sujitwongthes

indexnew1

(เพิ่มเติม…)

บทความล่าสุด

ไหว้ครูดนตรีไทย บ้านใหม่ อยุธยา

หนังสือพิมพ์มติชนฉบับวันพุธที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2553

พาทยรัตน์ เป็นชื่อวงปี่พาทย์บ้านใหม่หางกระเบน จ. พระนครศรีอยุธยา  ครูสำราญ เกิดผล ควบคุมวง, ครูวิเชียร เกิดผล ระนาดเอก, มีลูกศิษย์ลูกหาเต็มไปหมด

วงพาทยรัตน์ มีไหว้ครูประจำปี 2553 เมื่อวันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา บนศาลาวัดบำรุงธรรม ผมออกจากกรุงเทพฯแต่เช้าตรู่กว่าจะถึงวัดก็สายจนพิธีไหว้ครูเริ่มไปแล้ว มีผู้เข้าร่วมพิธีแน่นศาลาวัด

พิธีไหว้ครูดนตรีไทย เป็นแบบแผนเดียวกับพิธีไหว้ครู, ครอบโขนละคร มีตำราเก่าสุดสมัยรัชกาลที่ 4 เป็นเล่มรวมอยู่ในหนังสือพิธีไหว้ครู, ตำราครอบโขนละคอน, พร้อมด้วยตำนานและคำกลอนไหว้ครูละคอนชาตรี(กรมศิลปากร พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2494) ผมเคยเขียนอธิบายอย่างย่อๆไว้หลายครั้งหลายแห่ง เช่น เอกสารแจกในพิธีไหว้ครูฯ ที่ห้องสมุดประชาชน “เฉลิมราชกุมารี” อ. ศรีมโหสถ จ. ปราจีนบุรี เมื่อ 2 สิงหาคม 2552

มักเข้าใจแล้วสั่งสอนกันมานานมากว่าพิธีไหว้ครูดนตรีและนาฏศิลป์เป็นแบบแผนจากอินเดียที่ไทยรับมาปฏิบัติ ซึ่งไม่จริงเลย พิธีอย่างนี้ไม่เคยมีในอินเดีย

ไหว้ครูดนตรีและนาฏศิลป์เป็นพิธีกรรมสำคัญของคนแต่ก่อนที่ทำมาหากินทางรับจ้างเล่นดนตรีและนาฏศิลป์ เรียกงาน“ช่าง” (ปัจจุบันเรียกงาน“ศิลปะ”) เช่น ช่างดีด สี ตี เป่า, ช่างขับ, ช่างฟ้อน, ฯลฯ แล้วยังมีช่างอย่างอื่นๆอีกมาก เป็นอาชีพผิดแผกแตกต่างจากวิถีชีวิตปกติของผู้คนทั่วไป

วิถีชีวิตปกติของผู้คนทั่วไป คือทำนาทำไร่ ล้วนไม่ใช่“ช่าง” ไม่ต้องไหว้ครู

“ไหว้ครู หมายถึง พิธีกรรมที่บรรดาครูปัจจุบัน หรือ“ครูมนุษย์”กับเหล่าลูกศิษย์ร่วมกันแสดงคารวะครูในอดีตที่ตายไปแล้ว (หรือหลักการทางนามธรรมอย่างหนึ่ง)เรียก “ครูผี”, “เจ้า”, “เทพ”, “เทวดา” (เช่น พระอีศวร) โดยยกย่องครูอาวุโสคนหนึ่งทำหน้าที่ติดต่อสื่อสารด้วย“ภาษาร่าย” คือคำคล้องจอง(ซึ่งเป็นภาษาพิเศษ) ระหว่าง“ครูผี” ฯลฯ กับผู้มาร่วมพิธี” ”

“ครูมนุษย์” ไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ต้องสักการะ เพราะยังมีทั้งสิ่งดีและสิ่งไม่ดีอยู่ในตัว ฉะนั้นลูกศิษย์ไม่ต้องทำพิธีบูชาเหมือนกระทำกับ“ครูผี” แต่“ครูมนุษย์”กับลูกศิษย์ต้องร่วมกันกระทำบูชาไหว้“ครูผี”พร้อมในคราวเดียวกันอย่างน้อยปีละครั้ง

พิธีไหว้ครูต้องยกย่อง“ครูมนุษย์”อาวุโสคนหนึ่งเป็นหัวหน้าหรือประธานในพิธีกรรม ปัจจุบันเรียก“ครูอ่านโองการ” ทำหน้าที่สื่อสารบอกกล่าวให้“ครูผี” รู้การกระทำบูชานั้น

 “ครูอ่านโองการ” ต้อง“เข้าทรง”เชิญพลังศักดิ์สิทธิ์จาก“ครูผี” มาสิงสู่อยู่ในตัวตนของ“ครูอ่านโองการ”เสียก่อนถึงจะเชื่อมพลังศักดิ์สิทธิ์จาก“ครูผี” มา “ครอบ”ให้ลูกศิษย์ปัจจุบันได้

“ ”พิธีไหว้ครู ครอบครู มีต้นแบบจากพิธีกรรมเลี้ยงผีของชุมชนพื้นเมืองดึกดำบรรพ์สุวรรณภูมิราว 3,000 ปีมาแล้ว

พิธีเลี้ยงผีต้องมี“เข้าทรง” แล้วมี“ผีลง” หรือ“ผีเข้า” เป็นพิธีกรรมเสี่ยงทายอย่างหนึ่งของคนแต่ก่อน เพื่อทำนายทายทักถึงข้าวปลาอาหารในฤดูกาลข้างหน้าว่าจะอุดมสมบูรณ์หรือมีวิกฤติอดอยากปากแห้ง จะได้เตรียมรับสถานการณ์ถูกต้อง

ต่อมาเมื่อรับศาสนาพราหมณ์ก็เพิ่มความศักดิ์สิทธิ์ให้พิธีไหว้ครู ครอบครู เช่น เชิญศีรษะเทวดามาตั้งบนหิ้งบูชา, ฯลฯ

แต่สิ่งที่ยังมีอยู่อย่างสืบเนื่อง คือ “เข้าทรง”, “ผีลง”, “ผีเข้า”, ฯลฯ ดังมีคำบอกเล่าสืบต่อกันมาเสมอๆว่าเมื่อถึงเพลงหน้าพาทย์องค์พระพิราพ ผู้ใดผู้หนึ่งที่ร่วมพิธีจะมีอาการ “เข้าทรง” “

ในพิธีไหว้ครู, ครอบครู ต้องมีวงปี่พาทย์บรรเลงเพลงหน้าพาทย์เพื่อเชิญเทวดา และผู้มีฤทธิ์มีอำนาจอื่นๆมาเป็นสักขีพยาน

ครูสำราญ เกิดผล(ขวา) ชุดขาว นั่งพนมมือ อ่านโองการไหว้ครู ขณะที่ครูสังเวียน เกิดผล (ซ้าย) พนมมือว่าตามอยู่ที่วงปี่พาทย์ ระนาดเอก

ลูกศิษย์รำถวายมือในพิธีไหว้ครูดนตรีไทย บ้านใหม่ อยุธยา บนศาลาวัดบำรุงธรรม เมื่อวันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2553

มีภาพพิธีไหว้ครูอีกมาก  ดูภาพเพิ่มเติมใน Photo Essay

หน้ากาก จากหิมาลัย ถึง เจ้าพระยา

หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันอังคาร ที่ 9 มีนาคม 2553

“พระสงฆ์ลังกากับเขมร เล่นการเมืองทางตรง มี ส.ส. นั่งในสภา—” อาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ เล่าให้ฟังทางโทรทัศน์ แล้ววกถึงเมืองไทยว่า “พระสงฆ์ไทยไม่เล่นการเมืองเบื้องหน้า แต่เล่นการเมืองเบื้องหลัง”

ขณะที่ฟังและดูทีวีนี้ เป็นเวลาราวหลังตีสามจะถึงตีสี่ของวันศุกร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ผมตื่นขึ้นมาจะเข้าห้องน้ำตามเวลาปกติ แต่พอเห็นหน้าอาจารย์ สุลักษณ์เลยยังไม่เข้า ต้องรอดู“ด้วยความเคารพ” ทำให้ต้องกลั้นเยี่ยวไว้อย่างงัวเงียงวยงงสงสัย ครั้นได้ยินเรื่องพระสงฆ์อย่างนั้นก็ตาสว่างลุกโพลงเป็นค้างคาวกินกล้วย

พอตั้งสติได้บ้างถึงรู้ว่าเป็นเทปโทรทัศน์ รายการของอาจารย์เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ทางช่อง ASTV กำลังคุยกันเรื่องเทศกาลศิลปวัฒนธรรมทิเบต ที่จะแสดง ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ระหว่าง 5-10 มีนาคม 2553

“พระทิเบตจะสวมหน้ากากออกมาเต้นระบำรำฟ้อนด้วย” อาจารย์สุลักษณ์บอก แล้วตัดภาพไปเห็นการเต้นฟ้อนใส่หน้ากากน่ากลัว ทำให้อยากดูแสดงจริงๆใกล้ๆ แต่คงไม่มีบุญวาสนา

แผ่นพับโฆษณาพีอาร์ จากหิมาลัยถึงเจ้าพระยา ที่ส่งมาทางไปรษณีย์หลังจากนั้นอีกหลายวัน มีคำอธิบายว่า ตัวละครสวมหน้ากาก คือกลุ่มคนที่เป็นสัญลักษณ์ของพระโพธิสัตว์

ในประเทศไทยมีหลักฐานโบราณคดีรูปคนสวมหน้ากาก เมื่อราว 3,000 ปีมาแล้ว อยู่ในภาพเขียนสีที่ผาแต้ม(อุบลฯ), ที่สามร้อยยอด(ประจวบฯ) และที่อื่นๆก็มี

คนสวมหน้ากากในภาพเขียนสีคือหมอมด หรือหมอผี ทำหน้าที่หัวหน้าในพิธีกรรมเพื่อความมั่งคั่งและมั่นคงของเผ่าพันธุ์ มักเป็นผู้หญิงที่มีคำเรียกเฉพาะว่า แม่ แปลว่าผู้เป็นใหญ่ (ต่อมาเป็นคำเดียวกับเมีย)

การใส่หน้ากากเป็นวัฒนธรรมสากลโลก มีทั่วไปในโลกดึกดำบรรพ์ ทั้งนี้ก็เพื่อทำลายตัวตนของผู้สวมใส่ แล้วให้“เข้าทรง”เป็นผู้มีอำนาจศักดิ์สิทธิ์ตามตกลงกันในเผ่าพันธุ์ว่าหมายถึงใคร? อะไร? ที่ไหน? เมื่อไร?

หน้ากากเหล่านี้จะมีพัฒนาการต่อมาเป็นหน้าพรานในเรื่องมโนราห์ จนเป็นหน้าโขนสมัยอยุธยา และศีรษะโขนยุครัตนโกสินทร์ตั้งแต่รัชกาลที่ 2 จนทุกวันนี้

ถ้าดูพระทิเบตสวมหน้ากากรำเต้นจะยืนยันความศักดิ์สิทธิ์นี้ได้ดีที่สุด และไม่ใช่เรื่องผิดจารีต แต่สืบทอดมาแต่ยุคดึกดำบรรพ์ทีเดียว

ระบำรำเต้นทุกอย่างในโลก แรกเริ่มเป็น“การละเล่น”ในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์เพื่อความมั่นคงและมั่งคั่งของเผ่าพันธุ์ คนทั้งชุมชนเป็นผู้เล่นร่วมกันหมดไม่แยกจากกันเป็นผู้เล่นกับผู้ดู

นานเข้าเมื่อความศักดิ์สิทธิ์ลดลง การละเล่นก็กลายเป็น“การแสดง”เพื่อความบันเทิงสนุกสนานอย่างเดียว ผู้เล่นกับผู้ดู แยกออกจากกันอย่างที่มีในปัจจุบัน ไม่เกี่ยวกับความมั่งคั่งและมั่นคงของเผ่าพันธุ์ แต่เป็นส่วนตัวของหัวหน้าเจ้าของการแสดง

สถาบันโขนของพวก“ลิงหลอกเจ้า”ในกรมศิลปากร ต้องศึกษาวิจัยเรื่องหน้ากากให้จงหนักกว่าที่เป็นอยู่ เพราะไม่เคยมีงานวิชาการด้านนี้เลย แม้ในสถาบันด้านดนตรีและนาฏศิลป์ก็ไม่เคยมีเผยแพร่เรื่องนี้ จะมีก็แต่ลอกๆของเก่าที่ไม่เคยเข้าใจหลักฐานพื้นเมือง

ควรให้ครูและศิษย์โขนละครไปดูการแสดงของทิเบตคราวนี้ จะได้ค้นคว้าวิจัยศึกษาเปรียบเทียบของไทยต่อไปข้างหน้า

ยังมีแสดงถึงวันที่ 10 มีนาคม

งานไหว้ครู

ที่วัดบำรุงธรรม

วันอาทิตย์ที่ 28  กุมภาพันธ์ 2553

ต.บ้านใหม่  อ.พระนครศรีอยุธยา  จ.พระนครศรีอยุธยา

ภาพโดย  เจนจิรา  เบญจพงศ์

เพิ่มเติม (ms word)