sujitwongthes

indexnew1

 

 

 


 Horoscope 

 

horoscope1


หมายเหตุของพลูหลวงประกอบดวงสุจิตต์

๑. ลัคนาสถิตย์ราศีพิจิก  อาโปธาตุ  ในชมพูทวีป  ดาวพระเคราะห์ทุกดวงเรียงรายกันเต็มท้องฟ้า  ๗  ราศีติดต่อกัน  ไม่มีดาวดวงใดกระเด็นออกจากกลุ่ม มีลัคนาโยคหน้า ลักษณะดาวแบบนี้ โหรไทยเรียกว่าดวงอัฒจักรหรือพระจันทร์ครึ่งซีก ส่วนโหรภารตะเรียกว่ามาลัยโยค เป็นโยคเกณฑ์สำคัญที่ส่งผลให้เจ้าชาตาสามารถชำแรกตนเองเด่นขึ้นมาสู่ความเป็นคนมีชื่อเสียง

ยิ่งในมาลัยมีดาวอาทิตย์มหาอุจกับจันทร์เกษตรแทรกอยู่ ย่อมเปรียบเสมือนนำมณีอันล้ำค่าไปแทรกประดับไว้ ทำให้มาลัยพวงนี้เป็นมาลัยอันมีคุณวิเศษ  มิใช่ของดาดๆ ทั่วไป

๒.  ดาวพุธกวีนิพนธ์กับดาวจันทร์เกษตร ยอดแห่งจินตนาการ ทำมุมตรีโกณถึงลัคนา ในราศีธาตุน้ำทุกจุดมีส่วนอบรมปรุงแต่งกมลสันดานให้ใฝ่ฝันในงานกวี  และงานเขียนหนังสือโดยตรง  มิผันแปรเป็นอื่น

๓.  ดาวพลูโตอันเป็นดาวโบราณคดีอยู่ร่วมกับจันทร์เกษตร  ตรีโกณถึงลัคนาด้วย  เจ้าชาตารักหลงใหลในของโบราณที่บรรพบุรุษได้สร้างสรรค์ไว้สมกับวิชาโบราณคดีที่ได้ร่ำเรียนมา อันปรากฏในนิยายอมตะชุด “ขุนเดช” ซึ่งเป็นนวนิยายเชิงสารคดีอันลือชื่อ ที่ได้เปล่งแววอัจฉริยะของเจ้าชาตาและอุดมคติอันสูงส่ง  มีอิทธิพลโน้มน้าวจิตใจผู้คนให้เริ่มหันมาสนใจไยดีต่อศิลปวัตถุโบราณของชาติ  สำนวนพรรณนาโวหารกะทัดรัด  และเต็มไปด้วยความรู้ของผู้รู้โดยแท้

poem

(คัดจากหนังสือนักกลอนบ่อนเข้าแช่ พระนิพนธ์หม่อมเจ้าจันทร์จิรายุวัฒน์  รัชนี  (พ. ณ  ประมวญมารค)  สำนักพิมพ์ดวงกมล  พิมพ์ครั้งแรก  พ.ศ. ๒๕๒๐  หน้า  ๕๖๖-๕๖๙)


สุจิตต์  วงษ์เทศ  และขรรค์ชัย  บุนปาน

พระนิพนธ์ของ หม่อมเจ้าจันทร์จิรายุวัฒน์  รัชนี

(คัดจากหนังสือนักกลอนบ่อนเข้าแช่ พระนิพนธ์หม่อมเจ้าจันทร์จิรายุวัฒน์ รัชนี (พ. ณ ประมวญมารค) สำนักพิมพ์ดวงกมล พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. ๒๕๒๐  หน้า  ๓๗๑-๓๗๓)

สุจิตต์เกิดที่จังหวัดปราจีนบุรี ขรรค์ชัยเกิดที่จังหวัดธนบุรี ได้เข้ามาเรียนหนังสือด้วยกันในกรุงเทพฯ ที่คณะโบราณคดี  มหาวิทยาลัยศิลปากร ทั้งสองได้แต่งกลอนตั้งแต่เป็นนักเรียน และได้รวบรวมพิมพ์เป็นหนังสือสองเล่มเรียก  “นิราศและกลอนลูกทุ่ง” เล่มหนึ่ง “กูเป็นนิสิตนักศึกษา”  เล่มหนึ่ง เล่มแรกแต่งเมื่อยังเป็นนักเรียน แต่งเป็นกลอนทุกชิ้น เล่มหลังแต่งเมื่อเป็นนักศึกษา มีโคลงและแบบอื่นๆ แทรกเข้ามาด้วย  เป็นงานคนละวัย  เมื่อเสร็จการศึกษาแล้วได้ไปทำหนังสือพิมพ์ จะได้แต่งอะไรเป็นชิ้นเป็นอันอีกหรือไม่ก็ไม่ทราบ  ถ้ามีก็ควรเป็นงานของอีกวัยหนึ่ง  ในหนังสือนี้เลือกมาแต่ที่พิมพ์อยู่ใน  “กูเป็นนิสิตนักศึกษา” ซึ่งส่วนมากพิมพ์ครั้งแรกในวารสารชื่อ “ช่อฟ้า” ในระยะประมาณ พ.ศ. ๒๕๑๑  ซึ่งเป็นปีที่ครบ  ๒๐๐  ปี  วันพระราชสมภพ ร. ๒  และครบ  ๒๐๐  ปีกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าข้าศึก

ของสุจิตต์น่าสนใจอยู่ที่ว่านำเอาเสียงเพลงชาวบ้านเข้ามาใส่ในกลอนเมื่อทำไปหน่อยในไม่ช้าก็ประยุกต์ตัวเองจากลูกทุ่งไปเป็นลูกกรุง ในทำนองที่เพลงลูกทุ่งมักจะกลายไปเป็นเพลงลูกท่านหลานเธอ  ในด้านวรรณคดี  สมมติว่าแยกกวีออกได้อย่างกว้าง ๆ เป็นสามประเภท  มีกวีราชสำนักหรือกวีขุนนาง  ๑  กวีชาวกรุงหรือลูกท่าน  ๑  และกวีชาวบ้านหรือลูกทุ่ง  ๑  ที่กวีขุนนางจะเปลี่ยนไปเป็นกวีชาวกรุงเห็นจะลำบาก หรือที่กวีชาวกรุงจะไปเป็นกวีชาวบ้านก็ยากเช่นเดียวกัน เพราะการแสดงออกไม่เหมือนกัน แต่ที่กวีชาวบ้านจะเปลี่ยนเป็นกวีชาวกรุง และกวีชาวกรุงจะเปลี่ยนเป็นกวีราชสำนักนั้นเปลี่ยนได้ง่าย บางทีโดยไม่รู้ตัว และในการเปลี่ยนนี้ พลังภายในก็อาจจางลงไป  แต่ในทางเกลี้ยงเกลาอาจทำให้มีผู้เห็นว่าเป็นกวีมากกว่าเก่า  เช่นนี้คืองานของสุจิตต์ แต่ก็ยังมีพลังกลอนแน่นอยู่อย่างมาก ส่วนขรรค์ชัยเกิดใกล้เมืองหลวงกว่าสุจิตต์ มีลูกเล่นมากกว่า ดีไปคนละอย่าง นักเขียนอังกฤษคนหนึ่งชื่อ คาไลล์  เขียนไว้เมื่อคริสต์ศตวรรษที่  ๑๙ ว่า  “สำนวนขบขันนั้นถือว่าเป็นยอดแห่งคุณสมบัติของกวี” (แปลอย่างหลวมๆ “Humour has justly been regarded  as  the  finest  perfection  of  poetical  genius”  Thomas  Carlyle)  ถ้าข้อความนี้เป็นจริงไซร้ กวีไทยตั้งแต่ น.ม.ส. ครูเทพ และนักกลอนในบ่อนเข้าแช่ของท่าน  ตลอดจนนักเรียนรุ่น  ม.ศ. ๓, ๒  และ  ๑  ที่แต่งโคลงสักวาที่จะลงในหนังสือนี้ต่อไป ก็ดูจะมีความขำคมที่ไม่ยิ่งหย่อนกว่ากวีชาติอื่น ในการพิมพ์ครั้งนี้ไม่ได้แยกเรื่องของขรรค์ชัยและสุจิตต์ออกจากกัน เพราะเห็นว่าพิมพ์สลับกันแล้วได้รสกวีกว่าที่จะพิมพ์แยก


วงษ์เทศ

ขอนามสกุลญาติมาใช้

เดิมเขียน วงษ์เทศน์

หมายถึง ตระกูลนักเทศน์มหาชาติ

พ่อบอกว่านามสกุล วงษ์เทศ เป็นของญาติผู้พี่ชื่อ เหลือ เป็น(ลาว)พวนด้วยกัน ได้ขอใช้ร่วมด้วย จะได้ไม่ต้องไปขอจดนามสกุลใหม่ที่อำเภอซึ่งไกลมาก

เดิมสะกดนามสกุลว่า วงษ์เทศน์ มาจากวงษ์เทศนา เพราะต่างมีความสามารถทางเทศนามหาชาติและกาพย์เซิ้ง

แต่ต่อมามีคำสั่งรัฐนิยม เลยต้องเขียนสั้นลงแค่ วงษ์เทศ” สืบจนทุกวันนี้

เรื่องนี้มีรายละเอียดเพิ่มเติมอีกอยู่ใน หนังสือที่ระลึกงานศพ นายสำเภา วงษ์เทศ (ที่วัดชิโนรสาราม ถนนอิสรภาพ คลองมอญ บางกอกน้อย กรุงเทพฯ วันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน 2529) ดังนี้

“วงษ์เทศ” ไม่ได้มาจากไหน?

ลูกๆ ไม่เคยมีใครถามพ่อมาก่อนว่า นามสกุล “วงษ์เทศ” มีกำเนิดที่มาอย่างไร? ใครเป็นคนตั้ง? ใครเป็นต้นสกุล? เพราะเหตุใดจึง “วงษ์เทศ”? มีความหมาย หรือไม่มีความหมาย? เกี่ยวพัน และไม่เกี่ยวพัน กับอะไร? สถานไหน?

เหตุที่ไม่ได้ถาม เพราะรู้ว่าสืบสาวไปยังไงๆ เสียก็จะพบ สายแหรก” เพียง 2 สายเท่านั้น คือ ลาว” กับ เจ๊ก” ระดับ “เชลยศึก” และ “เสื่อผืนหมอนใบ เท่านั้น

ที่จะสืบไปพบ “ขุนนาง มี บรรดาศักดิ์ ถือ ศักดินา เห็นจะไม่มี ดังนั้นก็จึงเพียงภูมิใจในความเป็น วงษ์เทศ” ที่พ่อกับแม่ช่วยกันมอบให้ลูกๆ เท่านั้น

แต่แท้จริงแล้วเป็นอย่างนี้

ใบปลดเป็นทหารกองหนุนของพ่อ ที่ลงนามโดย ข้าหลวงประจำจังหวัดฉะเชิงเซา” และ “สัสดีจังหวัดฉะเชิงเซา ตามแบบ “สด. 19″ เมื่อ พ.ศ. 2485 เป็นเอกสารทางราชการเกี่ยวกับพ่อที่เก่าที่สุดเท่าที่มี ซึ่งพี่เบิ้มเก็บรักษาไว้ ระบุว่า :

พ่อชื่อ เภา วงส์เทส

๏ บิดามารดาของพ่อชื่อ เบ๊า วงส์เทส และ มี วงส์เทส

บิดาของพ่อที่แท้จริงชื่อ พิมพ์ มารดาชื่อ บุญมี” นามสกุลไม่ปรากฏ (จาก-บันทึกประวัติชีวิตของพ่อที่พ่อเขียนเอง และจากปากคำที่แม่เล่า)

พ่อเขียน และแม่เล่า มีความตรงกันว่า พ่อเป็น “ลูกกำพร้า ตั้งแต่ยังเยาว์

แม่เล่าว่า มารดาของพ่อคือ ย่าบุญมี ไปแต่งงานใหม่กับ ผู้ใหญ่เบ๊า ซึ่งเป็นคน ลาวพวน เทือกแถวบ้านซ่อง พนมสารคาม

แม่เล่าว่า แม่เคยเห็น “ผู้ใหญ่เบ๊า แต่จำเค้าหน้าได้เลือนรางเต็มที เพราะ ผู้ใหญ่เบ๊า เป็นคนรุ่นราวคราวเดียวกับ “เตี่ย ของแม่ คือ อากุง” (นายช้อน เชาว์เจริญ)

พ่อจะใช้นามสกุล วงษ์เทศ” มาตั้งแต่เมื่อไร แม่ไม่รู้

แม่รู้แต่ว่า เมื่อพ่อมาแต่งงานกับแม่ พ่อนามสกุล วงษ์เทศ”

บิดาที่แท้จริงของพ่อ คือ ปู่พิมพ์ จะมีนามสกุล “วงษ์เทศ หรือไม่ แม่ไม่รู้

แม่รู้แต่ว่าลูกชายคนหนึ่งของผู้ใหญ่เบ๊า คือ “นายเหลือ หรือลุงเหลือ ซึ่งสนิทกับพ่อ และพ่อเคารพเป็น “พี่ มีนามสกุล วงษ์เทศ”

จากบันทึกประวัติชีวิตของพ่อ ซึ่งพ่อเขียนเอง และจากใบสำคัญทหารนอกราชการของพ่อมีความพอจะสืบสาวได้ว่า :

1. พ่อเกิดที่ชุมแสง เมื่อปี พ.ศ. 2453 กำพร้าบิดาเมื่อ พ.ศ. 2456

(…เมื่อผมอายุได้ประมาณ 3 ขวบ พ่อก็เสียชีวิต : จากบันทึกประวัติของพ่อ หน้า 1)

2. พ่ออยู่ที่ชุมแสงกับมารดาคือ ย่าบุญมี จนถึง พ.ศ. 2468 มารดาก็พาพ่อย้ายไปอยู่ที่บ้านซ่อง พนมสารคาม

(…ผมบวชเป็นสามเณรอยู่ปีเศษ ก็สึกออกมาช่วยแม่ทำนาเพราะอาชีพพื้นบ้านทำนาทั้งนั้น ไม่มีอาชีพอย่างอื่นเลย ครั้งนั้นผมมีอายุในราว 14-15 ปี แม่ได้ย้ายบ้าน จากหมู่บ้านชุมแสงไปอยู่ที่หมู่บ้านน้อย ตำบลบ้านซ่อง อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา อยู่คนละฟากลำธารซึ่งเป็นเขตแดนของจังหวัดปราจีนบุรีและฉะเชิงเทรา หรือที่เรียกอีกชื่อหนึ่งว่าบ้าน “เกาะเค็ด” : จากบันทึกประวัติชีวิตของพ่อ หน้า 10)

3. พ่ออยู่กับมารดาที่ “เกาะเค็ด” 5 ปีก็บวชที่วัดชุมแสง เมื่อปี 2473 หน้าแล้งปีรุ่งขึ้น พ.ศ. 2474 ก็เดินทางเข้ากรุงเทพฯ

(…ผมช่วยแม่ทำนาปีแล้วปีเล่า จนกระทั่งอายุได้ 20 ปี ครบบวชเมื่อ พ.ศ. 2473 แม่ก็พาผมไปฝากวัดชุมแสงให้หัดขานนาค ท่องหนังสือสวดมนต์ พอถึงเดือน 4-5 (มี.ค.-เม.ย.) พระมหาธีร์ ซึ่งเป็นพระกรรมวาจาจารย์ผม ท่านได้ออกไปวัดชุมแสงอีก ผมได้ไปหาท่าน แล้วปรารภกับท่านว่ายังไม่อยากสึก อยากเข้าไปเรียนหนังสือในกรุงเทพฯ ขอร้องให้ท่านช่วยเหลือหาวัดให้อยู่ ฝากฝังเจ้าอาวาสให้ด้วย ท่านรับว่าจะหาที่อยู่ และฝากกับเจ้าคุณที่วัดเทพธิดาราม‚พอถึงเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2474 ผมก็ออกเดินทางจากวัดชุมแสง เวลาประมาณบ่าย 3 โมงเย็น : จากบันทึกประวัติชีวิตของพ่อ หน้า 31, 32 และ 33)

4. ระหว่างที่พ่ออยู่ เกาะเค็ด และก่อนที่พ่อจะเดินทางเข้ากรุงเทพฯนี้เอง ที่พ่อใช้นามสกุล วงษ์เทศ”

ใบสำคัญทหารนอกประจำการ ที่พ่อปลดเป็นทหารกองหนุนประเภทที่ 2 เข้าบัญชีทหารกองเกินเมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2473 ระบุว่า :

๏ พ่อชื่อ เภา วงส์เทส

๏ บิดาชื่อ เบ๊า วงส์เทส

๏ มารดาชื่อ มี วงส์เทส

๏ มีภูมิลำเนาอยู่ที่ บ้านเกาะเค็ด หมู่ที่ 12 ตำบลบ้านซ่อง อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเซา

5. นามสกุล “วงษ์เทศ พ่อใช้ตาม บิดาเลี้ยง คือ นายเบ๊า หรือ ผู้ใหญ่เบ๊า ซึ่งตรงกับปากคำของแม่ว่า ลูกชายคนหนึ่งของผู้ใหญ่เบ๊า คือ นายเหลือ หรือ ลุงเหลือ ซึ่งเป็นคนที่พ่อเคารพนับถือเหมือน “พี่ มีนามสกุล วงษ์เทศ”

6. บิดาที่แท้จริงของพ่อ คือ ปู่พิมพ์ ตายตั้งแต่พ่ออายุ 3 ขวบคือ ปี พ.ศ. 2456 ซึ่งเป็นต้นรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6

ปีที่ปู่พิมพ์ตาย (2456) เป็นปีเดียวกันกับ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการประกาศใช้พระราชบัญญัตินามสกุล

พ.ร.บ. บังคับใช้นามสกุล ตราขึ้นเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2456

บันทึกประวัติของพ่อ ไม่ได้บอกไว้ว่าปู่พิมพ์ตายในเดือนไหนของปี 2456 แต่เป็นที่สันนิษฐานได้ว่า ปู่พิมพ์น่าจะยังไม่มีนามสกุลก่อนเสียชีวิต หาไม่พ่อคงมีนามสกุลอื่นที่มิใช่ “วงษ์เทศ”

บทความล่าสุด

รถไฟความเสี่ยงสูง ในสังคม “จับกลุ่มนินทา”

มติชนรายวัน ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 18 พฤษภาคม 2555

 

          “ประเทศไทยเราเสพติดถนน” ดร. ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมช.คมนาคม บอกเล่าไว้ในนิตยสารคิด ของ ทีซีดีซี (ฉบับพฤษภาคม 2555) ที่นานๆจะมีผู้ใจบุญหยิบมาฝากให้ผมอ่าน จึงอ่านต่อไปอีกว่าเพราะถนนเข้าถึงทุกที่ทุกทาง

          “แต่ถนนก็เป็นต้นเหตุของปัญหาด้วย คือทำให้การพัฒนาของเมืองเราสะเปะสะปะ เพราะตัวถนนทำให้เมืองมันกระจายเข้าไปแบบแถบทางยาว จะสร้างบ้าน สร้างโรงงาน สร้างอะไรตรงไหนก็ได้”

          หลังยุคสงครามเย็นต่อต้านคอมมิวนิสต์ ไทยมุ่งสร้างถนนจน“เสพติดถนน” แล้วมีรถทำให้เกิดปัญหาต่างๆนำความสูญเสียมากมายตามมาด้วย ทั้งมลพิษ อุบัติเหตุ

          ต่อจากนั้น ดร. ชัชชาติ บอกข้อดีของรถไฟอย่างยืดยาวว่า “การเดินทางเป็นสถานีไม่สามารถลงตรงไหนก็ได้ ทำให้ความเจริญของการพัฒนาเกิดเป็นกลุ่มก้อน การพัฒนาผังเมืองก็จะควบคุมได้ง่าย การสร้างโครงสร้างพื้นฐานต่างๆก็เชื่อมโยงกันสะดวก นี่เป็นส่วนของคุณภาพเมือง”

          “ในส่วนคุณภาพชีวิตของคนในต่างจังหวัดที่มีสถานีก็จะมีโอกาสที่เขาจะเดินทาง จะขนส่งสินค้าโอท็อป พืชผลการเกษตรเข้ามาขายในเมืองได้รวดเร็ว ความเจริญก็จะแผ่ขยายออกไปจากหัวโต๊ะที่กรุงเทพฯ ไม่กระจุกตัวอีกต่อไป ทุกอย่างไม่ต้องอยู่กลางเมือง เราจะเห็นที่อยู่อาศัย สำนักงาน สถานที่ท่องเที่ยวที่มีคุณภาพในต่างจังหวัด

          “นี่เป็นอนาคตที่รัฐต้องลงทุนก่อน เพื่อให้ภาคธุรกิจเกิดความมั่นใจ แล้วการพัฒนาต่างๆจะตามมาเอง”

          อาการบ้าคลั่งถนนและรถยนต์ของไทย แล้วปล่อยรถไฟและระบบรางงุ่มง่ามมะงุมมะงาหราไปตามยถากรรม เป็นคำพูดที่คนพูดกันต่อเนื่องตั้งแต่หลังมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับแรก ยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ไม่น้อยกว่า 40-50 ปีมาแล้ว

          ยิ่งคุณงามความดีมีประโยชน์ของรถไฟ คนไทยได้ยินนักการเมืองพร่ำพรรณนามาแล้วอาจมากกว่า 50 ปี ใครก็ตามที่แรกเข้าไปมีอำนาจหน้าที่ดูแล ก.คมนาคม หรือประธานฯรถไฟต้องพูดอย่างนี้ทุกคนเหมือนท่อง “นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต” จนพ้นตำแหน่ง

          แต่ไม่มีอะไรในกอไผ่ แม้แต่หน่อไม้หน่อเดียวก็ไม่มี เพราะจากนั้นพากันลืม แล้วปล่อยให้“ระบบรางถือว่าล้าหลังที่สุดในโลก”เหมือนเดิม ตามคำบอกเล่าของ ดร. วีรพงษ์ รามางกูร

          พอมีรัฐบาลใหม่ มีคนใหม่เข้ามา ข้อความเก่าก็ดังขึ้นอีกเป็นวัฏจักรตามหลักวัฏสงสารโดยไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปในทางก้าวหน้า

          ดร. วีรพงษ์ เคยบอกไว้ก่อนหน้านี้ว่าต้องมีรถไฟความเร็วสูง แต่จะไม่รื้อรถไฟของคนจน

          ผมได้ยินคราวนั้นก็คิดในใจว่าคนจนต้องทนทู่ซี้กับรถไฟไทยต่อไป เคยเป็นยังไงก็ให้เป็นยังงั้น ไม่มีวันเปลี่ยนแปลงดีขึ้น ส่วนคนไม่จนไม่ต้องทน เพราะมีของใหม่เป็นรถไฟความเร็วสูงให้นั่งอย่าง สะอาด-สะดวก-สว่าง-สวรรค์ นี่แบ่งชนชั้นชัดๆนี่หว่า

          “รถไฟในปัจจุบันอาจมีข้อด้อย” ดร. ชัชชาติ อธิบาย “แต่ว่าการสร้างรถไฟความเร็วสูงขึ้น และสร้างมาตรฐานความปลอดภัยและการบริการให้ดีที่สุด ก็จะเป็นเหมือนการช่วยฉุดภาพลักษณ์ และเป็นเกณฑ์มาตรฐานใหม่ที่จะดึงรถไฟปกติขึ้นมาด้วย”

          ประเด็นที่กล่าวมานี้ ดร. ชัชชาติ อธิบายโดยอ้างถึงกรณี JR (Japan Railways) ของญี่ปุ่น ในรูปแบบการพัฒนาและพลิกฟื้นภาพลักษณ์ของรถไฟ ตอนที่เขาเริ่มทำในปี 1964

          เดิมเขาใช้ชื่อ JNR หรือ Japan National Rail เป็นรถไฟที่มีปัญหามาก แต่ละปีเกิดอุบัติเหตุคนตายประมาณ 1,000 คน

          แต่ตัวที่พลิกสถานการณ์และนำไปสู่การตัดสินใจสร้างชิงคันเซ็น ก็คือการเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกที่โตเกียว พวกเขาสร้างสรรค์ระบบรถไฟใหม่ โดยแยกเป็นระบบรถไฟชิงคันเซ็นโดยเฉพาะ

          พอชิงคันเซ็นเริ่มให้บริการ ภาพลักษณ์ของรถไฟญี่ปุ่นก็เปลี่ยนไปแบบก้าวกระโดด  แล้วสร้างวัฒนธรรมองค์กรเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยขึ้นมา โดยใช้ชิงคันเซ็นเป็นตัวนำ ซึ่งช่วยดึงรถไฟระบบเก่าของญี่ปุ่นให้มีประสิทธิภาพขึ้นมาด้วย

          พออ่านถึงตรงนี้ ก็เข้าใจไอเดียรถไฟความเร็วสูง ทั้งของ ดร. วีรพงษ์ และของ ดร. ชัชชาติ ที่วาดหวังว่าจะปรับเปลี่ยนรถไฟไทยให้ก้าวหน้าได้ผลเหมือนรถไฟญี่ปุ่น

          แต่ต้องไม่ลืมความจริงอันเป็นที่รู้ไปทั่วโลก ว่าสังคมญี่ปุ่นมีวัฒนธรรม“รวมกลุ่มทำงาน” ส่วนสังคมไทยมีวัฒนธรรม “จับกลุ่มนินทา”

          สังหรณ์ว่าแทนที่จะเป็นรถไฟความเร็วสูง ก็กลายเป็นรถไฟความเสี่ยงสูง


ภาษาร่าย รากเหง้าเก่าสุด ของร้อยกรองไทย-ลาว

มติชนสุดสัปดาห์ ลงฉบับประจำวันศุกร์ที่ 18 พฤษภาคม 2555

 

          คำคล้องจองในชีวิตประจำวันของตระกูลไทย-ลาว มีพัฒนาการเป็นร้อยกรองเช่น ร่าย, โคลง, กลอน-ที่ดั้งเดิมเรียกรวมหมดว่ากลอน

          แล้วจำแนกกลอนเป็น 3 พวก คือ กลอนร่าย, กลอนลำ, กลอนเพลง

          กลอนร่าย ใช้ในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ เช่น เลี้ยงผี ฯลฯ เมื่อใช้เซิ้งเรียกกลอนเซิ้ง ถ้าใช้สวดเรียกกลอนสวด เมื่อใช้เทศน์เรียกกลอนเทศน์

          กลอนลำ ใช้ขับลำเป็นทำนองทั่วไปทุกงาน ต่อมานักปราชญ์ในราชสำนักกำหนดแบบแผนใช้แต่งหนังสือเรียก โคลง เช่น โคลงสอง, โคลงสาม, โคลงสี่, โคลงห้า, โคลงดั้น

          กลอนเพลง ใช้งานร้องรำทำเพลงทั่วไปไม่จำกัด ต่อมานักปราชญ์ราชบัณฑิตกำหนดแบบแผนใช้แต่งหนังสือ เรียก กลอนหก, กลอนแปด, กลอนบทละคร, กลอนเสภา, กลอนนิทาน ฯลฯ โดยเรียกรวมๆว่ากลอน

 

ร้อยกรองเก่าสุด

          ในเอกสารโบราณจะเต็มไปด้วยลีลาคำคล้องจอง เช่น พงศาวดารล้านช้างมีความว่า สร้างบ้านเมืองลุ่มกินปลา  เฮ็ดนาเมืองลุ่มกินเข้า, น้ำท่วมเมืองลุ่มลีดเลียง ท่วมเมืองเพียงละลาย ฯลฯ

          นอกจากนั้นยังมีอยู่ในรายชื่อเครื่องสังเวยผีไท้ผีแถน ว่า ข้าวน้ำซ่ามปลา หมูเห็ดเป็ดไก่ เนื้อเถิกเอิกลาย กล้วยอ้อยส้อยยำ พริกพลูหูหลา เหล้ายาปลาปิ้ง ผักนางอางหญ้า

          จากนั้นค่อยๆเรียบเรียงคำคล้องจองให้มีความต่อเนื่องสลับกัน เช่น ความโทเมืองของผู้ไทดำ (ในภาคเหนือของเวียดนาม) มีความว่า จี่ก่อเปนดินเปนหย้า ก่อเปนฟ้าท่อถวงเหด ก่อเปนดินเจดก้อน ก่อเปนน้ำเก้าแควปากแททาว ฟ้าต่ำเซื่องหม้อขาง ฟ้าบางเอยื่องเปือกถ้วย ตำเข้ายังคุ้งสาก ตากเข้ายังคุ้งเพิน งัวดำไปคุ้งหนอก หมูผอกไปคุ้งดัง…“ความโทเมืองจากเมืองหม้วย”Ž โดย James R. Chamberlain ในหนังสือรวมบทความประวัติศาสตร์Œ 2529)

          ในที่สุดคำคล้องจองเหล่านั้นจะมีพัฒนาการส่งสัมผัสแยกออกไปอย่างน้อย 2 ทาง คือ ส่งสัมผัสร่ายเป็นกลอนร่ายอย่างหนึ่ง และส่งสัมผัสเพลงเป็นกลอนเพลงอีกอย่างหนึ่ง

          ชุมชนยุคแรกๆยังไม่ใหญ่โตกว้างขวางและยังไม่ซับซ้อนนัก เพราะยังมีลักษณะเป็นชนเผ่าเหล่ากอพวกใครพวกมัน การสื่อสารและสังสรรค์จึงอยู่ในวงจำกัด ทำให้ถ้อยคำและท่วงทำนองคำคล้องจองต่างๆถูกจำกัดไปด้วย

          เมื่อชุมชนขยายออกไปสังสรรค์กับชนเผ่าและหมู่เหล่าอื่นๆ อันเป็นเหตุให้ถ้อยคำและท่วงทำนองในการสื่อสารเติบโตขึ้น บรรดาคำคล้องจองที่เคยมีอยู่สั้นๆย่อมขยายยืดยาวออกไปเรื่อยๆด้วย ดังจะเห็นเค้ามูลจากความโทเมืองของกลุ่มผู้ไทดำเป็นคำคล้องจองส่งสัมผัสสองสามวรรค แล้วขาด แล้วเริ่มใหม่อีก แต่ในพงศาวดารล้านช้างที่มีเนื้อหาคล้ายคลึงกันจะมีท่วงทำนองส่งสัมผัสและพรรณนายืดยาวมากกว่า ทั้งนี้ก็เพราะลักษณะสังคมแตกต่างกันแล้ว

          แต่ความโทเมืองของผู้ไทดำก็ส่อให้เห็นเค้าการก่อรูปของกลอนที่ส่งสัมผัสร่ายได้เป็นอย่างดี ว่าค่อยๆเชื่อมสัมผัสคำคล้องจองแต่ละวรรคให้ต่อเนื่องยืดยาวออกไปเรื่อยๆ และในยุคแรกๆก็ไม่จำเป็นจะต้องเคร่งครัดทอดสัมผัสไปทุกวรรค เพราะลักษณะเสรีของกลอนในไทย-ลาวยุคแรกๆมิได้กำหนดอะไรลงไปตายตัว

          กลอนร่ายแต่ละท้องถิ่นมีชื่อเรียกต่างกัน ภาคกลางเรียก “ร่าย”Ž ภาคเหนือเรียก “ฮ่ำ” Ž(คือ ร่ำ) ส่วนภาคอีสานเรียก 2 แบบ คือ แบบที่ใช้สวด(หรือสูด)ทำขวัญต่างๆ เรียก “ฮ่าย”Ž เช่น ฮ่ายยาว  และแบบที่ใช้เซิ้งต่างๆ เรียก “กาพย์Ž” เช่น กาพย์เซิ้ง

 

ภาษาร่าย ในสถานการณ์ศักดิ์สิทธิ์

          ทำไมต้องมีกลอนร่ายที่ใช้ภาษาร่ายในสถานการณ์ศักดิ์สิทธิ์?Ž

          เรื่องนี้มีเหตุมาจากลักษณะสังคมชาวนาชาวไร่ที่จำต้องพึ่งพาธรรมชาติเป็นสำคัญที่สุด

          แต่ธรรมชาติคือความไม่แน่นอนอันเป็นต้นเหตุของความวิบัติฉิบหาย ดังนั้น มนุษย์จึงมีสำนึกร่วมกันว่าจะต้องแสดงความอ่อนน้อมต่ออำนาจเหนือธรรมชาติ เพื่อวิงวอนร้องขอความอุดมสมบูรณ์หรือความมั่งคั่งและความมั่นคงอยู่ตลอดเวลา และทุกระยะของการทำมาหากิน

          โดยทั่วไปผู้คนในตระกูลไทย-ลาวเชื่อว่าอำนาจเหนือธรรมชาติ คือผีที่อยู่บนฟ้า จึงมักเรียกกันว่า “ผีฟ้า”Ž หรือ “ผีแถน”Ž ซึ่งมีความหมายเท่ากับเทวดา และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายก็น่าจะมีอำนาจไม่น้อยที่จะดลบันดาลสิ่งใดๆได้

          แต่ผี, เทวดา  และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีอำนาจเหนือธรรมชาติเหล่านั้นไม่ใช่คน

          เมื่อไม่ใช่คน ก็สื่อสารกันด้วยภาษาธรรมดาที่คนพูดและร้องเพลงกันทั่วๆไปไม่ได้ ดังนั้นจึงต้องสร้างภาษาและท่วงทำนองพิเศษเพื่อใช้สื่อสารกับผี เทวดา และสิ่งศักดิ์สิทธิ์โดยเฉพาะ

          เรื่องนี้อาจารยŒนิธิ เอียวศรีวงศ์ อธิบายไว้ (ปากไก่และใบเรือ อมรินทร์การพิมพ์ 2527) ว่า โดยทั่วไปมักแบ่งภาษาเป็นประเภทร้อยแก้วกับร้อยกรอง หรือภาษาพูดกับภาษาเพลงซึ่งต่างก็มีลักษณะสุดโต่งไปคนละขั้ว

          แต่กึ่งทางของภาษาพูดกับภาษาเพลงคือภาษาร่าย และแม้ว่าร่ายและความเรียงจะก้ำกึ่งกัน แต่ก็แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดแก่ผู้ฟัง(หรืออ่าน)

          ภาษาร่ายจึงเหมาะที่จะใช้ในสถานการณ์พิเศษ เช่นกรณีที่จะสื่อสารกับผี เทวดา และสิ่งศักดิ์สิทธิ์

          แต่การสื่อสารกับผี เทวดา และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มีพิธีกรรมและจุดมุ่งหมายแตกต่างกัน 2 อย่าง เป็นเหตุให้ทำนองการใช้ภาษาร่ายต้องแตกต่างกันไปด้วย

          คือพิธีกรรมที่สื่อสารด้วยคนคนเดียว ใช้ทำนอง “สวด”Ž ส่วนพิธีกรรมที่สื่อสารด้วยกลุ่มคนหลายคน ใช้ทำนอง “เซิ้ง”Ž (มีอธิบายรายละเอียดอยู่ในหนังสือ ภาษาและวรรณคดีในสยามประเทศไทย ของ สุจิตต์ วงษ์เทศ พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2546)

 

ภาษาร่าย ของ “หมอผี”

          สวด คือพิธีกรรมสื่อสารด้วยคนคนเดียว มักจัดให้มีขึ้นเพื่อความอยู่รอดของครอบครัวและญาติมิตร ได้แก่ พิธีเซ่นสรวงปวงผี พิธีบายศรีสู่ขวัญต่างๆ เช่น สู่ขวัญเรือ สู่ขวัญลาน (นวดข้าว)  สู่ขวัญข้าว สู่ขวัญเล้า (ยุ้ง) สู่ขวัญนาค สู่ขวัญแต่งงาน สู่ขวัญโกนจุก และ ฯลฯ

          ผู้ทำหน้าที่สวดร่าย เพื่อส่งภาษาและทำนองอันศักดิ์สิทธิ์สื่อสารและสังสรรค์กับปวงผีในสังคมยุคแรกๆ ราว 3,000 ปีมาแล้ว คือ หมอผี (หรือหมอพร หรือหมอขวัญ ในสังคมยุคแรกๆ คนพวกนี้เป็นผู้มีความรู้พิเศษทางพิธีกรรมประจำเผ่าพันธุ์หรือเทียบเท่ากับนักบวชหรือบัณฑิตในสมัยหลังๆ)

          หลังรับศาสนาพราหมณ์กับพุทธจากอินเดีย กระทั่งมีราชสำนักสุวรรณภูมิขึ้นในอุษาคเนย์ บรรดาราชสำนักตระกูลมอญ-เขมร มีภาษาฉันท์และกาพย์บาลีและสันสกฤตใช้สวดในพิธีกรรม

          ขณะเดียวกันประชากรพื้นฐานที่เป็นไพร่ข้าในตระกูลไทย-ลาว มีหมอผีใช้ภาษาร่ายในสถานการณ์พิเศษสืบเนื่องจากประเพณีดั้งเดิม

 

ราชสำนักยกย่องภาษาร่าย

          ต่อมาขุนนางตระกูลไทย-ลาว มีอำนาจรัฐแล้วเป็นใหญ่ในราชสำนัก (แทนตระกูลมอญ-เขมร) ก็ยกย่องภาษาร่าย (ของหมอผี) หรือ “คำราษฎร์” เป็นภาษาศักดิ์สิทธิ์สืบทอดจากประเพณีดั้งเดิมด้วย แล้วให้ชาววัดขัดเกลาแต่งภาษาร่ายเป็น “คำหลวง” สำหรับชาววังใช้ในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ในราชสำนัก เช่น โองการแช่งน้ำ, มหาชาติคำหลวง

          จากนั้นราชสำนักได้พัฒนาภาษาร่ายให้มีระเบียบมากขึ้น และใช้ภาษาศักดิ์สิทธิ์จากต่างประเทศมากขึ้นเพื่อติดต่อกับทวยเทพชั้นสูงได้ ซึ่งเท่ากับยกระดับภาษาร่ายให้สูงขึ้นกว่าประเพณีของชาวบ้านด้วย ดังเห็นอยู่ในคำประณามพจน์ทั้งหลายในตอนต้นของวรรณคดีราชสำนัก แล้วถือปฏิบัติสืบเนื่องกันต่อมาจนกลายเป็นร่ายสุภาพที่มีกำหนดกฎเกณฑ์เคร่งครัดมากมาย เช่น กำหนดจำนวนคำแต่ละวรรค กำหนดวิธีการจบร่ายแบบโคลง เป็นต้น

          กฎเกณฑ์อันค่อนข้างเคร่งครัดที่ราชสำนักสมัยต้นกรุงศรีอยุธยาสร้างขึ้นมากำหนดภาษาร่าย ก็เท่ากับเป็นข้อบังคับให้นักสวดในวัดและในวัง ต้องขัดเกลาทำนองสวดร่ายของหมอผี (หมอพรและหมอขวัญ) ให้มีแบบแผนค่อนข้างแน่นอน และให้มีลีลาประณีตขึ้น เพื่อให้เป็นประเพณีหลวงโดยเฉพาะ (ซึ่งจะแตกต่างจากประเพณีราษฎร์) เช่น การสวดมหาชาติคำหลวง

          แม้เจรจาโขนของราชสำนักอยุธยาสืบจนทุกวันนี้ก็เป็นภาษาร่าย ที่มีรากเหง้าจากตระกูลไทย-ลาว สองฝั่งโขง


ผักบุ้ง, ผักตบชวา อู่ทอง, สุวรรณภูมิ, สุพรรณฯ

มติชนรายวัน ฉบับประจำวันพฤหัสบดีที่ 17 พฤษภาคม 2555

 

          แม่น้ำท่าจีนกับลำน้ำสาขา เมื่อไม่กี่วันผ่านมานี้ยังเต็มไปด้วยผักตบชวาหนาแน่น กับผักบุ้งเบียดเสียด ตั้งแต่เขต อ. บางเลน จ. นครปฐม ขึ้นไปถึง อ. สองพี่น้อง กับ อ. อู่ทอง จ. สุพรรณบุรี

          ในประเทศไทยนี้ ผมยังไม่เห็นที่ไหนมีผักตบชวากับผักบุ้งเต็มแม่น้ำมากเท่าเขต  อ. สองพี่น้อง ทำให้จินตนาการไม่ออกว่าจะกำจัดออกจากแม่น้ำได้อย่างไร?

          เลยได้แต่คิดว่าต้องยอมจำนน แล้วยอมรับความจริงให้ผักตบชวากับผักบุ้งเป็นอาภรณ์อันอลงกรณ์และอลังการของแม่น้ำและลำน้ำสาขาที่จะขาดเสียมิได้

          แต่แล้วคิดขึ้นได้ว่าอาภรณ์อย่างนี้ของแม่น้ำลำคลอง เป็นอุปสรรคของน้ำไหลลงอ่าวไทยช้ากว่าปกติ แล้วส่งผลให้น้ำท่วมนานในฤดูน้ำหลาก คนที่ตั้งบ้านเรือนอยู่สองฝั่งย่อมเดือดร้อนหนักหนาสาหัส

          ฉะนั้นจะยอมจำนนไม่ได้ แต่จะกำจัดยังไง ก็ไม่รู้อีก

          ช่วงเมษา-พฤษภา ที่อื่นๆน้ำแล้งดินแยกแตกระแหง แม่น้ำบางแห่งน้ำหายกลายเป็นดอนทรายท้องน้ำจนคนเดินข้ามได้

          แต่บริเวณทุ่งนา อ. อู่ทอง มีน้ำขลุกขลิก ขณะเดียวกันแม่น้ำจระเข้สามพันกับสาขาน้ำไม่แห้ง อาจเป็นเพราะดึงน้ำจากแม่กลองที่อยู่เขตสูงกว่า เข้าน้ำทวน ผ่าน อ. พนมทวน จ. กาญจนบุรี ลงแม่น้ำจระเข้สามพัน

          เมืองอู่ทอง มีน้ำหล่อเลี้ยงคูเมืองโดยรอบไม่แห้งแล้ง ทำให้รื่นรมย์อย่างยิ่ง เพราะมีคลองชลประทานชักน้ำจากเจ้าพระยา-ท่าจีน-มะขามเฒ่า เข้ามากักเก็บไว้

          จำได้ว่าท่านบรรหาร ศิลปอาชา กับท่านขรรค์ชัย บุนปาน กำหนดแผนงานให้มี“สุวรรณภูมิศึกษา” หรืออะไรทำนองนี้ เพื่อแบ่งปันเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับสุวรรณภูมิ ควบคู่ไปกับการทำงานด้านกายภาพปรับภูมิทัศน์

          ผมเดินดูบริเวณกำลังสร้างสะพานข้ามคูเมืองอู่ทอง 2 แห่ง เห็นแล้วชื่นชมความก้าวหน้าทางกายภาพของเมืองอู่ทองที่น่าจะมีอายุราว 1,500 ปีมาแล้ว แต่เป็นชุมชนมาก่อน ราว 2,500 ปีมาแล้ว หรือมากกว่านั้นก็ได้

          แต่ไม่มีใครได้ข่าวความเคลื่อนไหว แล้วไม่มีใครรู้ความก้าวหน้าทางการศึกษาค้นคว้า จนไม่แน่ใจว่าสุวรรณภูมิศึกษาเคยมีจริงหรือไม่? แล้วยังมีต่อไปหรือเปล่า? ถ้ามีจะทำยังไง? ฯลฯ

          หากไม่ทำอะไรเลยก็“เสียของ”และสังคมไทย“เสียโอกาส” ยิ่งอีกไม่กี่ปีจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียนยิ่งต้องให้มีสม่ำเสมอ เพราะบริเวณแม่กลอง-ท่าจีน และดอนตาเพชร-อู่ทอง เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์อุษาคเนย์ยุคดึกดำบรรพ์ที่มีไทยเป็นส่วนหนึ่งอยู่ด้วย

          วัฒนธรรมอำนาจราชการ ไม่เอื้อต่อการแบ่งปันเผยแพร่“ราชวิชาความรู้” สู่สาธารณะ ยิ่งทำโดย“ข้าราชวิชาการ” ก็ยิ่งยุ่งยาก จนไม่สำเร็จได้ทันท่วงที

          บางทีอาจต้องจ้างเหมาบริษัทจัดอีเวนท์ให้ทำงานแบ่งปันเผยแพร่สุวรรณภูมิอู่ทองถึงจะสำเร็จ เพราะผู้รับจ้างเหมารู้เท่าทันกมลสันดานวัฒนธรรมอำนาจราชการ