  กวีชาวกรุงหรือลูกท่าน  ๑  และกวีชาวบ้านหรือลูกทุ่ง  ๑  ที่กวีขุนนางจะเปลี่ยนไปเป็นกวีชาวกรุงเห็นจะลำบาก หรือที่กวีชาวกรุงจะไปเป็นกวีชาวบ้านก็ยากเช่นเดียวกัน เพราะการแสดงออกไม่เหมือนกัน แต่ที่กวีชาวบ้านจะเปลี่ยนเป็นกวีชาวกรุง และกวีชาวกรุงจะเปลี่ยนเป็นกวีราชสำนักนั้นเปลี่ยนได้ง่าย บางทีโดยไม่รู้ตัว และในการเปลี่ยนนี้ พลังภายในก็อาจจางลงไป  แต่ในทางเกลี้ยงเกลาอาจทำให้มีผู้เห็นว่าเป็นกวีมากกว่าเก่า  เช่นนี้คืองานของสุจิตต์ แต่ก็ยังมีพลังกลอนแน่นอยู่อย่างมาก ส่วนขรรค์ชัยเกิดใกล้เมืองหลวงกว่าสุจิตต์ มีลูกเล่นมากกว่า ดีไปคนละอย่าง นักเขียนอังกฤษคนหนึ่งชื่อ คาไลล์  เขียนไว้เมื่อคริสต์ศตวรรษที่  ๑๙ ว่า  “สำนวนขบขันนั้นถือว่าเป็นยอดแห่งคุณสมบัติของกวี” (แปลอย่างหลวมๆ “Humour has justly been regarded  as  the  finest  perfection  of  poetical  genius”  Thomas  Carlyle)  ถ้าข้อความนี้เป็นจริงไซร้ กวีไทยตั้งแต่ น.ม.ส. ครูเทพ และนักกลอนในบ่อนเข้าแช่ของท่าน  ตลอดจนนักเรียนรุ่น  ม.ศ. ๓, ๒  และ  ๑  ที่แต่งโคลงสักวาที่จะลงในหนังสือนี้ต่อไป ก็ดูจะมีความขำคมที่ไม่ยิ่งหย่อนกว่ากวีชาติอื่น ในการพิมพ์ครั้งนี้ไม่ได้แยกเรื่องของขรรค์ชัยและสุจิตต์ออกจากกัน เพราะเห็นว่าพิมพ์สลับกันแล้วได้รสกวีกว่าที่จะพิมพ์แยก


วงษ์เทศ

ขอนามสกุลญาติมาใช้

เดิมเขียน วงษ์เทศน์

หมายถึง ตระกูลนักเทศน์มหาชาติ

พ่อบอกว่านามสกุล วงษ์เทศ เป็นของญาติผู้พี่ชื่อ เหลือ เป็น(ลาว)พวนด้วยกัน ได้ขอใช้ร่วมด้วย จะได้ไม่ต้องไปขอจดนามสกุลใหม่ที่อำเภอซึ่งไกลมาก

เดิมสะกดนามสกุลว่า วงษ์เทศน์ มาจากวงษ์เทศนา เพราะต่างมีความสามารถทางเทศนามหาชาติและกาพย์เซิ้ง

แต่ต่อมามีคำสั่งรัฐนิยม เลยต้องเขียนสั้นลงแค่ วงษ์เทศ” สืบจนทุกวันนี้

เรื่องนี้มีรายละเอียดเพิ่มเติมอีกอยู่ใน หนังสือที่ระลึกงานศพ นายสำเภา วงษ์เทศ (ที่วัดชิโนรสาราม ถนนอิสรภาพ คลองมอญ บางกอกน้อย กรุงเทพฯ วันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน 2529) ดังนี้

“วงษ์เทศ” ไม่ได้มาจากไหน?

ลูกๆ ไม่เคยมีใครถามพ่อมาก่อนว่า นามสกุล “วงษ์เทศ” มีกำเนิดที่มาอย่างไร? ใครเป็นคนตั้ง? ใครเป็นต้นสกุล? เพราะเหตุใดจึง “วงษ์เทศ”? มีความหมาย หรือไม่มีความหมาย? เกี่ยวพัน และไม่เกี่ยวพัน กับอะไร? สถานไหน?

เหตุที่ไม่ได้ถาม เพราะรู้ว่าสืบสาวไปยังไงๆ เสียก็จะพบ สายแหรก” เพียง 2 สายเท่านั้น คือ ลาว” กับ เจ๊ก” ระดับ “เชลยศึก” และ “เสื่อผืนหมอนใบ เท่านั้น

ที่จะสืบไปพบ “ขุนนาง มี บรรดาศักดิ์ ถือ ศักดินา เห็นจะไม่มี ดังนั้นก็จึงเพียงภูมิใจในความเป็น วงษ์เทศ” ที่พ่อกับแม่ช่วยกันมอบให้ลูกๆ เท่านั้น

แต่แท้จริงแล้วเป็นอย่างนี้

ใบปลดเป็นทหารกองหนุนของพ่อ ที่ลงนามโดย ข้าหลวงประจำจังหวัดฉะเชิงเซา” และ “สัสดีจังหวัดฉะเชิงเซา ตามแบบ “สด. 19″ เมื่อ พ.ศ. 2485 เป็นเอกสารทางราชการเกี่ยวกับพ่อที่เก่าที่สุดเท่าที่มี ซึ่งพี่เบิ้มเก็บรักษาไว้ ระบุว่า :

พ่อชื่อ เภา วงส์เทส

๏ บิดามารดาของพ่อชื่อ เบ๊า วงส์เทส และ มี วงส์เทส

บิดาของพ่อที่แท้จริงชื่อ พิมพ์ มารดาชื่อ บุญมี” นามสกุลไม่ปรากฏ (จาก-บันทึกประวัติชีวิตของพ่อที่พ่อเขียนเอง และจากปากคำที่แม่เล่า)

พ่อเขียน และแม่เล่า มีความตรงกันว่า พ่อเป็น “ลูกกำพร้า ตั้งแต่ยังเยาว์

แม่เล่าว่า มารดาของพ่อคือ ย่าบุญมี ไปแต่งงานใหม่กับ ผู้ใหญ่เบ๊า ซึ่งเป็นคน ลาวพวน เทือกแถวบ้านซ่อง พนมสารคาม

แม่เล่าว่า แม่เคยเห็น “ผู้ใหญ่เบ๊า แต่จำเค้าหน้าได้เลือนรางเต็มที เพราะ ผู้ใหญ่เบ๊า เป็นคนรุ่นราวคราวเดียวกับ “เตี่ย ของแม่ คือ อากุง” (นายช้อน เชาว์เจริญ)

พ่อจะใช้นามสกุล วงษ์เทศ” มาตั้งแต่เมื่อไร แม่ไม่รู้

แม่รู้แต่ว่า เมื่อพ่อมาแต่งงานกับแม่ พ่อนามสกุล วงษ์เทศ”

บิดาที่แท้จริงของพ่อ คือ ปู่พิมพ์ จะมีนามสกุล “วงษ์เทศ หรือไม่ แม่ไม่รู้

แม่รู้แต่ว่าลูกชายคนหนึ่งของผู้ใหญ่เบ๊า คือ “นายเหลือ หรือลุงเหลือ ซึ่งสนิทกับพ่อ และพ่อเคารพเป็น “พี่ มีนามสกุล วงษ์เทศ”

จากบันทึกประวัติชีวิตของพ่อ ซึ่งพ่อเขียนเอง และจากใบสำคัญทหารนอกราชการของพ่อมีความพอจะสืบสาวได้ว่า :

1. พ่อเกิดที่ชุมแสง เมื่อปี พ.ศ. 2453 กำพร้าบิดาเมื่อ พ.ศ. 2456

(…เมื่อผมอายุได้ประมาณ 3 ขวบ พ่อก็เสียชีวิต : จากบันทึกประวัติของพ่อ หน้า 1)

2. พ่ออยู่ที่ชุมแสงกับมารดาคือ ย่าบุญมี จนถึง พ.ศ. 2468 มารดาก็พาพ่อย้ายไปอยู่ที่บ้านซ่อง พนมสารคาม

(…ผมบวชเป็นสามเณรอยู่ปีเศษ ก็สึกออกมาช่วยแม่ทำนาเพราะอาชีพพื้นบ้านทำนาทั้งนั้น ไม่มีอาชีพอย่างอื่นเลย ครั้งนั้นผมมีอายุในราว 14-15 ปี แม่ได้ย้ายบ้าน จากหมู่บ้านชุมแสงไปอยู่ที่หมู่บ้านน้อย ตำบลบ้านซ่อง อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา อยู่คนละฟากลำธารซึ่งเป็นเขตแดนของจังหวัดปราจีนบุรีและฉะเชิงเทรา หรือที่เรียกอีกชื่อหนึ่งว่าบ้าน “เกาะเค็ด” : จากบันทึกประวัติชีวิตของพ่อ หน้า 10)

3. พ่ออยู่กับมารดาที่ “เกาะเค็ด” 5 ปีก็บวชที่วัดชุมแสง เมื่อปี 2473 หน้าแล้งปีรุ่งขึ้น พ.ศ. 2474 ก็เดินทางเข้ากรุงเทพฯ

(…ผมช่วยแม่ทำนาปีแล้วปีเล่า จนกระทั่งอายุได้ 20 ปี ครบบวชเมื่อ พ.ศ. 2473 แม่ก็พาผมไปฝากวัดชุมแสงให้หัดขานนาค ท่องหนังสือสวดมนต์ พอถึงเดือน 4-5 (มี.ค.-เม.ย.) พระมหาธีร์ ซึ่งเป็นพระกรรมวาจาจารย์ผม ท่านได้ออกไปวัดชุมแสงอีก ผมได้ไปหาท่าน แล้วปรารภกับท่านว่ายังไม่อยากสึก อยากเข้าไปเรียนหนังสือในกรุงเทพฯ ขอร้องให้ท่านช่วยเหลือหาวัดให้อยู่ ฝากฝังเจ้าอาวาสให้ด้วย ท่านรับว่าจะหาที่อยู่ และฝากกับเจ้าคุณที่วัดเทพธิดาราม‚พอถึงเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2474 ผมก็ออกเดินทางจากวัดชุมแสง เวลาประมาณบ่าย 3 โมงเย็น : จากบันทึกประวัติชีวิตของพ่อ หน้า 31, 32 และ 33)

4. ระหว่างที่พ่ออยู่ เกาะเค็ด และก่อนที่พ่อจะเดินทางเข้ากรุงเทพฯนี้เอง ที่พ่อใช้นามสกุล วงษ์เทศ”

ใบสำคัญทหารนอกประจำการ ที่พ่อปลดเป็นทหารกองหนุนประเภทที่ 2 เข้าบัญชีทหารกองเกินเมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2473 ระบุว่า :

๏ พ่อชื่อ เภา วงส์เทส

๏ บิดาชื่อ เบ๊า วงส์เทส

๏ มารดาชื่อ มี วงส์เทส

๏ มีภูมิลำเนาอยู่ที่ บ้านเกาะเค็ด หมู่ที่ 12 ตำบลบ้านซ่อง อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเซา

5. นามสกุล “วงษ์เทศ พ่อใช้ตาม บิดาเลี้ยง คือ นายเบ๊า หรือ ผู้ใหญ่เบ๊า ซึ่งตรงกับปากคำของแม่ว่า ลูกชายคนหนึ่งของผู้ใหญ่เบ๊า คือ นายเหลือ หรือ ลุงเหลือ ซึ่งเป็นคนที่พ่อเคารพนับถือเหมือน “พี่ มีนามสกุล วงษ์เทศ”

6. บิดาที่แท้จริงของพ่อ คือ ปู่พิมพ์ ตายตั้งแต่พ่ออายุ 3 ขวบคือ ปี พ.ศ. 2456 ซึ่งเป็นต้นรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6

ปีที่ปู่พิมพ์ตาย (2456) เป็นปีเดียวกันกับ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการประกาศใช้พระราชบัญญัตินามสกุล

พ.ร.บ. บังคับใช้นามสกุล ตราขึ้นเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2456

บันทึกประวัติของพ่อ ไม่ได้บอกไว้ว่าปู่พิมพ์ตายในเดือนไหนของปี 2456 แต่เป็นที่สันนิษฐานได้ว่า ปู่พิมพ์น่าจะยังไม่มีนามสกุลก่อนเสียชีวิต หาไม่พ่อคงมีนามสกุลอื่นที่มิใช่ “วงษ์เทศ”

บทความล่าสุด

“โนรา” มาจากไหน? มาจาก “ละครนอก” ของชาวบ้านยุคอยุธยา

มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 27 มกราคม 2555

 

          โนราชาตรีที่มีในภาคใต้ คือละครนอกของยุคอยุธยา ทางภาคกลาง ลุ่มน้ำเจ้าพระยา

          ละครนอกแผ่ลงไปถึงภาคใต้ตั้งแต่ก่อนยุคอยุธยา เมื่อครั้งนั้นบ้านเมืองทางภาคใต้เกิดโรคระบาด โดยเฉพาะเมืองนครศรีธรรมราช ผู้คนล้มตายจนเมืองร้าง กษัตริย์เมืองเพชรบุรีส่งไพร่พลลงไปฟื้นฟู

          ละครนอกจากภาคกลางลุ่มน้ำเจ้าพระยาลงไปอยู่ภาคใต้ในคราวนี้เอง มีนิทานเล่าเรื่องความเป็นมาของโนราภาคใต้แพร่ลงไปจากอยุธยา แล้วไม่ได้ลงไปครั้งเดียว แต่ลงไปหลายครั้ง เพราะนครศรีธรรมราชเป็นเมืองในพระราชอาณาเขตของอยุธยา

          สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพก็ทรงได้ต้นฉบับคำร้องมโหรียุคอยุธยา มาจากเมืองนครศรีธรรมราช แสดงว่าเป็นแหล่งใต้สุดที่การละเล่นของอยุธยาแพร่ลงไป

 

โนราชาตรี

          ชาตรี เป็นชื่อการละเล่นที่ผู้ดีกรุงเทพฯ สมัย ร.1 หรือก่อนหน้านั้นใช้เรียกละครนอก, ละครชาวบ้านยุคนั้น

          แต่ที่คนรู้จักทั่วไปเพราะเล่นเรื่องนางมโนห์รา เลยพากันเรียกการละเล่นละครนอกอย่างนี้ว่า “มโนห์ราชาตรี” นานเข้าก็กร่อนเหลือสั้นลงว่า “โนราชาตรี” แล้วเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าเป็นการละเล่น 2 อย่าง คือ โนราอย่างหนึ่ง (เช่น โนราภาคใต้) และชาตรีอีกอย่างหนึ่ง (เช่น ละครชาตรีเล่นแก้บน)

          ชาตรี น่าจะมีรากจากคำในภาษาสันสกฤตว่า “ชาตฺย”, “ชาตย์” หมายถึง กุลชาติ, วิเศษ, เลิศ, งาม, น่าชม แต่มักเข้าใจทั่วไปว่าหมายถึงผู้มีวิชาอาคมขลัง เพราะโนราชาตรีเป็นการละเล่นในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ เช่น แก้บน ดังนั้นคนเล่นโนราชาตรีต้องมีวิชาอาคมคลังถึงจะเล่นได้

          เคยมีผู้อธิบายเพื่อให้ขลังและศักดิ์สิทธิ์กว่าอย่างอื่น ว่าชาตรีเพี้ยนมาจากการละเล่น “ยาตรา” หรือ “ยาตรี” ของดินแดนเบงกอลในอินเดีย บางทีอธิบายว่ามาจาก“กถากลิ”ของอินเดียใต้ แต่ล้วนไม่สอดคล้องความจริงและผิดฝาผิดตัวมั่วๆ ไป เพราะแบบแผนประเพณีลีลาแตกต่างอย่างสิ้นเชิง

 

ละครชาวบ้านยุคอยุธยา

          โนราคือละครนอก หรือละครชาวบ้านจากอยุธยา ยังมีหลักฐานและร่องรอยทางจารีตประเพณีอย่างเดียวกัน ดังต่อไปนี้

          เทริด หมายถึงเครื่องประดับศีรษะรูปมงกุฎเตี้ยมีกะบังหน้าหรือกรอบหน้าเมื่อสวมหัวจะครอบลงมาปรกถึงปลายหู เป็นประเพณีพบมากในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา, ล้านนา, และสองฝั่งโขง

          มีประเพณีทำเทริดอยู่ในพระพุทธรูปทรงเครื่องของล้านนา (หริภุญชัย-ลำพูน) และมักพบมากในสมัยกรุงศรีอยุธยา เช่น เทวรูปพระอิศวร(ที่กำแพงเพชร) รวมทั้งพระพุทธรูปทรงเครื่องสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง (ที่วัดหน้าพระเมรุและวัดอื่นๆ ในพระนครศรีอยุธยา)

          นอกจากนั้นยังคล้ายเครื่องยศชุนนางกรุงศรีอยุธยา มีตัวอย่างอยู่ที่ชิ้นส่วนบานประตูวิหารหลวงของวัดพระศรีสรรเพชญ์ในพระนครศรีอยุธยา และรูปเทวดาเขียนไว้หลังบานประตูโบสถ์วัดใหญ่ เพชรบุรี

          การละเล่นชั้นสูงของราชสำนัก เช่น มงครุ่ม, ระเบ็ง, กุลาตีไม้ ก็สวมเทริดเดียวกัน และลาลูแบร์รายงานไว้ด้วยว่าตัวโขนสมัยพระนารายณ์ก็สวมเทริดอย่างนี้

          แต่ยังไม่เคยพบประเพณีเทริดสมัยแรกๆ ในท้องถิ่นภาคใต้ จะมีก็เมื่อสมัยหลังๆ รับแบบแผนลงไปจากภาคกลางแล้ว

          นายโรงยืนเครื่อง โนราชาตรีมีผู้เล่นเป็นหลักอย่างน้อย 3 คน ตรงกับชื่อในพระอัยการตำแหน่งนาพลเรือน คือผู้ชายเรียกว่า “นายโรง” หรือ “ยืนเครื่อง” ผู้หญิงเรียกว่า“นาง” และเบ็ดเตล็ด เช่น เป็นฤาษี ยักษ์ พราน ยาย-ตา และเป็นสัตว์ต่างๆ รวมทั้งเป็นตัวตลกให้ขบขันเรียกว่า “จำอวด”

          นายโรงโนราชาตรีแต่งตัวโดยนุ่งสนับเพลาเชิงกรอมถึงข้อเท้า นุ่งผ้าหยักรั้งจีบโจงไว้หางหงส์ สวมเครื่องอาภรณ์กับตัวเปล่าไม่ใส่เสื้อและศีรษะสวมเทริดนั้น สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงกล่าวว่าเป็นเครื่องต้นแต่งแต่งตัวท้าวพระยามาแต่ดึกดำบรรพ์ เหมือนภาพสลักครั้งกรุงเก่า

          ท่ารำ ท่ารำโนราชาตรีมียืด-ยุบ เป็น “สามัญลักษณะ” ของบรรพชนคนอุษาคเนย์ ตั้งแต่ 3,000 ปีมาแล้ว

          โดยเฉพาะท่าตั้งเหลี่ยมบนขาทั้งสองข้าง แล้วยกแขนทั้งคู่ ได้จากท่ากบพบในภาพเขียนสีและในที่อื่นๆ ของอุษาคเนย์ ราว 2,500 ปีมาแล้ว

          สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงพระนิพนธ์ไว้ในตำนานเรื่องละครอิเหนา ว่าเพลงรำสิบสองท่าในกลอนไหว้ครูโนรา ตรงกับตำราของอยุธยา ที่ไม่มีอะไรเกี่ยวกับอินเดีย

          ไหว้ครู โรงครู โนราโรงครู มีร้องรำทำบทละครย่อๆ 12 เรื่อง ตรงกับร้องเรื่องไหว้ครูครั้งอยุธยา แต่โนราแปลงเป็นท้องถิ่น

          เล็บปลอม ละครยุคอยุธยาและก่อนหน้านั้นล้วนใส่เล็บปลอม เพราะเป็นประเพณีศักดิ์สิทธิ์ของทุกชาติพันธุ์อุษาคเนย์ไม่น้อย 2,500 ปีมาแล้ว

          ยังมีร่อยรอยเหลืออยู่กับกลุ่มคนพื้นเมืองในหมู่เกาะของอุษาคเนย์และฟ้อนแห่ครัวทาน หรือฟ้อนเล็บของภาคเหนือ

          มโนห์รา เรื่องมโนห์ราเป็นชื่อนางเอกของละครนอกยุคอยุธยา มีต้นฉบับสมุดข่อยยุคอยุธยาอยู่ในหอสมุดแห่งชาติ

          เป็นละครที่คนดูนิยมชมชอบมาก เลยเรียกละครนี้ว่า “มโนห์รา” แล้วกร่อนเหลือ “โนรา”

          ร้องด้น ละครนอกของชาวบ้านยุคอยุธยา ชายจริงหญิงแท้ ร้องเองรำเอง

          คำร้องเป็นฉันทลักษณ์กลอนเพลงยุคแรกเริ่ม ตรงกับบทละครนอกยุคอยุธยา(ปัจจุบันเรียกรวมๆ อย่างผิดๆ ว่า กลอนกล่อมเด็ก หรือเพลงกล่อมเด็ก)

          ปี่พาทย์ วงประโคมโนราชาตรี คือปี่พาทย์ยุคแรกเริ่ม โดยดูได้จากฆ้องคู่ 2 ใบ เสียงสูงต่ำ สืบเนื่องจากกลองทองมโหระทึก 3,000 ปีมาแล้ว ส่วนปี่โนราก็คือปี่นอก ซึ่งเป็นปี่พื้นเมืองดั้งเดิม (มีพัฒนาการจากแคน) แล้วต่อมาปรับแต่งเป็นปี่ในใช้กับละครในของราชสำนัก

          สรุปว่าโนราชาตรีมาจากละครนอกของชาวบ้านยุคอยุธยา

 

โนราตั้งเหลี่ยมเหมือนท่ากบ ภาพนี้ขุนอุปถัมภ์นรากร และ อ. สาโรช นาคะวิโรจน์(สงขลา) รำท่ากระต่ายชมจันทร์ (จากหนังสือลักษณะไทย ศิลปะการแสดง เล่ม 3 จัดพิมพ์โดย ธนาคารกรุงเทพ จำกัด((มหาชน) พ.ศ. 2551)

(3 แถวบน) คนทำท่ากบ เป็นต้นแบบท่าตั้งเหลี่ยมให้โขนละคร จากภาพเขียน ราว 2,500 ปีมาแล้ว บนหน้าผาหลายแห่งในมณฑลกวางสี (2 แถวล่าง) และในภาคอีสานของไทย เช่น อุบลราชธานี, อุดรธานี, เลย ฯลฯ

ปี่กลองโนราชาตรี หรือ“ปี่พาทย์ชาตรี” มีกลองชาตรี(บางทีเรียกกลองตุ๊ก) คือกลองทัดขนาดย่อส่วนให้เล็กลงแค่นั้น เพื่อแบกขนเบาแรงเมื่อต้องเร่ไปรับจ้างเล่นแก้บนตามหมู่บ้านที่การคมนาคมยังไม่สะดวกเหมือนทุกวันนี้


คลองบางใหญ่-คลองโยง เชื่อมเจ้าพระยา กับ ท่าจีน

มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพุธที่ 25 มกราคม 2555

 

          คุณขรรค์ชัย บุนปาน เป็นนักเลงอ่านวรรณคดี แล้วเขียนกวีนิพนธ์ ตั้งแต่นุ่งกางเกงขาสั้นเรียนมัธยมปลายอยู่วัดนวลนรดิศ ฝั่งธนบุรี (อาจอ่านและเขียนมาก่อนก็ได้ แต่ผมเพิ่งรู้ตอนนี้)

          เขามักท่องกลอนให้คนอื่นๆ ได้ยินเสมอๆ แล้วผมยังจำได้จนทุกวันนี้ ว่า

          ถึงมีเพื่อนเหมือนพี่ไม่มีเพื่อน              เพราะไม่เหมือนนุชนาฏที่มาดหมาย

          มีเพื่อนเล่นก็ไม่เหมือนกับเพื่อนตาย     มีเพื่อนชายก็ไม่เหมือนกับเพื่อนชม

          ครั้งนั้นไม่เคยอ่านวรรณคดี ผมเลยไม่รู้ว่ากลอนอะไร? ของใคร? หลังจากนั้นอีกนานถึงรู้ว่าเป็นกลอนมาจากนิราศพระแท่นดงรัง ของเสมียนมี กวีสมัยรัชกาลที่ 3 พรรณนาเมื่อล่องเรือเข้าคลองบางใหญ่ (นนทบุรี) จะไปแม่น้ำท่าจีน ที่เมืองนครชัยศรี (นครปฐม) เพื่อเดินบกขึ้นเกวียนไปพระแท่นดงรังทางแม่น้ำแม่กลอง (กาญจนบุรี)

 

คลองบางใหญ่ ตรงทางแยก จากคลองอ้อม บางกอกน้อย ที่บางม่วง ตรงไปคลองโยง ทะลุแม่น้ำท่าจีน ที่นครชัยศรี (มดดำ – พันธุ์ทิพย์ ธีระเนตร แห่งนิตยสาร Postcard ถ่ายรูปมาประกอบ)

 

          คลองบางใหญ่ แยกจากคลองอ้อม บางกอกน้อย (ที่ อ. บางใหญ่ จ. นนทบุรี) ฟากตะวันตกแม่น้ำเจ้าพระยา พุ่งออกไปทางทิศตะวันตก เชื่อมต่อกับคลองโยง (ที่ อ. พุทธมณฑล จ. นครปฐม) ไปทะลุแม่น้ำท่าจีน (ที่ อ. นครชัยศรี จ. นครปฐม)

          สรุปว่าคลองบางใหญ่กับคลองโยงเป็นคลองเดียวกัน ที่เชื่อมเจ้าพระยากับท่าจีน แต่เรียกชื่อต่างกันตามตำบลที่ผ่านเป็น 2 ตอนเท่านั้นเอง

          คลองบางใหญ่-คลองโยง น่าจะเป็นคลองธรรมชาติก่อน แล้วถูกแต่งให้ตรงในยุคหลังๆ เพราะเมื่อคราวสุนทรภู่แต่งนิราศสุพรรณสมัย ร.3 ยังเป็นคลองคดลดเลี้ยว ว่า

         ๏ คลองคดลดเลี้ยวล้วน            หลักตอ

          เกะกะระเรือรอ                        ร่องน้ำ

          คดคลองช่องแคบพอ              พายถ่อ  พ่อเอย

          คนคดลดเลี้ยวล้ำ                    กว่าน้ำลำคลอง

          เมื่อเสาร์-อาทิตย์ผ่านมา ผมไปสำรวจตรวจสอบเส้นทางคลองบางใหญ่ตั้งแต่แยกบางม่วง มีทางเลียบออกไปตัดกับถนนกาญจนาภิเษก แล้วลัดเลาะเข้าตรอกซอกซอยฝั่งตรงข้ามไปอีก ผ่านชุมชนวัดวาอารามริมคลอง จนเข้าเขตศาลายา พุทธมณฑล, ลานตากฟ้า นครชัยศรี

          โดยใช้แผนที่กรุงเทพฯและเขตติดต่อ 8 จังหวัดของบางกอกไกด์ ที่ซื้อมาจากร้านขายหนังสือ ดูประกอบแผนที่อำเภอบางบัวทองของกรมแผนที่ทหาร ทำให้เดินทางสะดวกขึ้นมาก

          พอขึ้นถนนกรุงนนท์-จงถนอมที่ศาลายา ก็พอดีพระอาทิตย์ตกดิน ไม่ทันสำรวจอีกฟากหนึ่งที่ไปลงท่าจีน เพราะเมื่อ 2-3 ปีก่อนเคยหาทางเลียบคลองโยง แล้วหลงเข้ารกเข้าพงไปออกวัดหลวงพ่อเปิ่นโน่น เลยเข็ดขี้อ่อนขี้แก่ไม่กล้าซ้ำ

          คลองบางใหญ่-คลองโยง เป็นคลองธรรมชาติ (มีอยู่ก่อนคลองมหาสวัสดิ์ ที่ขุดสมัย ร.4 ขนานไปกับคลองบางใหญ่-คลองโยง) สมัย ร.3 เจ้าฟ้ามงกุฎเคยเสด็จผ่านคลองบางใหญ่-คลองโยง ไปทรงนมัสการสถูปเก่าที่ปัจจุบันคือพระปฐมเจดีย์

          รัฐและชุมชนจำเป็นต้องร่วมกันทำนุบำรุงคลองนี้เป็นแก้มลิง แล้วระบายไล่น้ำลงท่าจีน เท่ากับรักษาเส้นทางประวัติศาสตร์ และสร้างเส้นทางท่องเที่ยววัฒนธรรมแห่งใหม่ด้วย ได้ประโยชน์หลายอย่างในคราวเดียว


ขงเบ้ง “ดีด” ขิม มาจากเปอร์เซีย

มติชนรายวัน ฉบับประจำวันอังคารที่ 24 มกราคม 2555

 

          ขิม มีถิ่นเดิมอยู่เปอร์เซีย (อิหร่าน) มีพัฒนาการจากพิณ เมื่อหลายพันปีมาแล้ว จากนั้นแพร่กระจายออกไปทางตะวันตก (เป็นเครื่องดนตรีต่างๆ เช่น เปียโน) และทางตะวันออก (เป็นขิมจีน)

          อ. ชนก สาคริก (แห่งมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ) เขียนเล่าไว้ในเว็บไซต์ไทยคิดส์ ว่าจีนรับขิมจากเปอร์เซียมาใช้งาน แล้วเรียกชื่อว่า “หยางฉิน” หมายถึงเครื่องดนตรีของต่างชาติ

          อ. เฉลิม ยงบุญเกิด (ถึงแก่กรรม) (อดีตผู้เชี่ยวชาญภาษาจีนโบราณ ทำงานอยู่ธนาคารแห่งประเทศไทย) เคยเขียนอธิบายไว้ตั้งแต่ พ.ศ. 2513 ว่า

          ขิม (สำเนียงฮกเกี้ยน) แต่เดิมหมายถึงเครื่องสายใช้นิ้วดีด ต่อมาความหมายขยายครอบคลุมเครื่องดนตรีชนิดต่างๆ สุดแต่คำนำหน้าขิม ซึ่งอาจเป็นซอ, ออร์แกน, เปียโน, ฯลฯ

          ชาวจีนแต้จิ๋วเรียกขิมว่า “เอี่ยคิ้ม” แปลว่าขิมที่มาจากต่างประเทศ ซึ่งหมายถึงเปอร์เซีย

          “ขงเบ้งตีขิม” ในคำร้องชุดสิบสองภาษาของวงปี่พาทย์ไทยนั้น อ. เฉลิมอธิบายว่า ขิมยุคสามก๊กรูปร่างคล้ายจะเข้ ต้องใช้นิ้วดีดขิม ไม่ใช่มือตีขิม อย่างที่รู้จักทุกวันนี้ ตามคำร้องว่า

          โยธาฮาเฮบ้างเสสรวล                      ขับครวญตามภาษาอัชฌาสัย

          ร้องเป็นลำนำทำนองใน                    เรื่องขงเบ้งเมื่อใช้อุบายกล

          ขึ้นไปนั่งบนกำแพงแกล้งตีขิม             พยักยิ้มให้ข้าศึกนึกฉงน

          ไพรีมิได้แจ้งแห่งยุบล                       ให้เลิกทัพกลับพลรีบหนีไป

          สามสุมาข้าศึกนึกฉงน                      คร้ามในกลขงเบ้งเก่งใจหาย

          เคยเสียทัพยับแยบแทบตัวตาย สุมาอี้นึกหน่ายฉงนความ

          ยุคสามก๊ก ราว พ.ศ. 700 หรือราว 2,000 ปีมาแล้ว ขิมเพิ่งแพร่จากเปอร์เซียไปถึงจีน ขงเบ้งต้อง “ดีด” ขิม ไม่ใช่ขงเบ้ง “ตี” ขิมเหมือนปัจจุบัน

          คำร้องสำเนียงจีนชุดสิบสองภาษาที่ยกมานี้ เป็นที่รู้จักกว้างขวางในหมู่นักร้อง นักดนตรีไทย ว่าร้องเล่นอร่อยนัก

          แต่ไม่รู้ผู้แต่งคือใคร? ผมพยายามค้นเอกสารและสอบถามครูบาอาจารย์อาวุโสทั้งหลายก็ไม่ได้ความ

          เลยขอถามตรงนี้อีก บางทีจะมีผู้รู้นิ่งอยู่ กรุณาอย่านิ่งทิ้งให้ผมโง่และงี่เง่า